‘หอการค้า’ เปิดดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภค ก.ย.66 สูงสุดรอบ 42 เดือน ได้ความชัดเจนการเมืองหนุน
เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ เปิดเผยว่า ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคจะทยอยเพิ่มขึ้น เนื่องจากมีนโยบายที่ประชาชนได้รับผลประโยชน์ทันทีอย่างการปรับลดค่าไฟฟ้าและราคาน้ำมัน รวมถึงกระทรวงพาณิชย์มีความพยายามปรับลดราคาสินค้า ที่มีการประชุมกับภาคธุรกิจ สินค้าประมาณ 1.5 แสนรายการ รวมถึงการพักหนี้เกษตรกร 3 ปี จะทำให้ประชาชนประหยัดเม็ดเงินได้ประมาณ 4.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะมีผลต่อภาวะเศรษฐกิจ ดันจีดีพีขึ้นประมาณ 0.2-0.3%
นายธนวรรธน์กล่าวว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนกันยายน 2566 อยู่ที่ 58.7 เพิ่มขึ้นจากเดือนสิงหาคม ที่อยู่ที่ 56.9 ถือเป็นการปรับตัวสูงสุดในรอบ 42 เดือน นับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2563 โดยดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวมอยู่ที่ระดับ 53.2 เพิ่มขึ้นจากระดับ 51.6 เมื่อเทียบกับเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสหางานทำโดยรวมอยู่ที่ 55.4 เพิ่มขึ้นจากระดับ 53.9 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตอยู่ที่ 67.4 เพิ่มขึ้นจากระดับ 65.2 ถือเป็นการปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 ทุกรายการ สะท้อนถึงผู้บริโภคเริ่มกลับมามีความเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจไทยสามารถกลับมาฟื้นตัวได้หลังมีการจัดตั้งรัฐบาล

นายธนวรรธน์กล่าวด้วยว่า มาตรการวีซ่าฟรีสนับสนุนการเข้ามาของนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะจีนที่มีการประเมินว่าจะเพิ่มขึ้นจาก 3.5 แสนคนต่อเดือน เป็น 7 แสนคนต่อเดือนได้ ภายใต้ผลกระทบเหตุกราดยิงที่ห้างสรรพสินค้าไม่ได้มีความรุนแรงบานปลายมากนัก อาจมีผลต่อนักท่องเที่ยว 10-20% ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติน่าจะมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 1 ล้านคนได้ โดยต่างชาติใช้เงินประมาณ 4.2 หมื่นบาทต่อคนต่อทริป จะมีเงินประมาณ 4.2 หมื่นล้านบาท อัดเข้ามาในระบบเศรษฐกิจไทย เมื่อประเมินผนวกกับวงเงินที่รัฐประหยัดค่าใช้จ่ายประมาณให้ 4.5 หมื่นล้านบาท กับก้อนนี้อีก 4.2 หมื่นล้านบาท จะดันให้มีเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น 7-8 หมื่นล้านบาท วงเงินนี้จะทำให้จีดีพีขยายตัวโดดเด่นมากขึ้น เพิ่มประมาณ 0.5% โดยคาดว่าทั้งปี 2566 ขยายตัวได้ที่ 3% ไม่นับรวมเงินดิจิทัล ส่วนปี 2567 โตที่ 4.5-5%
“ความเชื่อมั่นผู้บริโภคมีสัญญาณการเพิ่มขึ้นในเชิงบวกเป็นเดือนที่ 2 ความเชื่อมั่นในอนาคตจะบวกโดดเด่นด้วย ทั้งเศรษฐกิจ รายได้ และการหางานทำในอนาคต ทำให้ภาพในระยะยาว หากไม่มีเหตุการณ์พลิกผันในเชิงลบ อาทิ เศรษฐกิจโลก สงครามที่อาจปะทะบานปลายได้ในตะวันออกกลาง น้ำมันไม่ได้ถูกผลักให้ขึ้นไปแรงมากนัก คนน่าจะมีความเชื่อมั่นมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะการเมืองมีความนิ่งขึ้นในมุมมองของประชาชน จากที่เคยมีมุมมองแย่ต่ำกว่า 50% ของกลุ่มตัวอย่างตกต่ำ 48 เดือนต่อเนื่อง แต่ขณะนี้ปรับขึ้นมาแล้ว รวมถึงดัชนีการท่องเที่ยวก็กลับขึ้นมาอยู่ในระดับเกือบ 100 ซึ่งหมายถึงคนจะกลับมาท่องเที่ยวเป็นปกติแล้ว บรรยากาศเศรษฐกิจไทยจึงจะมีสัญญาณที่ค่อยๆ ปรับตัวดีขึ้นได้” นายธนวรรธน์กล่าว

นายธนวรรธน์กล่าวว่า กรณีแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท วงเงินงบประมาณ 5.6 แสนล้านบาทนั้น มองว่าหากสามารถจำกัดเฉพาะกลุ่ม และซอยย่อยการแจกเป็นเฟสได้ อาทิ แจกครั้งละ 4 พัน 3 พัน และ 3 พันได้ จะดีมาก เพราะสามารถทำให้มีเม็ดเงินกระจายทั้งปีได้ ซึ่งการที่นักเศรษฐศาสตร์ออกมาคัดค้านนโยบายนี้ เชื่อว่าเป็นเพราะมีความกังวลว่าเม็ดเงินที่จะใช้ในการทำงบประมาณจะเกิดความคุ้มค่าต่อระบบเศรษฐกิจได้จริงหรือไม่ รวมถึงมีความกังวลว่าปี 2567 จะเจอภัยแล้งที่รุนแรงมากขึ้น ทำให้หากสามารถกันเม็ดเงินบางส่วนไว้ประมาณ 1 แสนล้านบาท และนำเงินส่วนนี้ไปเร่งใช้แก้ไขปัญหาน้ำ เพื่อลดผลกระทบกับประชาชน ซึ่งเป็นที่มาของการแนะนำให้กันเงินบางส่วนไว้ก่อน เนื่องจากประเทศไทยไม่ได้มีเงินมากมายนัก
นายธนวรรธน์กล่าวต่อว่า หากรัฐบาลยังคงเดินหน้าที่จะทำนโยบายเงินดิจิทัลตามที่ได้หาเสียงไว้กับประชาชนก็เชื่อว่าคงต้องมีการพิจารณาปรับรายละเอียดเงื่อนไขบางประการ โดยเฉพาะการจำกัดพื้นที่การใช้จ่ายภายในรัศมี 4 กิโลเมตร เพราะประเมินว่าควรต้องขยายพื้นที่ให้กว้างขึ้น รวมทั้งอาจเพิ่มเงื่อนไขให้นำไปใช้จ่ายกับสินค้าที่มีการผลิตในประเทศ หรือเป็นสินค้าในพื้นที่ท้องถิ่นเป็นหลัก ซึ่งเชื่อว่าจะช่วยให้เกิดเงินหมุนในระบบเศรษฐกิจได้หลายรอบ และมีความคุ้มค่ามากขึ้น เนื่องจากความกังวลสูงสุดอยู่ที่ผลต่อเสถียรภาพทางการเงินและการคลังของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเงินเฟ้อที่อาจตามมา และการกู้เงินจากต่างประเทศที่จะเป็นตัวเร่งให้อัตราดอกเบี้ยในตลาดปรับสูงขึ้นได้อีก
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

