สงครามอิสราเอล-ฮามาส ดันราคาน้ำมันดิบ-ราคาทองคำพุ่งสูงขึ้น กดดันบาทอ่อนค่า
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 36.94 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าขึ้นเล็กน้อยจากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า ที่ระดับ 37.00 บาทต่อดอลลาร์ มองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 36.60-37.25 บาทต่อดอลลาร์ ส่วนกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 36.85-37.10 บาทต่อดอลลาร์
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันศุกร์ของสัปดาห์ก่อนหน้า เงินบาทเคลื่อนไหวผันผวน (แกว่งตัวในกรอบ 36.88-37.21 บาทต่อดอลลาร์) โดยมีจังหวะอ่อนค่าลง หลังรายงานยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรมของสหรัฐออกมาดีกว่าคาดไปมาก หนุนให้ในช่วงแรกเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐปรับตัวขึ้น กดดันให้ราคาทองคำปรับตัวลงแรง
อย่างไรก็ดี รายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐ โดยรวมไม่ได้ดีกว่าคาดไปทั้งหมด โดยอัตราการเติบโตของค่าจ้างยังคงชะลอตัวลง ส่วนอัตราการว่างงานก็สูงกว่าคาดเล็กน้อย ทำให้สุดท้าย เงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐทยอยปรับตัวลดลง หนุนให้ราคาทองคำรีบาวด์ขึ้น
ทั้งนี้ สถานการณ์สงครามอิสราเอล-ฮามาส ในช่วงวันหยุดที่ผ่านมา ได้หนุนให้เช้านี้ ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นแรง ขณะเดียวกัน ราคาทองคำก็ปรับตัวขึ้นต่อ ทำให้ค่าเงินบาทยังคงแกว่งตัวใกล้ระดับ 37 บาทต่อดอลลาร์
สัปดาห์ที่ผ่านมา เงินดอลลาร์เริ่มย่อตัวลงบ้าง หลังรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐ ออกมาผสมผสาน ในสัปดาห์นี้ ควรรอจับตา รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐ และควรเตรียมรับมือความผันผวนในตลาดการเงิน จากภาวะสงครามระหว่างอิสราเอล-กลุ่มฮามาส ที่อาจขยายวงกว้างเป็นความขัดแย้งในตะวันออกกลางได้
สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท แม้จะเริ่มเห็นโอกาสกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง ทว่าฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติอาจยังมีความผันผวน นอกจากนี้ ควรระวังและจับตาทิศทางราคาน้ำมันดิบ รวมถึงราคาทองคำ หลังความเสี่ยงสงครามล่าสุดอาจหนุนให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้น ซึ่งจะเป็นปัจจัยกดดันเงินบาทฝั่งอ่อนค่า แต่ในขณะเดียวกัน ราคาทองคำก็อาจปรับตัวขึ้นได้ และจะเป็นปัจจัยช่วยชะลอการอ่อนค่าของเงินบาท
ในส่วนเงินดอลลาร์นั้น แม้ว่าโมเมนตัมการแข็งค่าของเงินดอลลาร์เริ่มแผ่วลง แต่เงินดอลลาร์อาจยังพอได้แรงหนุนอยู่ หากผู้เล่นในตลาดการเงินปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น จากความกังวลภาวะสงครามอิสราเอล-ฮามาส นอกจากนี้ เงินดอลลาร์มีโอกาสแข็งค่าขึ้นต่อ หากอัตราเงินเฟ้อ CPI และท่าทีของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟดทำให้ผู้เล่นในตลาดยิ่งกังวลต่อแนวโน้มเฟดเดินหน้าใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวด (Higher for Longer)
“สินทรัพย์ยังอยู่ในช่วงเผชิญความผันผวนสูง จากนโยบายการเงิน การฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีน ผู้ประกอบการควรใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลาย อาทิ Option เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน และการเลือกทำธุรกรรมในสกุลเงินท้องถิ่น (Local Currency) ซึ่งผู้ประกอบการควรเปรียบเทียบต้นทุนในการทำธุรกรรมและแผนการป้องกันความเสี่ยงก่อนตัดสินใจทุกครั้ง” นายพูนกล่าว
นายพูนกล่าวว่า ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามสถานการณ์สงครามระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮามาส ซึ่งอาจส่งผลให้ตลาดการเงินผันผวนในระยะสั้นได้ โดยหากสงครามขยายวงกว้างมากขึ้น ก็อาจทำให้ตลาดการเงินอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยง (Risk-Off) ได้ในระยะสั้น ทำให้ผู้เล่นในตลาดอาจต้องการถือสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven)
อาทิ เงินดอลลาร์ เงินเยนญี่ปุ่น และทองคำ ส่วนราคาน้ำมันดิบก็มีโอกาสปรับตัวขึ้นได้ ท่ามกลางความกังวลว่าสถานการณ์สงครามอาจส่งผลกระทบต่อโฟลว์น้ำมันจากตะวันออกกลาง ทั้งในแง่การผลิตและการส่งออกน้ำมันจากภูมิภาคดังกล่าว
ทั้งนี้ สำหรับเศรษฐกิจฝั่งไทย ตลาดมองว่าดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (Consumer Confidence) ในเดือนกันยายน อาจปรับตัวขึ้นใกล้ระดับ 57.9 จุด ท่ามกลางแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและมาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐ อย่างมาตรการลดค่าไฟฟ้าและตรึงราคาน้ำมันดีเซล

