“ดร.อนุสรณ์” ชี้สงครามอิสราเอล-ฮามาส กดดันพลังงาน-การเงินโลก แนะปรับเกณฑ์แจกเงินดิจิทัลใหม่เน้นคนจนหนี้เยอะ
แนะปล่อยบาทอ่อนค่าตามกลไกตลาดคาด พ.ย.น่าจะแข็งขึ้น ชี้สงคราวอิสราเอล-ฮามาส กดดันราคาพลังงานตลาดการเงินโลก แนะปรับเกณฑ์แจกเงินดิจิทัลใหม่ลดความเสี่ยงภาวะการคลังแถมกระตุ้น ศก.ได้ไม่มากนัก ควรเน้นกลุ่มยากจนมีหนี้สินล้นพ้นตัว
เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม รศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ อดีตกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย และอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ความไม่แน่นอนในเรื่องการขยายเพดานหนี้สหรัฐอเมริกาส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของค่าเงินดอลลาร์และพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอเมริกา หนี้สาธารณะของสหรัฐอเมริกาทะลุเพดานหนี้ 32 ล้านล้านดอลลาร์ ขบวนการออกจากดอลลาร์ การลดการถือครองดอลลาร์ในทุนสำรองหันไปถือทองคำมากขึ้น (De-Dollarization) เกิดมากขึ้นตามลำดับหากสหรัฐอเมริกายังแก้ปัญหาหนี้สาธารณะ การขาดดุลงบประมาณและดุลการค้าไม่ได้ อย่างไรก็ตาม บทบาทของเงินดอลลาร์สหรัฐในระบบการเงินระหว่างประเทศในฐานะเงินสกุลหลักจะยังคงดำรงอยู่ต่อไปอีกระยะหน้าจากการที่ไม่มีเงินสกุลอื่นหรือเงินในรูปแบบอื่นๆ มาทดแทนได้ในเวลาอันสั้น แต่ปัญหาภาระหนี้สาธารณะจำนวนมหาศาล
ชี้มะกันขยายเพดานหนี้ต่อเนื่องกระทบความเชื่อมั่นดอลลาร์-พันธบัตร รบ.
ล่าสุด (ตัวเลข ณ สิงหาคม พ.ศ.2566) หนี้สาธารณะทั้งหมดของรัฐบาลสหรัฐอเมริกาอยู่ที่ 32.91 ล้านล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 2 ล้านล้านดอลลาร์ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมาจะเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อความมีเสถียรภาพมั่นคงของดอลลาร์ การที่หนี้สาธารณะทะลุเพดานก่อให้เกิดความขัดแย้งอย่างหนักในรัฐสภาเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวและนำไปสู่ความสุ่มเสี่ยงในการปิดหน่วยงานรัฐ รัฐบาลขาดสภาพคล่อง หากไม่ขยายเพดานหนี้ชั่วคราว ขณะเดียวกันการขยายเพดานไปเรื่อยๆ ทุกปีเมื่อมีการจัดทำงบประมาณก็ไม่ได้แก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของหนี้สาธารณะ ประเด็นความยุ่งยากและปัญหาในการขยายเพดานหนี้จะกระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกา กระทบต่อความเชื่อมั่นต่อค่าเงินดอลลาร์ พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ และจะทำให้บทบาทของเงินดอลลาร์ บทบาทของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐลดลงเรื่อยๆ ในทุนสำรองระหว่างประเทศของประเทศต่างๆ
ช่วงที่ผ่านมา ธนาคารกลางหลายประเทศได้เพิ่มสัดส่วนของ “ทองคำ” มากขึ้นเรื่อยๆ ทองคำเป็นสิ่งที่หนุนหลังค่าเงินที่มีความมั่นคงมากกว่า เงินเฟียต (Fiat Money) ที่ออกโดยธนาคารกลางสหรัฐ (ดอลลาร์สหรัฐ) ธนาคารกลางยุโรป (เงินยูโร) ธนาคารกลางจีน (เงินหยวน) ธนาคารกลางญี่ปุ่น (เงินเยน) การเก็บสะสมทองคำเพิ่มเติมของธนาคารกลางหลายแห่ง สะท้อนให้เห็นถึงความไม่มั่นใจต่อเงินดอลลาร์และสกุลเงินท้องถิ่นของตัวเองอีกด้วย เวลาเรานึกถึงเงินที่มั่นคง เรามักจะนึกถึงทองคำเสมอ มนุษย์พยายามสร้างรูปแบบของเงินที่ดีกว่าทองคำมาตลอดหลายศตวรรษ อุปทานของทองคำที่ถูกขุดขึ้นมาใหม่มีปริมาณน้อยกว่าอุปทานที่มีอยู่เดิมจึงทำให้มูลค่าทองคำไม่ผันผวน มีความมั่นคง และสามารถเก็บรักษามูลค่าดีมาก การสร้างรูปแบบของเงินที่ดีกว่าทองคำมาตลอดหลายศตวรรษจึงยังไม่สำเร็จ
ชี้ยังไม่มีสกุลเงินอื่นทดแทนดอลลาร์
รศ.ดร.อนุสรณ์กล่าวต่อว่า เงินเฟียต (Fiat Money) เป็นเงินตราที่อำนาจรัฐตราขึ้นและรับรองให้สามารถชำระหนี้ได้ตามกฎหมายโดยไม่ได้มีโลหะมีค่าหนุนหลังเต็มจำนวน โดยสิ่งที่นำมาใช้ไม่ใช่โลหะมีค่า เช่น เงินธนบัตรก็เป็นเพียงกระดาษ การยกเลิกผูกติดกระดาษธนบัตรกับทองคำก็เพื่อให้ธนาคารกลางมีความสามารถในการพิมพ์เงินอัดฉีดสภาพคล่องและลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเวลาเศรษฐกิจมีปัญหาถดถอย เงินเฟียตจึงเหมือนเป็นหนี้ภาระผูกพัน ที่ธนาคารกลางออกมาให้คนถือครองโดยไม่จ่ายดอกเบี้ย มันมีค่าเพราะเราเชื่อมั่นในระบบเศรษฐกิจ เชื่อมั่นในระบบการเงินและธนาคารกลาง การที่ประเทศสหรัฐอเมริกามีหนี้สินจำนวนมากและเป็นปัญหาเรื้อรังมานานมากย่อมส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นที่ต่อเงินดอลลาร์ในฐานะเงินสกุลหลักของโลก เพียงแต่ว่า ตอนนี้ยังไม่มีสิ่งใดมาทดแทนดอลลาร์ได้ในช่วงหนึ่งหรือสองทศวรรษ ดอลลาร์สหรัฐจึงยังรักษามูลค่าไว้ได้ อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่เกิดวิกฤตการณ์สินเชื่อซับไพรม์เมื่อปี ค.ศ.2008 ธนาคารกลางได้ใช้มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (Quantitative Easing-QE) เพิ่มปริมาณเงิน (พิมพ์เงินอัดฉีดเข้าสู่ระบบจำนวนมากเพื่อแก้ไขปัญหาวิฤตการณ์ทางเศรษฐกิจที่เกิดเป็นระยะๆ จนกระทั่งในช่วง 2 ปีที่ผ่านจึงเริ่มทยอยถอนมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (Quantitative Easing – QE) ทำให้ค่าเงินเสื่อมค่าลงจากเงินเฟ้อสูง
ดร.อนุสรณ์กล่าวว่า ระบบการเงินโลกที่เราใช้อยู่เวลานี้ยังคงมีลักษณะรวมศูนย์ (Centralized Finance – CeFi) ขณะที่ได้เกิดพัฒนาการของเทคโนโลยีดิจิทัลทำให้รูปแบบการทำธุรกรรมทางการเงินที่ไม่มีตัวกลาง (Decentralized Finance – DeFi) ขยายตัวและมีต้นทุนทางการเงินต่ำลงมาก แนวโน้มดังกล่าวทำให้ เงินเฟียต (Fiat Money) ไม่ว่าสกุลไหนย่อมมีบทบาทลดลงในระบบการเงิน โดยสิ่งที่จะเข้ามาแทนที่มากขึ้นตามลำดับ คือ เงินดิจิทัลในรูปแบบต่างๆ หากเงินดิจิทัลนั้นสามารถทำหน้าที่พื้นฐานของเงินได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็น หน่วยในการวัดมูลค่า (Unit of Account) สื่อกลางในการแลกเปลี่ยน (Medium of Exchange) หรือ หน่วยในเก็บรักษาและสะสมมูลค่า (Store of Value) บทบาทที่เพิ่มขึ้นของเงินดิจิทัลในรูปแบบต่างๆ จะส่งผลให้บทบาทของธนาคารกลางและอธิปไตยทางการเงิน (Monetary Sovereignty) ลดลง
จีนเจ้าหนี้รายใหญ่สหรัฐ ชี้ขายเมื่อไหร่กระทบแน่
ดร.อนุสรณ์กล่าวอีกว่า ธนาคารกลางจีนถือเงินดอลลาร์และพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐมูลค่าสูงถึง 859,000 ดอลลาร์สหรัฐ จีนจึงเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ของสหรัฐอเมริกา หากจีนขายสินทรัพย์ดอลลาร์ออกมาจากทุนสำรองระหว่างประเทศย่อมเกิดแรงกดดันต่อเงินดอลลาร์และฐานะทางการเงินการคลังของสหรัฐอเมริกา และ จีนเองก็ได้รับผลกระทบไปด้วย สิ่งที่เราคาดการณ์ได้ก็คือ จีนน่าจะค่อยๆ ทยอยลดการถือครองดอลลาร์ จะไม่ขายออกมาจำนวนมากๆ ครั้งเดียว เพิ่มการถือทองคำพร้อมเพิ่มบทบาทเงินหยวนในฐานะเงินสกุลหลักของโลกซึ่งจีนต้องเปิดเสรีทางการเงินมากกว่านี้เพื่อให้ธุรกรรมซื้อขายเงินหยวนมีความคล่องตัว รวมทั้งบทบาทเพิ่มขึ้นของเงินสกุลดิจิทัล คริปโทเคอร์เรนซีและบิตคอยน์ ระบบการเงินทางเลือกใหม่แบบไร้ศูนย์กลางจะมีบทบาทเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในระบบการเงินระหว่างประเทศ
ดร.อนุสรณ์กล่าวต่อว่า ระบบการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary System) ของโลกนั้นผ่านการเปลี่ยนแปลงใหญ่และนำไปสู่การล่มสลายของระบบการเงินระหว่างประเทศเดิมล่มสลายลงและเกิดระบบการเงินระหว่างประเทศใหม่เกิดขึ้นทดแทน 3 ครั้งในรอบ 100 ปีที่ผ่านมา คือ ปี ค.ศ.1914, ค.ศ.1939 และ ค.ศ.1971 และคาดการณ์ได้ว่า ภายในไม่เกิน 10 ปีนี้คงเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในระบบการเงินระหว่างประเทศอีกครั้งหนึ่ง ระบบการเงินระหว่างประเทศที่มีดอลลาร์สหรัฐเป็นเงินสกุลหลังการล่มสลายของระบบมาตรฐานปริวรรตทองคำมามากกว่า 52 ปี (นับแต่ปี ค.ศ. 1971) ระดับการเป็นหนี้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องพร้อมกับอัตราการออมที่ลดลงในประเทศพัฒนาแล้ว ระบบทุนนิยมโลกที่อยู่บนฐานของเงินที่ไม่มั่นคง (เงินดอลลาร์มีความผันผวนสูง) มีความเปราะบางอย่างยิ่ง
แนะ ธปท.ปล่อยอัตราค่าเงินตามกลไกตลาด คาด พ.ย.อาจแข็งค่า
ดร.อนุสรณ์กล่าวต่อว่า เงินบาทอ่อนอย่างรวดเร็วในช่วงสองสามสัปดาห์ที่ผ่านมา ทางการควรปล่อยตามกลไกตลาด คาดหลังเดือนพฤศจิกายนแข็งค่าขึ้น ค่าเฉลี่ยทั้งปี พ.ศ.2565 ของเงินบาทอยู่ที่ 35.6 ซึ่งเป็นปีที่เงินบาทอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง จากต้นปี’65 ที่เงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ที่ 33-34 บาท อ่อนค่าลงโดยไตรมาสสามของปี’65 อยู่ที่ 36.42 ไตรมาสสี่ของปี’65 อยู่ 36.32 เลยดึงให้ค่าเฉลี่ยทั้งปีมาอยู่ที่ 35.6 ในปี พ.ศ.2565 ส่วนในปี พ.ศ.2566 นั้นค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างมากในช่วงไตรมาสแรก และไตรมาสสอง มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 33.92 และ 34.98 ตามลำดับ ในเดือนสิงหาคมปีนี้ (66) เงินบาทยังคงอยู่ที่ระดับ 35.69 บาทต่อดอลลาร์ โดยก่อนหน้านี้ช่วง 7-8 เดือนแรก เงินบาทค่อนข้างทรงตัวอยู่ที่ 34-35 มีบางช่วงได้เห็นตัวเลข 33 บาทต่อดอลลาร์ เพิ่งมาอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่องในช่วงเดือนกันยายนโดยเฉพาะช่วงปลายเดือนกันยายนต่อเนื่องมาถึงเดือนตุลาคม ได้เห็นเงินบาทอ่อนค่าทะลุระดับ 37 บาทต่อดอลลาร์อีกครั้งหนึ่ง
การที่ค่าเงินบาทปรับตัวอ่อนค่าลง (แกว่งตัวในช่วง 36.91-37.05 บาทต่อดอลลาร์) ช่วงต้นเดือนตุลาคม เป็นผลจากเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐ ต่างปรับตัวขึ้นด้วย ตามรายงานดัชนี ISM PMI สหรัฐ ที่ออกมาดีกว่าคาด การจ้างงานเพิ่มขึ้นแม้นค่าจ้างปรับเพิ่มแบบชะลอตัวลง ถ้อยแถลงของเฟดยังคงสนับสนุนการใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดต่อ จนกว่าเฟดจะมั่นใจว่าคุมเงินเฟ้อได้สำเร็จ ธนาคารเพื่อการชำระบัญชีระหว่างประเทศ (Bank of International Settlements) ประเมินว่า ตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศมีมูลค่าสูงกว่าจีดีพีหรือผลิตภัณฑ์มวลรวมของโลกถึง 25-30 เท่าตัว มีมูลค่าการซื้อขายแต่ละวันไม่ต่ำ 5.5-5.6 ล้านล้านดอลลาร์ เกือบ 2,000 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี ขณะที่จีดีพีโลกอยู่ที่ประมาณ 80-85 ล้านล้านดอลลาร์ พึงรำลึกว่า การแลกเปลี่ยนสกุลเงินต่างประเทศนั้นไม่ใช่กระบวนการผลิตสินค้า จึงทำให้ปริมาณมูลค่าการซื้อขายไม่ปรากฏรวมอยู่ในตัวเลขจีดีพีโลก มูลค่ามหาศาลในตลาดแลกเปลี่ยนเงินจึงมีประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจน้อยมาก และธุรกรรมส่วนใหญ่เป็นการเก็งกำไร ความไม่สมบูรณ์ของตลาดปริวรรตเงินตราหรือตลาดอัตราแลกเปลี่ยนได้ลดทอนผลประโยชน์แท้จริงจากการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศอย่างต่อประชาชนให้ลดลง
ดร.อนุสรณ์กล่าวต่อว่า รูปแบบ หรือ Pattern การเคลื่อนไหวของเงินบาทปี’66 คล้ายปี’65 แข็งค่าต้นปี อ่อนค่าลงครึ่งหลังของปี แต่ปี’66 ปลายปีเงินบาทอาจกลับมาแข็งค่ามากกว่าปี’65 เพราะมีปัจจัยที่ทำให้เงินบาทแข็งค่ามากกว่า ปัจจัยที่มีผลกดดันในเงินบาทอ่อนค่าในช่วงนี้เป็นเรื่องระยะสั้น ชั่วคราว โดยเฉพาะเงินไหลออกจากตลาดการเงินไทย ภาคส่งออกไม่สามารถขยายตัวฟื้นตัวเป็นบวกได้ ส่วนเงินไหลเข้าจากภาคท่องเที่ยวต่างชาตินั้นชะลอตัวลงในช่วงเดือนกันยายนและตุลาคมเพราะไม่ใช่ช่วงไฮซีซั่น เชื่อว่าปลายปีตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนสถานการณ์จะพลิกกลับได้ จะดึงให้ค่าเฉลี่ยทั้งปีของเงินบาทปี 2566 ไม่ต่างไปจากปี 2565 (35.60) มากนัก คืออยู่ที่ประมาณ 35.50-35.80 บาทต่อดอลลาร์
สงคราอิสราเอล-ฮามาส กดดันตลาดพลังงาน-การเงินโลก
นอกจากนี้ สงครามระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮามาสล่าสุดกดดันต่อตลาดพลังงานและตลาดการเงินโลก ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น ราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้น ดอลลาร์สหรัฐทรงตัวเมื่อเทียบกับตะกร้าเงินสกุลหลัก แต่ดอลลาร์สหรัฐยังคงมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นจากตัวเลขเศรษฐกิจที่แสดงความแข็งแกร่งของสหรัฐและดอกเบี้ยทรงตัวในระดับสูง สงครามในตะวันออกกลางครั้งนี้ ไทยควรวางตัวเป็นกลาง แสดงจุดยืนไม่เห็นกับสงครามและการใช้ความรุนแรง ขอให้ “อิสราเอล” และ “กลุ่มฮามาส” เจรจาเพื่อยุติปัญหาความขัดแย้งโดยเร็ว มีแรงงานไทยอยู่ในอิสราเอลเกือบ 30,000 คน อยู่ในพื้นที่สงครามสู้รบราว 5,000 คน การอพยพแรงงานไทยกลับหรือไม่นั้นเป็นเรื่องความสมัครใจของแรงงานแต่ละคน
แนะ รบ.ปรับหลักเกณฑ์แจกเงินดิจิทัลใหม่
ดร.อนุสรณ์กล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลควรมีนโยบายและมาตรการพัฒนาทักษะอนาคตสำหรับแรงงานไทย ที่ AI ทำแทนไม่ได้ ใช้งบประมาณในการเดินหน้าลงทุนพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และนวัตกรรมรวมทั้งการฟื้นและสร้างเศรษฐกิจบนฐานการลงทุนอย่างยั่งยืนมากกว่า บนฐานการกระตุ้นการบริโภคระยะสั้น ควรออกแบบนโยบายแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ตใหม่ โดยปรับเปลี่ยนและทบทวนหลักเกณฑ์ในการแจกเงินใหม่ ไม่ให้แบบถ้วนหน้า ไม่ควรแจกเงินให้คนมีฐานะทางเศรษฐกิจหรือไม่มีความจำเป็นทางเศรษฐกิจ แม้นแจกคนกลุ่มนี้ไปก็ไม่ได้มีผลต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจแต่อย่างใด ไม่มีความจำเป็นต้องแจกให้ บุคคลผู้มีรายได้สูง ผู้บริหารภาคเอกชน ข้าราชการระดับสูง เป็นต้น การทบทบวนเกณฑ์และใช้งบประมาณน้อยลงจะช่วยลดความเสี่ยงทางการคลัง เม็ดเงินที่สูงถึง 5.6 แสนล้านบาทนั้นรัฐบาลหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องกู้เงินในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งเนื่องจากสัดส่วนภาษีต่อจีดีพีอยู่ที่ 13-14% เท่านั้น นอกจากนี้ยังจะทำให้มีเม็ดเงินเหลือไปใช้ในโครงการอื่นๆที่มีประโยชน์ หรือเพิ่มเม็ดเงินให้กับครอบครัวที่ยากจนที่มีหนี้สินล้นพ้นตัวได้ แทนที่จะให้ 10,000 บาท อาจให้ 20,000-30,000 บาทก็ได้ การมุ่งเป้าไปที่ครอบครัวยากจน ครอบครัวหนี้สินล้นพ้นตัว กลุ่มเปราะบาง (ผู้ป่วยติดเตียง ผู้พิการที่ไม่มีงานทำ) โดยไม่แจกแบบถ้วนหน้าทั่วไป จะทำให้ รัฐบาล สามารถแจกเงินเพิ่มขึ้นมากพอที่จะนำไปลงทุนประกอบอาชีพเพื่อหลุดพ้นจากความยากจนและกับดักแห่งการเป็นหนี้ได้
เผย 30 ปีที่ผ่านมาไทยประสบความสำเร็จลดความยากจน
ดร.อนุสรณ์กล่าวว่า จากรายงานวิจัยล่าสุดของธนาคารโลกได้วิเคราะห์ความยากจนและแนวโน้มความเหลื่อมล้ำของประเทศไทยจากสถิติอย่างเป็นทางการของภาครัฐ พบว่า ประเทศไทยประสบความสำเร็จในการลดความยากจนตลอดช่วง 30 ปีที่ผ่านมา จากเมื่อปี 2531 ที่มีสัดส่วนคนยากจนมากกว่าร้อยละ 65 เป็นต่ำกว่าร้อยละ 10 ในปี 2561 อย่างไรก็ตาม การเติบโตของรายได้ครัวเรือนและการบริโภคได้หยุดชะงักลงทั่วประเทศตลอดหลายปีที่ผ่านมาส่งผลให้ความก้าวหน้าในการลดความยากจนของประเทศไทยถดถอยลง พร้อมกับจำนวนประชากรยากจนที่เพิ่มขึ้น ระหว่างปี 2558- 2561 อัตราความยากจนของประเทศไทยเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 7.2 เป็นร้อยละ 9.8 อีกทั้ง จำนวนประชากรที่อยู่ในภาวะยากจนเพิ่มขึ้นจาก 4,850,000 คนเป็นมากกว่า 6,700,000 คน ความยากจนที่เพิ่มขึ้นในปี 2561 นี้กระจายตัวอยู่ทั่วทุกภูมิภาคใน 61 จังหวัดจาก 77 จังหวัดทั่วประเทศ
ในช่วงเวลานี้ จำนวนประชากรที่ยากจนในภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือเพิ่มขึ้นกว่าครึ่งล้านคนในแต่ละภาค ในขณะที่อัตราความยากจนในพื้นที่ขัดแย้งสามจังหวัดชายแดนใต้สูงที่สุดเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ.2560 หากใช้ฐานข้อมูลก่อนวิกฤตเศรษฐกิจโควิดคนยากจนจะอยู่ที่ประมาณ 6.7 ล้านคน หลังวิกฤตเศรษฐกิจโควิด หากเอาตัวเลขจดทะเบียนคนจนเพื่อรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจะอยู่ที่ 13 ล้าน ต่อมา เมื่อปีที่แล้ว เปิดให้มีการมาลงทะเบียนเพื่อรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจำนวนเพิ่มขึ้นมาที่ 22.20 ล้านคน หากแจกกันเต็มที่เลยเพื่อไม่ให้มีใครตกหล่น 22.20 ล้านคนจะใช้เงินเพียง 2.22 แสนล้านบาท หรือหากใช้ฐานตัวเลขคนจนของธนาคารโลก 6.7 ล้านคน ก็จะใช้เงินงบประมาณ 67,000 ล้านบาท เทียบกับแบบถ้วนหน้าอายุ 16 ปีขึ้นไปโดยไม่เลือกว่ารวยหรือจน จะใช้เงินสูงถึง 5.6 แสนล้านบาท การแจกเงิน 2.22 แสนล้านให้กับคนมีรายได้น้อยยากจนหรือมีรายได้ปานกลางระดับล่างมีผลต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจไม่ต่างจากการแจกเงินแบบถ้วนหน้า 5.6 แสนล้านอย่างมีนัยสำคัญ เพราะคนรวยมีอัตราความโน้มเอียงในการบริโภคจากเงินโอนหรือเงินได้รับแจก 10,000 น้อยกว่า คนยากจนอย่างมาก เพราะคนยิ่งยากจนมากเท่าไหร่และมีหนี้สินมากด้วย จะมีอัตราความโน้มเอียงการใช้จ่ายการบริโภคจากเงินโอนหรือเงินได้รับแจกมากเท่านั้น ได้มาทั้ง 10,000 บาทก็จะเอาไปใช้จ่ายหมด จำนวนหมุนรอบของเงินก็จะมากกว่า แจกให้คนรวย บรรดาผู้มีรายได้สูงอาจไม่ใช้สิทธิ ไม่ต้องการรับเงินแจกก็มี ผลต่อการกระตุ้นการใช้จ่ายต่ำมาก
ชี้แจกเงินดิจิทัลหว่านแหไม่ช่วยกระตุ้น ศก.
หากเป้าหมายของนโยบายนี้ต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจแรงๆ จะไม่บรรลุผล การแจกเงินให้คนรวยจึงไม่ตรงเป้าหมาย และอาจเป็นการยัดเยียดเอาเงินที่รัฐบาลไปกู้มาแจกให้กลุ่มผู้มีรายได้สูงโดยที่พวกเขาไม่ต้องการและไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่ต้องได้รับเงินช่วยเหลือจากรัฐบาล การแจกเงินมุ่งเป้าไปที่คนยากจนเดือดร้อนทางเศรษฐกิจจึงเป็นการใช้เงินงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าเมื่อเทียบความคุ้มค่าบาทต่อบาท มูลค่าอรรถประโยชน์ส่วนเพิ่มของเงินนั้นลดลงน้อยกว่ามูลค่าอรรถประโยชน์ของสินค้าทั่วไปตาม กฎแห่งการลดน้อยถอยลงของอรรถประโยชน์ส่วนเพิ่ม (Law of Diminishing Marginal Utility) ขณะเดียวกัน อรรถประโยชน์ส่วนเพิ่มของรายได้หรือเงินที่ได้รับ 1 บาทย่อมมีความหมายต่อคนที่มีรายได้ค่าแรงขั้นต่ำต่อวัน มากกว่าคนที่มีรายได้สูงอย่างแน่นอน

