หน้าแรก เศรษฐกิจ แบงก์ใหญ่ หวั...

แบงก์ใหญ่ หวั่น ‘แจกเงินหมื่นดิจิทัล’ ฉุดเชื่อมั่นต่างชาติ ลดเกรดไทยทำตลาดการเงิน-ทุนป่วน

13.10.23 | 16:41 น.

แบงก์ใหญ่ หวั่น ‘แจกเงินหมื่นดิจิทัล’ ฉุดเชื่อมั่นต่างชาติ ลดเกรดไทยทำตลาดการเงิน-ทุนป่วน

เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม นายอมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย และที่ปรึกษาการลงทุน ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย (CIMBT) กล่าวถึงการดำเนินนโยบายกระเป๋าเงินดิจิทัล 1 หมื่นบาท ว่า จากปัญหาความไม่ชัดเจนเรื่องการทำนโยบายกระเป๋าเงินดิจิทัล 1 หมื่นบาท ว่าจะนำเงินงบประมาณจะมีแหล่งที่มามาจากแหล่งใด ประเด็นนี้อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้นักลงทุนต่างชาติเกิดความไม่เชื่อมั่น จนส่งผลกระทบต่อการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ (เครดิตเรตติ้ง) ลดลง ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ เพราะจากปัญหาหนี้สาธารณะของไทยปัจจุบันทะลุ 60% จากเพดานหนี้สาธารณะที่กำหนดไว้ที่ 70% และถ้ารัฐบาลจะมีการนำงบ จากวงเงินมาตรา 28 แห่ง พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง

ซึ่งบริษัทจัดอันดับความเชื่อมั่น (เครดิตเรตติ้ง) จะไม่รอจนปัญหาหนี้สาธารณะไปปูดตอนท้าย เพราะจะพิจารณาจากผลกระทบที่เกิดขึ้น และประเมินผล โดยจะเริ่มจากการปรับลดประมาณการณ์เศรษฐกิจ และจะไปลดอันดับความน่าเชื่อถือลง ซึ่งก็เป็นความน่ากังวลทั้งมาจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (บอนด์ยิลด์​) พันธบัตร​รัฐบาลไทยที่ขยับขึ้น และต้นทุนของภาคเอกชนจะมากขึ้นตาม ดังนั้น ความเชื่อมั่นต่างๆ จึงมีผลกระทบในหลายด้าน โดยเฉพาะตลาดการเงิน-ตลาดทุนที่จะเคลื่อนไหวก่อน

ขณะเดียวกัน แผนการดำเนินการเก็บรายได้เข้ารัฐบาล เพื่อลดความกังวลของนักลงทุนลงคือ 1.รายได้ของรัฐบาลที่จะไม่โยงภาระหนี้สาธารณะในระดับรุนแรง 2.การเติบโตทางเศรษฐกิจที่รัฐบาลต้องการให้มีการขยายตัวถึง 5% ซึ่งต้องไม่ใช่การดำเนินการได้แค่ปีเดียวที่มีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ การเติบโตที่ระดับ 4-5% ต้องเป็นจีดีพีระยะยาวที่จะสร้างฐานการเติบโตได้รวดเร็ว

“เบื้องต้นมองเป็น 2 ส่วน ส่วนใหญ่มองว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจมาแรงในปี 2567 และปี 2568 แต่หลังจากนั้นการขยายตัวจะตกลงที่เดิม หรือต่ำกว่าเดิม เพราะเศรษฐกิจหมดแรงส่ง ดังนั้น จึงเป็นประเด็นที่เป็นกังวลว่านโยบายกระเป๋าเงินดิจิทัลจะเป็นนโยบายระยะสั้นที่สร้างการฟื้นตัวระยะยาวได้อย่างไร นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่อยากเห็นการขยายตัวระยะยาวอย่างยั่งยืน” นายอมรเทพกล่าว

Advertisement

แนะรัฐเร่งดึงนักลงทุนเข้าไทย

นายอมรเทพ กล่าวว่า จากนโยบายกระเป๋าเงินดิจิทัล เอกชนและประชาชนอยากเห็นความชัดเจนที่ไม่เหมือนกับในอดีตที่ผ่านมา เพราะเมื่อมีการแจกเงินไปสู่ประชาชน พอระยะเวลาหมดนโยบายเศรษฐกิจก็กลับเข้ารูปเดิมที่เศรษฐกิจขยายตัวช้าลง แต่จากที่รัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่ระบุว่ามาตรการนี้ได้ออกแบบรูปแบบใหม่ๆ ขึ้นมาได้ ซึ่งเรื่องนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะยกศักยภาพเศรษฐกิจอย่างไร

ถ้ารัฐจะยกศักยภาพที่มีภาพเศรษฐกิจระยะยาวคือไทยอาจต้องเน้นเรื่องการลงทุนที่มาจากต่างประเทศ เพราะการลงทุนภาครัฐมีอย่างต่อเนื่อง นอกจากโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่แล้ว แต่สิ่งที่อยากได้ก็มีเรื่องการเจรจาการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ที่รัฐบาลต้องเร่งเจรจาและปรับรูปแบบสัญญาให้เอื้อต่อการลงทุนตามสถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบัน เพื่อให้การค้าระหว่างประเทศดีขึ้น

“วันนี้ไทยแพ้เวียดนามเพราะการค้าเสรีของไทยมีน้อยกว่าเวียดนาม จึงต้องกระตุ้นเรื่องนี้ให้มากขึ้น และเชื่อว่ารัฐบาลพยายามเร่งดำเนินการอยู่ อยากเห็นเป็นการเจรจาที่เป็นรูปธรรมที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เพื่อดึงนักลงทุนต่างชาติเข้ามาในไทยมากขึ้น” นายอมรเทพกล่าว