เหตุรุนแรงล้อม ‘ท่องเที่ยวไทย’ โค้งสุดท้าย รัฐ-เอกชน ระดมทางรอด ฝ่าวิบากกรรม

9.10.23 | 12:17 น.

เหลือเวลาอีกไม่ถึง 3 เดือน จะเข้าปีใหม่ 2567 แล้ว และเป็นช่วงความหวังของทุกฝ่าย โดยเฉพาะการค้าการขายและการท่องเที่ยว ถือเป็นไฮซีซั่นส่งท้ายปี บรรยากาศจะเต็มไปด้วยสีสัน แต่กลายเป็นว่า ประเทศไทยกลับต้องเผชิญมรสุมลูกใหญ่โหมกระหน่ำซ้ำๆ ลูกแล้วลูกเล่า โดยภาคการท่องเที่ยวเลี่ยงไม่ได้ที่จะได้รับผลกระทบ!!

สำหรับภาคการท่องเที่ยวนั้น ปี 2566 ต่อถึงปี 2567 ถูกวางตัวเป็นเครื่องจักรขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ทดแทนภาคการส่งออก ยังติดหล่มอยู่ในแดนลบต่อเนื่อง

ดังนั้น เมื่อรัฐบาลใหม่ เศรษฐา ทวีสิน นั่งนายกรัฐมนตรี คนที่ 30 ประกาศให้ความสำคัญและชูการท่องเที่ยวไทย ให้เป็นเครื่องมือผลักดันเศรษฐกิจในประเทศทันที แม้ยังดูเป็นลูกผีลูกคนอยู่ในขณะนี้ โดยชิมลางออกมาตรการกระตุ้น ด้วยการออกมาตรการวีซ่าฟรี นำร่องยกเว้นการขอวีซ่าเข้าประเทศไทยให้กับนักท่องเที่ยวจากจีนและคาซัคสถาน

⦁เหตุรุนแรงโถมทับท่องเที่ยว

หลังออกมาตรการวีซ่าฟรี ทุกฝ่ายออกมาประสานเสียงเชียร์ ด้วยมองว่าเป็นผลดี ทำให้ความหวังภาคการท่องเที่ยว ช่วยพลิกฟื้นการสร้างงาน สร้างรายได้ให้กับแรงงานในภาคท่องเที่ยว และผู้ประกอบการด้านท่องเที่ยวโดยตรงและโดยอ้อมกับธุรกิจ บนความหวังเพิ่มขึ้นแบบเท่าทวีคูณ โดยเฉพาะการที่หน่วยงานรัฐออกมาประเมินจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ และรายได้จากต่างชาติที่จะเข้ามาจากนี้ เพิ่มหลักหลายแสนล้านบาท เชื่อว่าหากมีเม็ดเงินส่วนนี้เข้ามาหมุนเวียนเศรษฐกิจในประเทศ ส่งผลต่อจีดีพีไทยขยายตัวโตได้กว่า 3% แน่นอน

Advertisement

แต่หลังกดปุ่มวีซ่าฟรีเริ่มวันที่ 25 กันยายน 2566 สัปดาห์ต่อมาวันที่ 3 ตุลาคม ก็เกิดเรื่องเกิดเหตุไม่คาดฝัน มีเยาวชนไทยอายุเพียง 14 ปี เข้าไปก่อเหตุกราดยิงในห้างสรรพสินค้าใจกลางเมืองกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นแหล่งขึ้นชื่อเมืองกรุงของการท่องเที่ยวหลักของไทย ที่นักท่องเที่ยว นักกิน นักช้อป รู้จักและนิยมมากันมากสุดแห่งหนึ่ง เหตุการณ์นั้นทำให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตหลายราย น่าตกใจด้วยหนึ่งในนั้นเป็นนักท่องเที่ยวชาวจีน ที่ไทยเพิ่งให้วีซ่าฟรี เหตุการณ์ครั้งนี้ เกิดการตั้งคำถามถึงความปลอดภัยในการเที่ยวประเทศไทยจากชาวจีน ผ่านสังคมออนไลน์เฉพาะในจีนวันแรกถึง 40 ล้านครั้ง และเป็นประเด็นร้อนต่ออีกหลายวัน

และทุกครั้งที่มีเหตุการณ์รุนแรง ก็ถูกคุ้ยเหตุการณ์รุนแรงในอดีตกันอีกครั้ง หากย้อนกลับวิกฤตกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวไทยเกิดขึ้นซ้ำซ้อนหลายครั้งหลายครา แต่ละครั้งกระทบความรู้สึกและสร้างความกลัวเป็นเดือนๆ นักท่องเที่ยว หยิบมาเป็นเหตุผลลังเลมาเที่ยวไทย ย้อนไปดู อย่างเหตุระเบิดที่ราชประสงค์ เรือล่มที่จังหวัดภูเก็ต โควิด-19 ระบาดจนต้องปิดประเทศการเดินทางท่องเที่ยวเป็นศูนย์ พอเปิดประเทศโครงการภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ เพื่อดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาเที่ยวในพื้นที่ที่มีความพร้อมรับนักท่องเที่ยวก่อน ก็เจอเหตุการณ์คนร้ายฉุดนักท่องเที่ยวสาวไปข่มขืนและปลิดชีพทิ้งกลางป่า ซึ่งทุกเหตุการณ์สร้างแรงสั่นสะเทือนให้การท่องเที่ยวไทย รวมถึงภาพลักษณ์ของประเทศไทย ให้ทรุดลงในแง่ลบแบบไม่หยุด

รวมถึงขณะนี้แม้เหตุการณ์ดังกล่าวยังไม่คลายตัวมากนัก แต่ก็มีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้นใหม่ไม่หยุดหย่อน โดยเฉพาะเหตุกลุ่มฮามาสโจมตีในอิสราเอล และเหตุความรุนแรงในตะวันออกกลาง ซึ่งทั้งสองเหตุการณ์มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตเป็นคนไทยจำนวนหลายราย

⦁ จี้รัฐเร่งฟื้นความเชื่อมั่น

เมื่อเรื่องเก่ายังไม่จางเรื่องใหม่ออกมาอีก เอกชนร้อนไปทั่ว จี้ให้รัฐบาลต้องเร่งดึงความเชื่อมั่นและสร้างภาพลักษณ์ประเทศไทยในแง่บวกมากขึ้น

ศิษฎิวัชร ชีวรัตนพร นายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) ระบุว่า สิ่งที่รัฐบาลต้องเร่งทำและทำอย่างต่อเนื่อง เป็นการสื่อสารสร้างความเข้าใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะต้องยอมรับว่าเป็นเหตุสุดวิสัย ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น และเกิดขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก ไม่ใช่เฉพาะในไทยเท่านั้นด้วย ทำให้รัฐบาลต้องเร่งสร้างการรับรู้ถึงความปลอดภัยในการเข้ามาท่องเที่ยวไทย รวมถึงต้องพัฒนายกระดับเพิ่มความปลอดภัยในการใช้ชีวิตของประชาชนที่หมายรวมถึงนักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะเข้ามาเที่ยวไทยด้วย โดยอยากให้ใช้โอกาสที่นายกรัฐมนตรีจะเดินทางไปเยือนจีน ใช้โอกาสสร้างความเชื่อมั่นกลับคืนมาให้ได้มากที่สุด

“ต้องชื่นชมรัฐบาลที่รับมือและแก้ไขสถานการณ์ได้ด้วยดีอย่างรวดเร็ว ทำให้ตอนนี้แม้มีภาพข่าวกระจายออกไป หรือถูกพูดถึงในสื่อสังคมออนไลน์ของจีน แต่สัญญาณในฝั่งของผู้ประกอบการทัวร์จีนยังไม่ได้อยู่ในเชิงลบมากจนน่ากังวลมากนัก เพราะอย่างน้อยความเชื่อมั่นก็กลับมาแล้ว แต่รัฐบาลยังต้องเดินหน้าสร้างความเชื่อมั่นในด้านความปลอดภัยให้กลับมาเป็นปกติเร็วที่สุด” ศิษฎิวัชรกล่าว

⦁ ร้องทุกฝ่ายเพิ่มความปลอดภัย

สอดคล้องกับเสียงสะท้อนจากภาคธุรกิจโรงแรม ที่การท่องเที่ยวมีผลต่อการขยายตัวของธุรกิจโดยตรง เรื่องนี้ ศุภวรรณ ถนอมเกียรติภูมิ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ สมาคมโรงแรมไทย (ทีเอชเอ) เปิดเผยว่า ต้องยอมรับว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวไทยสูงมาก เพราะความเชื่อมั่นหายไปหมด แทบไม่เหลือเลย โดยเฉพาะความเชื่อมั่นในด้านความปลอดภัย ซึ่งถือเป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจเดินทางท่องเที่ยว และที่ผ่านมาภาคเอกชนพยายามส่งเสียงถึงรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง ในเรื่องการพัฒนาเพิ่มความปลอดภัยให้กับชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ซึ่งจะหมายถึงนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาเที่ยวไทยด้วย เพราะความปลอดภัยเป็นความสำคัญอันดับต้นๆ ที่เรายังไม่ได้รับตอนนี้

“รัฐบาลจะต้องบังคับใช้กฎหมายให้รุนแรงมากกว่านี้ โดยเฉพาะมาตรการเกี่ยวกับการครอบครองอาวุธร้ายแรง ทั้งปืน ระเบิด ที่มีความอันตรายต่อคนทั่วไป ต้องปรับแก้ไขกฎหมายทันที เพื่อให้การถูกใช้งานไม่ได้ง่ายเหมือนตอนนี้ ส่วนมาตรการการเข้าห้างสรรพสินค้า หรือสถานที่ที่มีคนรวมตัวกันเป็นจำนวนมาก อาทิ การตรวจค้นกระเป๋า ถือเป็นเรื่องที่ต้องทำอยู่แล้ว แม้อาจมีความรำคาญเพราะไม่สะดวกอยู่บ้าง แต่ก็ต้องทำ เพื่อความปลอดภัยในชีวิตของตัวเองและคนรอบข้างด้วย เพราะเมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น ผลกระทบที่ตามมาจะต้องมีอย่างแน่นอนไม่มากก็น้อย แต่อย่างไรก็ต้องมี” นางศุภวรรณกล่าว

เหตุรุนแรงล้อม‘ท่องเที่ยวไทย’โค้งสุดท้าย รัฐ-เอกชน ระดมทางรอด ฝ่าวิบากกรรม

⦁ ททท.ย้ำมีแผนรองรับอยู่แล้ว

ด้าน ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ระบุว่า ททท.มีแผนฟื้นฟูความเชื่อมั่น ที่จะสื่อสารต่อประชาชนและนักท่องเที่ยวใน 3 ระดับ ได้แก่ ระยะสั้น กลาง และยาว เพื่อเร่งฟื้นฟูความเชื่อมั่นและส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย โดยจะมีการหารือมาตรการต่างๆ ผ่านศูนย์ Situation Command Center จัดตั้งขึ้นเฉพาะกิจสำหรับรองรับเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่อาจเกิดขึ้น

ในแผน ททท.จะเน้นการสื่อสารภาพลักษณ์ที่การเปลี่ยนแปลง และพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวในแนวคิดโครงการ Thailand I love you ผ่านกิจกรรมประชาสัมพันธ์มากขึ้น โดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จะเรียกร้องและผลักดันให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทบทวนและเพิ่มมาตรการในการดูแลและป้องกันเหตุร้ายที่อาจเกิดขึ้นอีก อาทิ การเพิ่มมาตรการตรวจค้นอาวุธหรือสิ่งอันตราย การกวดขันการครอบครองสิ่งเทียมอาวุธและการดัดแปลง การเพิ่มอัตรากำลังตำรวจในเครื่องแบบในพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวต่างๆ โดย ททท.เร่งเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทย และสร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ผ่านสื่อต่างๆ ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ อาทิ เครือข่ายมือถือChina Mobile, Huawei, Streaming Platform อ้ายฉีอี้ (IQIYI) รวมทั้งใช้ Celebritiesและ Influencer ประชาสัมพันธ์ผ่านแพลตฟอร์มที่เข้าถึงผู้คนได้จำนวนมาก

อีกทั้งเพิ่มมาตรการเสริมความเชื่อมั่น Trused Thailand พิจารณาเพิ่มเติมมาตรการอื่นๆ ที่เป็นประโยชน์กับนักท่องเที่ยว อาทิ การประกันความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวร่วมกับบริษัทประกันภัย ประชาสัมพันธ์และส่งเสริมการใช้แอพพลิเคชั่น Tourist Police I lert you เพื่อให้นักท่องเที่ยวสามารถขอความช่วยเหลือจากตำรวจท่องเที่ยวได้ตลอด 24 ชั่วโมง ดำเนินมาตรการกระตุ้นตลาด โดยจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย Joint Promotion ร่วมกับพันธมิตรผู้ประกอบการท่องเที่ยว ทั้งเอเยนต์ OTA, E-commerce platform รายใหญ่ และสายการบิน ในเมืองใหญ่ๆ ซึ่งจากเหตุการณ์ดังกล่าวที่เกิดขึ้น ททท.ได้เร่งสร้างความเข้าใจผ่านวิดีโอสั้นที่กระจายไปยังประเทศจีนและทั่วโลก ทำให้ได้รับผลตอบรับที่ดีกลับมาอย่างต่อเนื่องด้วย

⦁ ฝันเป้า 30 ล้านคนเที่ยวไทย

ขณะที่ สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ยังตั้งเป้าหมายของภาคการท่องเที่ยวไทยในปี 2566 ต้องมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ อยู่ที่ 25-30 ล้านคน และสร้างรายได้จากตลาดต่างประเทศ ให้กลับมาในอัตรา 80% เทียบปี 2562 หรือมีมูลค่า 1.5 ล้านล้านบาท ซึ่งจะดันเป้ารายได้ภาคท่องเที่ยวจากคนไทยและต่างชาติแตะ 2.38 ล้านล้านบาท

นับถอยหลังเหลือเวลาอีกไม่ถึง 3 เดือน กว่าจะถึงเป้าหมายคงเหนื่อยกันอีกเยอะ!!