‘สนั่น’ ชี้ ศก.โลกยังชะลอตัวไม่หยุด ย้ำท่องเที่ยวเป็นแรงหนุนเดียว เชื่อเหตุกราดยิงกระทบไม่มาก

4.10.23 | 16:41 น.
แฟ้มภาพ

‘สนั่น’ ชี้ ศก.โลกยังชะลอตัวไม่หยุด ย้ำท่องเที่ยวเป็นแรงหนุนเดียว เชื่อเหตุกราดยิงกระทบไม่มาก

นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจโลกชะลอตัวต่อเนื่องและมีแนวโน้มฟื้นตัวช้ากว่าที่คาด โดยล่าสุดองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือโออีซีดี ประเมินว่าผลิตภัณฑ์มวลรวม (จีดีพี) ของโลก จะเติบโตเพียง 3.0% ในปี 2566 และปี 2567 จะโตแค่ 2.7% ซึ่งปัญหาทางเศรษฐกิจจีนจะสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อประเทศในภูมิภาคเอเชีย รวมถึงเศรษฐกิจสหรัฐ และยุโรป ที่มีแนวโน้มยังอยู่ในทิศทางชะลอตัวสะท้อนจากดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อทั้งภาคบริการและภาคการผลิต ส่งผลให้การส่งออกไทยในช่วงที่เหลือของปี 2566 เผชิญความเสี่ยงจากอุปสงค์ต่างประเทศที่ฟื้นตัวได้ช้า โดย กกร.คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจในปีนี้ขยายตัวได้ในกรอบ 2.5-3.0% การส่งออกติดลบอยู่ในระดับ 2 ถึง 0.5% ภายใต้เงินเฟ้ออยู่ประมาณ 1.7-2.2%

นายสนั่นกล่าวว่า ค่าเงินบาทอ่อนค่าต่อเนื่อง สร้างความกังวลให้กับผู้ประกอบการสูงมาก สาเหตุจากทั้งปัจจัยภายนอกและภายในประเทศ ค่าเงินบาทอ่อนค่าตามทิศทางเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าเนื่องจากเฟดมีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับสูงที่นานกว่าคาด ประกอบกับเศรษฐกิจจีนที่แผ่วลงในช่วงนี้ส่งผลให้ค่าเงินหยวนและค่าเงินอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชียอ่อนค่าต่อเนื่อง แต่เงินบาทก็ยังอ่อนค่ากว่าเงินหยวนแล้ว ขณะที่ค่าเงินบาทยังมีปัจจัยภายในประเทศจากความกังวลในการดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐที่ต้องใช้เงินจำนวนมาก และมีการขาดดุลการคลังเพิ่มขึ้น

แม้ค่าเงินบาทจะอ่อนค่าค่อนข้างเร็วในเดือนกันยายน แต่ภาพรวมยังสอดคล้องกับค่าเงินในภูมิภาคในช่วง 9 เดือนแรกของปี โดยค่าเงินบาทที่อ่อนลง แม้ส่งผลดีต่อการส่งออก และการท่องเที่ยวแต่ก็จะกระทบต่อการนำเข้าโดยเฉพาะน้ำมัน และวัตถุดิบ จึงมองว่ารัฐควรจะบริหารจัดการค่าเงินไม่ให้ผันผวนมากจนเกินไป มองระดับเหมาะสมอยู่ประมาณ 35 บาทต่อเหรียญสหรัฐ

นายสนั่นกล่าวว่า ปัจจัยสนับสนุนเศรษฐกิจไทยอย่างมาตรการวีซ่าฟรี ที่สนับสนุนการเข้ามาของนักท่องเที่ยวจีนและคาซัคสถานในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว (ไฮซีซั่น) ที่คาดว่าจะมีส่วนช่วยให้นักท่องเที่ยวจีนเดินทางเข้ามาเพิ่มขึ้นราว 3.4 แสนคน ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติมีแนวโน้มแตะระดับ 29-30 ล้านคนในปีนี้ ภายใต้การบริหารจัดการเรื่องความปลอดภัยและเร่งสร้างความเชื่อมั่นให้นักท่องเที่ยวต่างชาติในช่วงที่กำลังเข้าสู่ฤดูการท่องเที่ยว

Advertisement

โดยมองว่ารัฐบาลเดินมาถูกทาง และขอชื่นชมที่รัฐบาลตัดสินใจเร็ว เนื่องจากเป็นส่วนดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาเที่ยวไทยเพิ่มแบบหลายเท่า เพราะเห็นผลตอบรับของยอดจองต่างชาติเข้ามาเที่ยวไทยดีเกินคาด โดยจีนมีปัญหา 3 ด้าน คือ 1.วีซ่าเข้าไทย ซึ่งเราแก้ไขปัญหาไปแล้ว 2.จำนวนเที่ยวบิน ที่เพิ่มขึ้นมาตามลำดับ และ 3.กระแสข่าวออนไลน์และคลิปวิดีโอเรื่องความปลอดภัยในไทยที่ส่งต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทย

“นายกฯกำลังจะเดินทางไปจีนในช่วงกลางเดือนตุลาคมนี้ ก็คาดหวังว่าจะสามารถสร้างความเชื่อมั่นในเรื่องความปลอดภัยในการเข้ามาเที่ยวไทยได้ โดยเฉพาะที่มีกรณีเยาวชนอายุ 14 ปี กราดยิงในห้างสรรพสินค้าพารากอนนั้น มองว่าเป็นเหตุสุดวิสัยเหนือกว่าคาดคิดไว้มากจริงๆ แต่มองว่าคงไม่ได้มีผลกระทบมากจนเกินไปนัก” นายสนั่นกล่าว

นายสนั่นกล่าวว่า กกร.ได้จัดเตรียมข้อเสนอทางเศรษฐกิจไปยังรัฐบาลชุดใหม่ และขอให้มีการรื้อฟื้นการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.กลาง) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน โดยเสนอให้รัฐบาลจัดประชุมทุก 3 เดือน เพื่อเป็นเวทีนำเสนอความเห็นและแนวทางการขับเคลื่อนระหว่างรัฐบาลกับภาคเอกชนอย่างใกล้ชิด และเร่งดำเนินการแก้กฎหมายที่เป็นอุปสรรคและไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน (Regulatory Guillotine)

โดยจัดลำดับความสำคัญ เพื่อให้มีผลสัมฤทธิ์ได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงมีข้อเสนอ อาทิ การช่วยเหลือเอสเอ็มอีให้เข้าถึงสินเชื่อที่มีความจำเป็นมากกว่าการพักชำระหนี้แล้ว การปรับอัตราค่าแรงขั้นต่ำของประเทศควรใช้กลไกของคณะกรรมการไตรภาคีเป็นผู้กำหนดแนวทาง ผลักดันการเจรจาข้อตกลงทางการค้า FTA ระหว่างไทยกับต่างประเทศให้มากที่สุด โดยเร่งผลักดันการเจรจา FTA ที่ดำเนินการอยู่ให้แล้วเสร็จตามกรอบเวลา ทั้ง ไทย-EU, ไทย-ศรีลังกา, ไทย-EFTA และเปิดการเจรจาจัดทำความตกลงเขตการค้าเสรี FTA ในตลาดสำคัญและตลาดใหม่ รัฐบาลควรสนับสนุนและลงทุนโครงสร้างพื้นฐานอีอีซี เพื่อดึงดูดการลงทุนต่อเนื่อง เร่งรัดแผนบริหารจัดการน้ำของรัฐบาลให้เกิดผลเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะหากภาวะเอลนิโญมีความรุนแรงและผลักดันแนวทางการทำ Carbon credit ให้สามารถเชื่อมโยงกับมาตรฐานสากล