‘ไทยเบฟ’ ลงทุน 7 พันล้าน สยายปีกธุรกิจ สร้างโรงงานกัมพูชา บุกอาเซียน ชี้ นโยบายรัฐปลุกเศรษฐกิจโต
วันที่ 3 ตุลาคม นายฐาปน สิริวัฒนภักดี กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด(มหาชน) เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานในช่วง 9 เดือนแรกปี 2566 กลุ่มบริษัทมีรายได้จากการขาย 215,893 ล้านบาท
เพิ่มขึ้น 3.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยธุรกิจสุรามีรายได้ 93,673 ล้านบาท เพิ่มขึ้น3.3 % แม้ปริมาณการขายลดลด3.5% จากปีก่อนก็ตาม ,ธุรกิจเบียร์มีรายได้ 93,262 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.7% แม้ว่าปริมาณขายรวมจะลดลง 5.2 %,ธุรกิจเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์มีรายได้ 14,822 ล้านบาท เพิ่มขึ้น15.6% มาจากปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้น 8.7% ตามการบริโภคที่ปรับตัวดีขึ้น และธุรกิจอาหารมีรายได้ 14,296 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19.2% แต่กำไรลดลง 1,446 ล้านบาท หรือลดลง 8.4% จากการเพิ่มขึ้นของต้นทุนวัตถุดิบ ค่าใช้จ่ายสาธารณูปโภคและค่าแรงงาน
“ปัจจุบันเรามีสัดส่วนรายได้กลุ่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์คิดเป็นสัดส่วนกว่า 60% ซึ่งรายได้ทุกกลุ่มธุรกิจเพิ่มขึ้น เป็นผลจากการปรับตัวดีขึ้นของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ การฟื้นตัวของการท่องเที่ยว ส่วนกำไรจากการดำเนินงานอยู่ที่ 37,765 ล้านบาท ลดลง 3.4% เป็นผลจากปัจจัยโดยรวมทั้งรายได้การขายที่เพิ่มขึ้น ลงทุนในตราสินค้า กิจกรรมทางการตลาด ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ทั้งนี้เรายังคงมีสถานะการเงินแข็งแกร่งมีกระแสเงินสดที่ดี พร้อมลงทุนขยายกิจการเติบโตอย่างยั่งยืนตามยุทธศาสตร์ที่วางไว้ในปี 2025 ”นายฐาปนกล่าว

นายฐาปนกล่าวว่า ด้านการลงทุนจะเน้นวางรากฐานการเติบโต เพิ่มขีดความสามารถด้านการแข่งขันเป็นหลัก โดยใช้เงินลงทุนกว่า 7,000 ล้านบาท ไม่รวมเงินในการซื้อหรือควบรวมกิจการ ซึ่งในจำนวนนี้จะลงทุนตั้งโรงงานผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ในกัมพูชาประมาณ 4,000 ล้านบาท เพื่อเป็นฐานขยายตลาดกัมพูชาและฐานการผลิตวิสกี้ซิงเกิ้ลมอลลต์ขายในอาเซียน โดยร่วมกับพันธมิตรท้องถิ่น รวมถึงจะเข้าไปลงทุน ที่สปป.ลาวเพิ่มเติม หลังเห็นศักยภาพจากการที่ภาครัฐให้ความสำคัญกับการค้าชายแดน ส่วนอีก 3,000 ล้านบาทใช้ลงทุนในเรื่องการขนส่งหรือโลจิสติกส์และด้านความยั่งยืน
นายฐาปนกล่าวว่า สำหรับขยายตลาดไปประเทศอื่นๆ เช่น ประเทศจีน จะลงทุนโรงงานผลิตเหล้าขาว เพื่อขายในจีนและส่งออก ซึ่งการเข้าไปลงทุนในจีนเบื่องต้นเพื่อเรียนรู้เทคโนโลยีและโลจิสตกิส์ ไม่ได้มีซื้อกิจการใหญ่ เพราะไปลงทุนเปรี้ยงปร้างในจีน ไม่ใช่เรื่องง่าย
รวมถึงจะนำเบียร์โคเวียดนามขายIPO และเข้าตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์อีกครั้งหลังตลาดทุนดีขึ้น ด้านการลงทุนโรงงานสุราที่ประเทศเมียนมามีที่ย่างกุ้งและได้ขอในอนุญาตเพิ่มที่มัณฑะเลย์ รอดูสถานการณ์ภายในและค่าเงิน
“การทำบุกตลาดในอาเซียน มีความเป็นไปได้หมด เราจะเดินเข้าไปหาเขาหรือเขาจะมาลงทุนในฝั่งเรา ทุกคนล้วนเห็นโอกาส อย่าไปมองว่าใครจะมาแข่งกับใคร ใครจะมาควบรวมกับใคร อยู่ที่ว่าจะร่วมมือกับใคร อีก 2 ปี จะเห็นชัดว่า ใครอยู่ใครไป ใครอ่อนแอ ใครแข็งแรง ได้ไปต่อ”นายฐาปนกล่าว
นายฐาปนกล่าวว่า ในส่วนของการนำ บริษัท โออิชิ กรุ๊ป จำกัด(มหาชน) ออกจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อต้องการปรับโครงสร้างธุรกิจกลุ่มไม่มีแอลกอลฮอล์และอาหารให้มีความชัดเจนในการทำธุรกิจและตลาดมากขึ้น อีกทั้งจะให้ความสำคัญและลงทุนธุรกิจด้านโลจิสติกส์มากขึ้นด้วย เพราะเกี่ยวข้องกับธุรกิจคอนซูเมอร์และประเทศจากการเชื่อมโยงการลงทุนด้านการค้า

“การฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปของการบริโภคในประเทศจากทั้งชาวไทยและต่างชาติ เป็นสัญญาณที่ดีแต่เราก็ตระหนักดีว่าแรงกดดันจากภาะเงินเฟ้อ ต้นทุนด้านพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ที่สูงขึ้น หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง อาจยังคงส่งผลกระทบต่อการใช้จ่ายของผู้บริโภค แต่เชื่อมั่นว่ารากฐานอันมั่นคงจะเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนการเติบโตที่แข็งแกร่งของเราได้อย่างต่อเนื่อง โดยเรายังดำเนินมาตรการบริหารอัตรากำไรอย่างรอบคอบ เพื่อบรรเทาผลกระทบต่างๆ รักษาผลกำไรสุทธิ ส่วนแบ่งตลาดและคำนึงถึงความรับผิดชอบและความยั่งยืนเป็นสำคัญเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายตามวิสัยทัศน์ของกลุ่มในการเป็นผู้นำในธุริจเครื่องดื่มและอาหารที่มั่นคงและยั่งยืนของอาเซียน “นายฐาปนกล่าว
นายฐาปนยังกล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลตั้งเป้าจีดีพีจะเติบโต5% ว่าเป็นเรื่องที่ดี และอยู่ในเกณฑ์ค่อยข้างดี ถ้าบอกว่าโตน้อยกว่า5% ภาคเอกชนคงแปลกใจว่าทำไมโตได้แค่นี้ ซึ่งการที่รัฐบาลออกมาบอกแบบนี้แสดงว่ารัฐบาลมีการวางแผนงานไว้ชัดเจนและพยายามพลิกฟื้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นสิ่งที่เคยดีมากๆก่อนหน้านี้ ซึ่งเมื่อมีนักท่องเที่ยวมากขึ้น จะทำให้การบริโภคในประเทศดีขึ้น จึงเป็นการดีที่ภาครัฐมีการตื่นตัว
“ผมมีความเชื่อมั่นทุกรัฐบาลพยายามขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ซึ่งทุกคนที่ได้รับฟังท่านนายกรัฐมนตรี (เศรษฐา ทวีสิน) ท่านพยายาม ท่านให้ความสนใจ เอาใจใส่ในทุกรายละเอียด เห็นได้จากประเด็นที่ท่านหยิบจับมาแก้ไข แสดงให้เห็นว่าท่านเอาใจใส่ ลงลึกรายละเอียดอย่างจริงจัง การขับเคลื่อนผมว่าในช่วงที่ผ่านมา สะท้อนว่ารัฐบาลปัจจุบันทำหน้าที่เต็มกำลัง เพราะสถานการณ์ 3 ปีที่ผ่านมาเราอยู่ในสถานการณ์โรคระบาด ผมว่าช่วงนี้เป็นภาวะของการปรับตัวของเศรษฐกิจที่จะกลับมาเติบโตมากกว่า ซึ่งการเดินหน้านโยบายของรัฐบาลถือเป็นนิมิตรหมายที่ดี เช่น วีซ่าฟรี ”นายฐาปนกล่าว
นายฐาปนยังกล่าวถึงนโยบายเปิดเสรีสุราพื้นบ้านว่า จริงๆมีมาตลอดและไม่เป็นข้อจำกัดแต่อย่างใด ทั้งสุราและเบียร์พื้นบ้าน ล่าสุดได้เจอกับคุณเสถียร เสถียรธรรมะ ที่ตัดสินใจลงทุนเบียร์ตัวใหม่ นับเป็นเรื่องที่ดี มีการสร้างสรรค์การแข่งขันในตลาดและผู้บริโภคที่จะได้ประโยชน์ ซึ่งมองว่าเรื่องการแข่งขันเป็นเรื่องปกติของการทำธุรกิจ ต้องมีการปรับตัว และอยู่ในกฎเกณฑ์กติกาเดียวกัน


