‘ธรรมนัส’ เคาะตั้ง กรอ.เกษตร ด้าน ‘หอค้า’ เสนอ 7 ข้อเร่งด่วน ดันรายได้เกษตรกรแตะ 5.3 แสน บ./ครัวเรือน ภายใน 5 ปี
เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังการหารือร่วมกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เพื่อจัดตั้งคณะกรรมการร่วมภาครัฐและภาคเอกชนด้านเกษตร (กรอ.เกษตร) ว่า หลังจากนี้จะมีการลงนามแต่งตั้ง กรอ.เกษตร โดยคณะกรรมการ ประกอบด้วย หน่วยงานในกระทรวงเกษตรฯ และตัวแทนจากสภาหอการค้า ซึ่งจะมีการหารรือร่วมกันอย่างน้อย 1 ครั้งต่อเดือน และขอให้หอการค้าเป็นพี่เลี้ยงให้กับกระทรวงเกษตรฯเพื่อขับเคลื่อนงานร่วมกันต่อไป
ด้าน นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า จากการหารือร่วมกันในครั้งนี้เชื่อว่าการจัดตั้ง กรอ.เกษตรจะช่วยสร้างความร่วมมือภาครัฐและภาคเอกชนในการพัฒนาและแก้ไขปัญหาด้านการเกษตรให้เกิดผลเป็นรูปธรรมและมีความต่อเนื่องในการแก้ไขปัญหาได้ตรงจุด รวมถึงยื่นข้อเสนอแนะเร่งด่วนของธุรกิจเกษตรและอาหารต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ เพื่อร่วมขับเคลื่อนและแก้ไขปัญหาผ่านคณะกรรมการ กรอ.เกษตร โดยมีข้อเสนอใน 7 ประเด็นสำคัญ ประกอบด้วย
นายสนั่นกล่าวอีกว่า 1.การส่งเสริมความมั่นคงและความยั่งยืนด้านอาหาร ซึ่งภาคเกษตรเป็นส่วนสำคัญที่มีการขับเคลื่อนในเขตความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (เอเปค) พร้อมผลักดันไทยเป็นครัวโลก 2.การรักษาเสถียรภาพความมั่นคงทางทะเล 3.การสร้างความสมดุลภาคธุรกิจเกษตรและอาหาร เสนอให้กระทรวงเกษตรฯกำหนดนโยบายเพื่อสร้างความสมดุลและเสถียรภาพการนำเข้า-ส่งออก ภาคเกษตรและอาหาร ระหว่างเกษตรกร และผู้ประกอบการส่งออก เพื่อให้ประเทศไทยมีขีดความสามารถในการแข่งขัน

นายสนั่นกล่าวต่อว่า 4.การส่งเสริมการสร้างเกษตรมูลค่าสูงผ่านการขับเคลื่อนเชิงพื้นที่ 5.การส่งเสริมธุรกิจอาหารแปรรูปและอาหารแห่งอนาคต 6.การส่งเสริมธุรกิจประมงและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง และ 7.การส่งเสริมธุรกิจปศุสัตว์และแปรรูป โดยเสนอให้กระทรวงเกษตรฯ เร่งรัดยกระดับมาตรฐานฟาร์มปศุสัตว์ไทย โดยเฉพาะกลุ่มโคเนื้อ แพะเนื้อ และแพะนม พร้อมทั้งเสนอให้เร่งรัดการเพิ่มจำนวนโรงฆ่าสัตว์ โรงตัดแต่งเนื้อสัตว์ โรงคัดบรรจุที่ได้มาตรฐานจีเอ็มพี ทุกจังหวัดที่มีศักยภาพ ตลอดจนเร่งรัดปราบปรามผู้ลักลอบนำเข้า หรือส่งออกสินค้าปศุสัตว์อย่างเข้มงวด เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ
“โดยข้อเสนอทั้ง 7 ประเด็นนี้จะเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญที่จะช่วยผลักดันให้ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (จีดีพี) ภาคเกษตรเติบโตอยู่ที่ 4.5% ต่อปี ดันรายได้เกษตรกรเพิ่มเป็น 5.3 แสนบาทต่อครัวเรือนต่อปี ภายใน 5 ปีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 (ระหว่างปี 2566-2570) หรือแผน 13 ของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ ซึ่งมีการประกาศใช้ไปเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2565 ที่ผ่านมา” นายสนั่นกล่าว

