“ระเฑียร” เปิดตัวทีมผู้บริหารใหม่ “พิทยา” ขึ้นซีอีโอ มีผล 1 ม.ค.67 ภายใต้ 5 สาวสตรอง สู่เป้ากำไรหมื่นล.

12.10.23 | 17:59 น.

“ระเฑียร” เปิดตัวทีมผู้บริหารใหม่ “พิทยา” ขึ้นซีอีโอ มีผล 1 ม.ค.67 new story begin ภายใต้ 5 สาวสตรอง สู่เป้ากำไรหมื่นล.

เมื่อเวลา 08.30 น. (ตามเวลาท้องถิ่น) วันที่ 12 ตุลาคม ที่เมืองอิสตันบลู ประเทศตุรกี บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือเคทีซี จัดแถลงข่าวทิศทางธุรกิจเคทีซี ปี 2567 พร้อมเปิดตัวผู้บริหารชุดใหม่

นายระเฑียร ศรีมงคล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เคทีซี กล่าวว่า บริษัทฯถือเป็นองค์กรธุรกิจที่แข็งแกร่ง จึงมั่นใจว่าไม่ว่าใครมาเป็นซีอีโอ (ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร) ก็จะยังเดินหน้าธุรกิจตามแผนไม่เปลี่ยนแปลง และสามารถสู่เป้าหมายหลักหมื่นล้านบาทได้ใน 4-5 ปีข้างหน้า แต่สถานการณ์โลกเปลี่ยนแปลง ทำให้ต้องมาทบทวนใหม่ จำเป็นต้องได้ผู้นำที่ดีพอ การสร้างทีมงานที่แข็งแกร่งในช่วงที่ผ่านอาจไม่เพียงพอ จึงต้องมาทบทวน หาผู้นำองค์กรที่เหมาะสมที่สุด กับเคทีซี จึงตัดสินใจเลือก นางพิทยา วรปัญญาสกุล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารอาวุโส บริหารช่องทางการขาย โดยจะเข้ามารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ วันที่ 1 มกราคม 2567 ถือเป็น New story begin กำหนดยุทธศาสตร์การทำธุรกิจปี 2567

นางพิทยา กล่าวว่า ปี 2567 เคทีซี ยังเน้น 3 ธุรกิจหลักที่มีโอกาสเติบโต ได้แก่ ธุรกิจบัตรเครดิต ธุรกิจสินเชื่อ และธุรกิจสินเชื่อ เคทีซี พี่เบิ้ม รถแลกเงิน เพราะความค้องการสินเชื่อจากผู้บริโภคยังมีอยู่มาก แต่เคทีซีจะทำธุรกิจอย่างรับผิดชอบ ไม่ชักจูงให้คนไทยมีภาระหน้าที่เกินจำเป็นตามนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งเคทีซีทำมาโดยตลอด อย่างไรก็ตาม ส่วนธุรกิจ MAAI by KTC ในปี 2567 เคทีซีจะรุกตลาดมากขึ้น เพราะมีความเข้าใจความต้องการของผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น

นางพิทยา กล่าวว่า แนวทางการทำงานภายในองค์กรตั้งแต่ปี 2567 จะเน้น 3 องค์ประกอบ คือ คน กระบวนการ และเทคโนโลยี เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุน เพื่อเป้าหมายทำให้ลูกค้าปลอดภัยและสะดวกในการใช้งาน ทั้งนึ้ได้เริ่มศึกษาทดลองและใช้ Generative AI ในการเพิ่มประสิทธิภาพของการใช้บริการของเคทีซี

“เป้าหมายกำไรหลักหมื่นล้านบาทยังคงอยู่ แต่ไม่สามารถบอกได้ว่าจะถึงเป้าหมายในปีไหน เพราะสถานการณ์ในปัจจุบันเปลี่ยแปลงเร็วมาก ส่วนการมารับช่วงต่อจากนายระเฑียร ยอมรับว่ากดดันมาก เพราะนายระเฑียรทำไว้ดีมาก ทำฐานไว้แข็งแกร่ง ดังนั้นจะต่อยอดจากฐานเดิมที่ดีอยู่แล้วให้ดียิ่งขึ้น โดยจะนำพาทีมผู้บริหารทำงานได้ดีต่อไป รวมถึงสร้างผู้บริหารรุ่นใหม่ๆมารับช่วงต่อไปอย่างมั่นคง แข็งแกร่ง” นางพิทยา กล่าว

Advertisement

น.ส.ประณยา นิถานานนท์ ผู้บริหารสูงสุด สายงานการตลาดบัตรเครดิต กล่าวว่า ตั้งเป้าการเติบโตธุรกิจบัตรเครดิตปีนี้ที่ 10% ล่าสุดเติบโตได้ 13-14% จึงตั้งเป้าปี 2567 มีสมาชิกใหม่เพิ่มขึ้น 230,000 ใบ มียอดใช้จ่ายผ่านบัตรเติบโต 15% จากปีนี้ โดยได้ออกผลิตภัณฑ์บัตรใหม่ “เคทีซี ดิจิทัล” จับกลุ่มลูกค้ารุ่นใหม่ที่เน้นใช้งานบนออนไลน์เป็นหลัก และเน้นทำตลาดกลุ่มผู้มีรายได้ต่อเดือน 50,000 บาทขึ้นไป

น.ส.พิชามน จิตรเป็นธรรม ผู้บริหารสูงสุด สายงานสินเชื่อบุคคล กล่าวว่า แม้ตลาดสินเชื่อส่วนบุุคลเริ่มอิ่มตัว แต่ยังเชื่อว่าความต้องการสินเชื่อยังมีอยู่ จึงมองว่าตลาดสินเชื่อส่วนบุคคลยังเติบโตได้ต่อไป โดยเน้นทำธุรกิจที่เติบโตควบคู่กับการบริหารพอร์ตสินเชื่อคุณภาพ ตั้งเป้าปีหน้ามีอัตราเติบโต 5% จำนวนสมาชิกบัตรกดเงินสด “พราว” เพิ่มขึ้น 100,000 ราย จากปัจจุบันมีสมาชิกกว่า 700,000 ราย โดยได้เพิ่มฟังก์ชันการเบิกถอนและใช้วงเงินผ่านแอพพลิเคชัน KTC Mobile ให้รองรับการโอนเงินไปยังบัญชี พร้อมเพย์ เพื่อเพิ่มความสะดวก

น.ส.เรือนแก้ว เกษมสวัสิ์ศรี ผู้บริหารสูงสุด สายงานสินเชื่อรถยนต์ กล่าวยอมรับว่า ปีนี้ผลงานยังไม่เข้าเป้า ในปีหน้าจะเน้นสร้างการรับรู้ผลิตภัณฑ์ ทั้งช่องทางออนไลน์ โซเชียล มีเดีย อินฟลูเอนเซอร์ และช่องทางออฟไลน์ โดยตั้งเป้ายอดอนุมัติสินเชื่อในปีหน้าที่ 6,000 ล้านบาท และคาดหวังการเติบโตระดับเลข 2 หลักได้ สำหรับหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ในภาวะดอกเบี้ยขาขึ้น และสภาพเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ เคทีซีไม่ห่วง เพราะมอนิเตอร์ใกล้ชิดตลอดเวลา

น.ส.อุษณีย์ เลาหะวรนันท์ ผู้บริหารสูงสุด สายงานสื่อสารการตลาดและธุรกิจ MAAI กล่าวว่า ปี 2567 มีแผนขยายจำนวนพันธมิตรร้านค้าธุรกิจขนาดกลางและใหญ่ไม่ต่ำกว่า 20 ราย เน้นช่วยพันธมิตรร้านค้าบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้ามีประสิทธภาพมากขึ้น

น.ส.รจนา อุษยาพร ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายบัญชีการเงิน และรักษาการผู้บริหารสูงสุดสายงานการเงิน กล่าวถึงกรณีคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยสู่ระดับ 2.50% ได้ส่งผลต่อต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้นจาก 2.4% เป็น 2.8% ทั้งนี้ เคทีซี ยังคงบริหารต้นทุนททางการเงินโดยยังคงรักษาระดับให้เหมาะสมกับความเสี่ยงและภาวะทางเศรษฐกิจ โดยมีแผนจะระดมเงินกู้ยืมระยะยาวประมาณ 13,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการขยายตัวของพอร์ตสินเชื่อ และรองรับหุ้นกู้ยืมระยะยาวที่จะครบกำหนดราว 11,850 บาท ทำให้สัดส่วนเงินกู้ยืมระยะสั้นต่อเงินกู้ยืมระยะยาวที่ 20 : 80 ขณะที่ต้นทุนการเงินจะขยับขึ้นเล็กน้อยที่ 3.1% ทั้งนี้ยังมั่นใจว่าจะยังสร้างรายได้นิวไฮได้ทุกปี