กขค.เปิดแผนปี’67 เล็งออกไกด์ไลน์ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ เร่งหาเครื่องมือพยุงเอสเอ็มอีก่อนเจอเศรษฐกิจสีเขียวกลืน
นางปัทมา เธียรวิศิษฎ์สกุล กรรมการการแข่งขันทางการค้า เปิดเผยถึงทิศทางการกำกับดูแลการแข่งขันทางการค้าของคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) ปี 2566-67 ว่า กขค.กำลังทบทวนกฎระเบียบและแนวทางการพิจารณา ทั้งในเชิงโครงสร้างในระบบและพฤติกรรมของธุรกิจและผู้บริโภค เพื่อให้กฎระเบียบและแนวปฏิบัติภายใต้กฎหมายการแข่งขันทางการค้าเท่าทันกับรูปแบบการดำเนินธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไป และวัตถุประสงค์ของกฎหมาย ต้องการกำกับดูแลการประกอบธุรกิจให้เกิดการแข่งขันในตลาดอย่างเสรีและเป็นธรรม
นายสมศักดิ์ เกียรติชัยลักษณ์ รองประธานกรรมการการแข่งขันทางการค้า กล่าวว่า ขณะที่เศรษฐกิจดิจิทัลมีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว ผ่านอีคอมเมิร์ซ อีเซอร์วิส และอีโลจิสติกส์ โดยเฉพาะธุรกิจแพลตฟอร์มที่ทำธุรกิจในไทยและมีการขยายตัวสูง เช่น ช้อปปี้ ลาซาด้า ไลน์ช้อปปิ้ง วีมอลล์ ติ๊กต็อก และอื่นๆ ทำให้ต่อปีมีมูลค่าการตลาดถึง 1 แสนล้านบาท โดยมาพร้อมกับการจำกัดการแข่งขัน และมีการทำการค้าที่ไม่เป็นธรรม และยังมีแพลตฟอร์มต่างประเทศ ที่ไม่ได้ทำธุรกิจในไทย แต่คนไทยใช้ เช่น อเมซอน อีเบย์ อาลีเอ็กซ์เพรส ต้องดูว่าจะกำกับดูแลอย่างไร ซึ่ง กขค.จะมุ่งจัดทำนโยบายกำกับดูแลโครงสร้างตลาดและพฤติกรรมทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม โดยจะให้ความสำคัญกับการกำกับดูแล จึงกำลังศึกษากฎหมายของต่างประเทศ เช่น สหภาพยุโรป (อียู) ที่มีกฎหมายดิจิทัล มาร์เก็ต เพื่อนำมาปรับใช้ในการจัดทำไกด์ไลน์ เพื่อวางระบบป้องกัน กำหนดได้ข้อสรุปปลายปี 2566 และออกไกด์ไลน์ต้นปี 2567

นายสมศักดิ์กล่าวต่อว่า พฤติกรรมของแพลตฟอร์มที่มีการร้องเรียนเข้ามา เช่น เก็บค่าธรรมเนียมหรือค่าบริการไม่เป็นธรรม กำหนดราคาขายสินค้าและบริการไม่เป็นธรรม บังคับให้ใช้บริการขนส่งสินค้าที่ไม่เป็นธรรมแทนที่ให้ผู้ขายเลือกเอง ต้องใช้ของแพลตฟอร์ม การกีดกันหรือเลือกปฏิบัติทางการค้า รวมถึงการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม กรณีการค้นหาสินค้า ดึงให้สินค้าของตัวเอง หรือสินค้าของบริษัทที่จ่ายเงินขึ้นมาก่อน แทนที่จะให้เป็นไปตามระบบซึ่งปัญหาเหล่านี้ จะถูกนำมาใช้ในการทำไกด์ไลน์ เพื่อกำกับดูแล
“จะเพิ่มความเข้มข้นในการกำกับดูแลการควบรวมธุรกิจ M&A หรือ Merger and Acquisition เพราะทิศทางการค้าในปัจจุบัน ธุรกิจมีการปรับตัวด้วยการควบรวมกิจการกันเพิ่มขึ้น แม้รายใหญ่ด้วยกัน ทำให้มีแนวโน้มที่เกิดการผูกขาดและการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม จึงต้องเพิ่มกฎระเบียบให้ดูแลธุรกิจรายอื่นมากขึ้น ย้อน 5 ปี 2562-2566 เกิดการควบรวมถึง 4.27 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นมูลค่าการรวมธุรกิจที่มาก และแนวโน้มจะยิ่งมีมากขึ้นไปอีก จึงต้องมีมาตรการที่เข้ามากำกับดูแลเข้มข้นขึ้น” นายสมศักดิ์กล่าว

นายสมศักดิ์กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ จะหาทางส่งเสริมสภาพแวดล้อมการแข่งขันทางการค้าเพื่อให้ ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีสามารถแข่งขันได้ เพราะที่ผ่านมาเอสเอ็มอีมักจะถูกผู้ประกอบการรายใหญ่เอาเปรียบ หรือกีดกัน ยิ่งในอนาคตผู้ประกอบการต้องปรับตัวเข้าการแข่งขันเศรษฐกิจสีเขียว ยิ่งทำให้เอสเอ็มอีแข่งขันได้ยากขึ้น จึงต้องเร่งปรับปรุงกฎหมายและแนวปฏิบัติทางการค้าให้มีประสิทธิภาพ รวมถึงการพัฒนาการกำกับการแข่งขันทางการค้าเชิงรุกด้านการป้องกัน เพื่อให้ธุรกิจรายเล็ก รายกลาง เข้าใจและอยู่รอดได้ ซึ่งอาจมีการออกกฎหมายดูแลเอสเอ็มอีโดยตรง
ด้านนายรักษเกชา แฉ่ฉาย กรรมการการแข่งขันทางการค้า กล่าวว่า ได้เปิดตัวระบบฝึกอบรมและเรียนรู้ด้านการแข่งขันทางการค้า หรือ TCCT e-Learning เพื่อส่งเสริมความรู้ความเข้าใจในกฎหมายการแข่งขันทางการค้าและความรู้อื่นที่เกี่ยวข้อง โดยมุ่งหวังให้ประชาชนรับรู้และเข้าใจประโยชน์ของกฎหมายการแข่งขันทางการค้า และสามารถเข้าถึงการเรียนรู้ได้อย่างสะดวกทุกที่ทุกเวลา มีหลักสูตรกฎหมายการแข่งขันทางการค้าขั้นพื้นฐานสำหรับบุคคลภายนอก เช่น คำศัพท์เศรษฐศาสตร์ ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกฎหมายการแข่งขันทางการค้า หลักเศรษฐศาสตร์พื้นฐานของกฎหมายการแข่งขันทางการค้า การปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม การรวมธุรกิจ เป็นต้น รวมไปถึงหลักสูตรสำหรับบุคลากรภายในของสำนักงาน กขค. เพื่อช่วยเสริมสร้างประสิทธิภาพในการทำงานและการบังคับใช้กฎหมาย
นายวิษณุ วงศ์สินศิริกุล เลขาธิการ กขค. กล่าวว่า ในปีงบประมาณ 2566 มีการรับเรื่องร้องเรียนจำนวนทั้งสิ้นจำนวน 46 เรื่อง แยกเป็น 1.จำแนกตามประเภทธุรกิจ ได้แก่ ธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (Platform) จำนวน 10 เรื่อง ธุรกิจบริการอื่นๆ และแฟรนไชส์ จำนวน 22 เรื่อง ธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง 9 เรื่อง ธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภค จำนวน 1 เรื่อง และธุรกิจพลังงาน จำนวน 1 เรื่อง และ 2.จำแนกตามพฤติกรรม ได้แก่ การใช้อำนาจเหนือตลาดโดยมิชอบ (มาตรา 50) จำนวน 2 เรื่อง การตกลงร่วมกันในตลาดเดียวกัน (มาตรา 54) จำนวน 3 เรื่อง การปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม (มาตรา 57) จำนวน 19 เรื่อง
นอกจากนี้ ยังมีเรื่องร้องเรียนที่เข้าข่ายการกระทำความผิดในหลายมาตรา ได้แก่ การใช้อำนาจเหนือตลาดและการตกลงร่วมกันในตลาดเดียวกัน จำนวน 1 เรื่อง การใช้อำนาจเหนือตลาด การตกลงร่วมกันในตลาดเดียวกันและไม่ใช่ตลาดเดียวกัน จำนวน 1 เรื่อง การใช้อำนาจเหนือตลาดและการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม จำนวน 2 เรื่อง การใช้อำนาจเหนือตลาด การตกลงร่วมกันในตลาดเดียวกันและการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม จำนวน 1 เรื่อง การขอคุ้มครองชั่วคราว (มาตรา 60) จำนวน 1 เรื่อง และเรื่องที่ไม่รับเป็นเรื่องร้องเรียน จำนวน 16 เรื่อง ในด้านการลงโทษ มีการกำหนดโทษปรับทางปกครอง จำนวน 25 คำสั่ง ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมาย
ส่วนในด้านการรวมธุรกิจ ได้รับเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการรวมธุรกิจ จำนวนรวมทั้งสิ้น 28 เรื่อง แบ่งเป็น 1.การแจ้งผลการรวมธุรกิจ จำนวน 26 เรื่อง จำแนกตามประเภทธุรกิจได้ ดังนี้ ธุรกิจการเงิน จำนวน 5 เรื่อง ธุรกิจบริการ จำนวน 4 เรื่อง สินค้าอุตสาหกรรม จำนวน 12 เรื่อง สินค้าอุปโภคบริโภค จำนวน 1 เรื่อง และอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง จำนวน 4 เรื่อง รวมมูลค่าการรวมธุรกิจในทุกอุตสาหกรรม เป็นจำนวนกว่า 316,128 ล้านบาท และ 2.การขออนุญาตรวมธุรกิจ จำนวน 2 เรื่อง จำแนกตามประเภทธุรกิจได้ ดังนี้ กลุ่มอุตสาหกรรมบริการ จำนวน 1 เรื่อง และสินค้าอุตสาหกรรม จำนวน 1 เรื่อง รวมมูลค่าการรวมธุรกิจในทุกอุตสาหกรรม เป็นจำนวนกว่า 75,946 ล้านบาท


