หน้าแรก เศรษฐกิจ ก.ล.ต.กำชับบล...

ก.ล.ต.กำชับบลจ. บล. ต้องสกรีนตั๋วบีอีให้ลูกค้า’เศรษฐี’ก่อนเปิดขาย

10.01.17 | 14:47 น.

นายรพี สุจริตกุล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยในระหว่างแถลงแผน 3 ปี (2560-2562) ของ ก.ล.ต.ว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ก.ล.ต.ได้ส่งหนังสือเวียนถึงบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) และบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เรื่องการออกและเสนอขายตราสารหนี้ประเภทตั๋วแลกเงิน (ตั๋วบีอี) โดยให้เน้นคุณภาพของตั๋วบีอี และให้ความรู้นักลงทุน เช่น กรณีที่เป็นนักลงทุนที่ไม่ใช่รายย่อย (เอไอ) ซึ่งเป็นนักลงทุนที่มีเงินลงทุนสูง หรือมีเงินลงทุนไม่ต่ำกว่า 50 ล้านบาท ที่มีทางเลือกการลงทุนมากกว่านักลงทุนรายย่อย คือ สามารถลงทุนในตราสารหนี้ที่ไม่มีเครดิตเรตติ้งนั้น ก.ล.ต.ได้กำชับทาง บลจ.และ บล.ว่าจะต้องพิจารณาว่า แม้นักลงทุนรายนั้นจะมีสินทรัพย์เพียงพอต่อการลงทุน แต่ทางผู้เสนอขายต้องพิจารณาว่าผู้ลงทุนมีความรู้ความเข้าใจเพียงพอต่อการลงทุนสินทรัพย์ดังกล่าวเพียงใด และสินทรัพย์การลงทุนนั้นเหมาะกับลูกค้าหรือไม่

สำหรับความคืบหน้าการจัดตั้งกองทุนไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์นั้น ปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนของสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ส่วน ก.ล.ต.ได้ยกร่างการจัดตั้งกองทุนเสร็จแล้ว ขณะนี้อยู่ในระหว่างการยกร่างซึ่งจะเห็นความชัดเจนในเดือนมกราคมนี้ อย่างไรก็ตาม แผนยุทธศาสตร์ของ ก.ล.ต.ในช่วง 3 ปีต่อจากนี้จะเน้น 4 เรื่อง คือ 1.ใช้เทคโนโลยีขับเคลื่อนนวัตกรรมและผลิตภัณฑ์ทางการเงิน เช่น การเข้ามาของธุรกิจฟินเทค 2.ส่งเสริมให้ตลาดทุนไทยเป็นแหล่งระดมทุนสำหรับกิจการในประเทศและภูมิภาค 3.สร้างสภาพแวดล้อมที่ทำให้สถาบันการเงินและกิจการเสนอสินค้าและบริการโดยให้ความสำคัญเรื่องผลประโยชน์ของผู้ลงทุน 4.พัฒนาเครื่องมือสำหรับให้ผู้ลงทุน

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาทาง ก.ล.ต.และหน่วยงานกำกับดูแลสถาบันการเงินต่างๆ คือ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ได้หยิบยกประเด็นว่าควรมีหน่วยงานเจ้าภาพที่รับดูผู้ประกอบการฟินเทคโดยตรง เนื่องจากผลิตภัณฑ์ทางการเงินใหม่ที่คิดโดยผู้ประกอบการฟินเทคนั้นไปเกี่ยวข้องทั้งกฎของ ก.ล.ต.และกฎของ ธปท. หรือบางประเภทก็เกี่ยวข้องกับ คปภ. ดังนั้น ควรรวมศูนย์ไว้ที่เดียวเพื่อให้ง่ายต่อการทำงานของผู้ประกอบการ ส่วนการทำช่องการระดมเงินทุนของผู้ประกอบการสตาร์ตอัพนั้นเป็นหน้าที่ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ในการจัดตั้งช่องทางการระดมทุน