นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจแห่งชาติ (สศช.) แถลงตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ในปี 2558 ขยายตัว 2.8% ว่า ถือว่า ทำได้ดีพอสมควร ภายใต้สภาวะเศรษฐกิจขณะนี้ และหากดูเนื้อในข้อมูลที่ สศช.แถลง โดยเฉพาะในไตรมาส 4/58 ถ้าไม่นับเรื่องการส่งออกที่หดตัวนั้น ถือว่า ตัวเลขเศรษฐกิจดีขึ้นเกือบทุกตัว ยกเว้นการลงทุน เพราะเอกชนไทยเองยังขาดความมั่นใจ แต่ทราบว่ามีการไปลงทุนต่างประเทศค่อนข้างมาก เช่น กัมพูชา หรือลาว แต่ผมอยากให้มองไทยคือไทย เพราะว่า ถ้ามีการลงทุนอีกตัวจะไปได้ดีขึ้น เพราะปัจจุบันการลงทุนในส่วนรัฐบาลถือว่ามีการเบิกจ่ายสูงมากแล้ว
“ในไตรมาสที่ 4/58 การใช้จ่ายภาคครัวเรือน มีการขยายตัวขึ้น 2.5% ขณะที่ไตรมาส 3/58 ขยายตัวเพียง 1.8% ขณะที่การลงทุนภาครัฐขยายตัว 41.4% แต่การลงทุนภาคเอกชนขยายตัวเพียง 1.9% ซึ่งถือว่าดีกว่าไตรมาส 3/58 ที่การลงทุนเอกชนติดลบ 10.1% ดังนั้นจึงถือเป็นแนวโน้มที่ดีขึ้น แต่ยังดีไม่พอที่จะควรเป็น ส่วนส่งออกในปี 58 ที่ติดลบ 5.6% นั้นยังถือว่า ดีกว่าประเทศอื่นๆ ต้องรอดูในปีนี้ว่า เศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร แต่ขอให้อย่าตื่นตกใจ ทางรัฐบาลยังตั้งการ์ดและวิ่งแข่งกับต่างประเทศได้ ขอให้สู้กันต่อไป”นายสมคิดกล่าว
นายสมคิด กล่าวว่า ส่วนกรณีที่ สศช.ปรับลดการขยายตัวจีดีพีปี 59 นั้นคาดว่าเป็นการปรับเป้าหมายเพื่อไม่ให้ตั้งความหวังสูงเกินไป แต่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยังมองเศรษฐกิจว่าจะดีกว่านี้ โดยในปีนี้จีดีพีน่าจะขยายตัวอยู่ที่ 3% แน่นอน แต่จะมากกว่า 3% เท่าไหร่นั้นต้องผลักดันต่อไป แต่การที่จีดีพีจะโต 3% ก็ไม่สำคัญมากเท่ากับการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจที่แท้จริง
“อยากบอกด้วยว่าการที่รัฐบาลใส่เม็ดเงินลงทุนไปนั้น ไม่ใช่การกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือหว่านเงิน บางทีก็พูดกี่ร้อยครั้งก็เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่เราต้องการขับเคลื่อนการปฏิรูปจริงๆ โดยในวันศุกร์ที่ 19 กุมภาพันธ์นี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีจะคิกออฟมาตรการอัดเงินเข้าสู่กองทุนหมู่บ้านอีก 3.5 หมื่นล้านบาท โดยมาตรการนี้ถือเป็นการให้ชุมชนลงทุนโครงสร้างพื้นฐานชนบท และการนำเงินสะสมจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมานั้น ก็เพื่อพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว หรือแม้แต่เงิน 20,000 ล้านบาท ที่ให้กระทรวงเทคโนโลยีและสารสนเทศ(ไอซีที)นำไปพัฒนาอินเตอร์เน็ตทั่วทุกหมู่บ้าน ดังนั้นหากดูดีๆ จะเห็นว่าเม็ดเงินที่ลงไปนั้น คือ การลงทุน และเป็นการประคองเศรษฐกิจควบคู่กันไป ซึงจังหวะเวลาที่เม็ดเงินลงไปนั้นตรงกับช่วงที่เศรษฐกิจไม่ดีและการส่งออกเบาบาง”นายสมคิดกล่าว
นายสมคิดกล่าวว่า ส่วนงบตำบลละ 5 ล้านบาทของกระทรวงมหาดไทยที่ล่าช้านั้น ถือเป็นอานิสงส์ที่ล่าช้า เพราะเงินจะลงไปในไตรมาสที่ 1 – 2/59 ทำให้เงินลงทุนหมู่บ้านมากขึ้น ซึ่งน่าจะหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจได้ และหากมีภัยแล้ง รัฐเตรียมตัวอยู่แล้ว ดังนั้นอย่าตื่นตระหนกตกใจมาก ไม่งั้นความมั่นใจจะถดถอย ส่วนช่วงครึ่งปีหลังจะพยายามผลักดันงบลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ ซึ่งกระทรวงคมนาคมก็พยายามเต็มที่ โดยในวันที่ 29 กุมภาพันธ์นี้ จะนำโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู (แคราย-มีนบุรี) และโครงการรถไฟฟ้าสายสีเหลือง (ลาดพร้าว-สำโรง) เข้าคณะกรรมการนโยบายการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ (พีพีพี)เพื่อพิจารณา และจะนำเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.)ในต้นเดือนมีนาคม หากครม.เห็นชอบก็จะประกวดราคาต่อไป ส่วนโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน (บางซื่อ-ท่าพระ) ส่วนต่อขยาย ทางกระทรวงคมนาคมอยู่ระหว่างเจรจากับเอกชนรายเดิมที่ทำโครงการ หรือจะประมูลใหม่ ซึ่งจะเร่งเข้า พีพีพี โดยเร่งด่วน

