หน้าแรก เศรษฐกิจ ทิศทาง-อนาคต ...

ทิศทาง-อนาคต ‘บีอีวี’ ยุครัฐบาลเศรษฐา

14.10.23 | 05:50 น.

ทิศทาง-อนาคต ‘บีอีวี’ ยุครัฐบาลเศรษฐา

ยังคงแรงไม่มีแผ่ว สำหรับกระแสความนิยมรถยนต์ไฟฟ้า 100% หรือบีอีวี ที่ขณะนี้ภาคเอกชน นำโดย สุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ รองประธานและโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ออกมายืนยันว่าตั้งแต่เดือนมกราคม-กันยายน 2566 สัดส่วนรถยนต์ใหม่ที่จดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบก หรือรถยนต์ป้ายของไทยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ล่าสุดเฉพาะเดือนกันยายน 2566 รถบีอีวีมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 15% แล้ว

มาจากยอดจดทะเบียนรถยนต์ป้ายแดงเดือนกันยายน 2566 จำนวน 47,194 คัน จำนวนนี้เป็นบีอีวี 6,839 คัน คิดเป็น 15%

สุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์

ขณะที่ยอดจดทะเบียนบีอีวีสะสมตั้งแต่เริ่มจดทะเบียนคันแรกถึงปัจจุบัน อยู่ที่ 90,906 คัน แบ่งเป็น รถยนต์นั่งและรถยนต์ประเภทต่างๆ 57,043 คัน จำนวนนี้เฉพาะรถยนต์นั่ง 56,587 คัน รถยนต์โดยสารไม่เกิน 7 คน 328 คัน รถยนต์บริการธุรกิจ 20 คัน รถยนต์บริการทัศนาจร 15 คัน รถยนต์รับจ้างผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ 93 คัน รถกระบะและรถแวน 151 คัน

ขณะที่รถยนต์ 3 ล้อ 713 คัน แบ่งเป็น รถยนต์สามล้อส่วนบุคคล 76 คัน รถยนต์รับจ้างสามล้อ 637 คัน และรถจักรยานยนต์ 30,401 คัน แบ่งเป็น รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล 30,276 คัน และรถจักรยานยนต์สาธารณะ 122 คัน และรถยนต์อื่นๆ ประกอบด้วย รถโดยสาร 2,347 คัน และรถบรรทุก 251 คัน

Advertisement

สาเหตุของความนิยมบีอีวีมาจากมาตรการรัฐที่เรียกว่า แพคเกจอีวี 3.0 ที่ให้ส่วนลดบีอีวีสูงสุดถึง 150,000 คัน และยังมีการลดภาษี ทั้งภาษีนำเข้าและภาษีสรรพสามิต นอกจากนี้ ด้วยการแข่งขันของค่ายรถยนต์ที่ร่วมโครงการโดยเฉพาะค่ายจีน ต่างงัดกลยุทธ์หมัดเด็ดออกส่วนลดเพิ่มเติมมาท็อปอัพ ทำให้ราคารถบีอีวียิ่งถูกลง ไม่พอบางค่ายยังมีของขวัญ บัตรกำนัลเพิ่มเติม เรียกว่าถ้าซื้อบีอีวีปีนี้สุดคุ้มแน่ๆ

นอกจากนี้ จากราคาน้ำมันกลุ่มเบนซินที่แพงหูฉี่ช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ขณะที่มาตรการรัฐในการลดราคาน้ำมันยังไม่ครอบคลุมกลุ่มเบนซิน ทำให้หลายคนตัดสินใจซื้อรถบีอีวีเพื่อหนีน้ำมันแพง หวังลดรายจ่าย เพราะค่าไฟที่จ่ายแทนค่าน้ำมันลดลงหลายเท่าตัว ยิ่งไฟบ้านยิ่งถูกมาก

อย่างไรก็ตาม แม้ยอดขายบีอีวีจะร้อนแรง แต่อีกมุมหนึ่ง รองประธานสุรพงษ์มองว่า บีอีวีเหล่านี้เป็นรถยนต์นำเข้าไม่ใช่รถที่ผลิตในประเทศ จึงทำให้ยอดขายรถยนต์ที่ผลิตในไทยลดลง เพราะส่วนแบ่งตลาดเป็นของบีอีวีนำเข้า ดังนั้น ทิศทางหลังจากนี้รัฐบาลของ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จะต้องเร่งดึงการลงทุนให้เกิดการผลิตบีอีวีในประเทศไทย เบื้องต้นค่ายรถที่ร่วมโครงการแพคเกจอีวี 3.0 ทั้งหมดต่างต้องลงทุนผลิตรถยนต์บีอีวีในไทยตั้งแต่ปี 2567 สัดส่วน 1 ต่อ 1 จากยอดบีอีวีที่นำเข้ามาขายในไทยถือเป็นแนวโน้มการลงทุนที่ดีมาก

“แพคเกจอีวี 3.0 จะหมดสิ้นปี อุตสาหกรรมยานยนต์ ส.อ.ท.หวังว่ารัฐบาลโดยคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ หรือบอร์ดอีวี จะเดินหน้าแพคเกจอีวี 3.5 ในปี 2567 เพื่อให้การลงทุนบีอีวีในไทยคึกคัก ก้าวเป็นฐานการผลิตอีวีของภูมิภาคอย่างแท้จริง” รองประธานสุรพงษ์ระบุ

ฟากหน่วยงานดึงดูดการลงทุนอย่างสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการบีโอไอ ระบุว่า ประเทศไทยจะเดินหน้าไปสู่การส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ของประเทศตามนโยบาย 30/30 หรือการผลิตรถปลอดมลพิษอย่างน้อย 30% ของการผลิตในปี 2573 (2030) ขณะที่รถยนต์แบบดั้งเดิม หรือรถยนต์สันดาปภายใน รวมทั้งรถยนต์ไฮบริด รวม 70% ของการผลิตรัฐบาลก็ไม่ได้ทอดทิ้งกลุ่มนี้ แต่จะเดินหน้าสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาไปพร้อมกันเพื่อไปสู่การลดการปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์ในอนาคต

“ที่ผ่านมาไทยเปิดรับเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เข้ามาโดยตลอด เช่น ช่วงต้นปีบีโอไอเปิดส่งเสริมพลังงานไฮโดรเจนมาใช้กับรถยนต์อีวี ซึ่งแสดงให้เห็นว่าไทยมีความพร้อม และสามารถปรับเปลี่ยนนโยบายให้สอดคล้องกับการพัฒนาเทคโนโลยีที่เหมาะสมได้” เลขาฯ นฤตม์ระบุ

นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์

เลขาฯนฤตม์ยังให้ข้อมูลว่า สถิติการส่งเสริมการลงทุนในกิจการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าของบีโอไอ ทั้งบีอีวี ปลั๊กอินไฮบริด และไฮบริด ล่าสุดมีมูลค่าลงทุน 83,471 ล้านบาท ไม่รวมค่าที่ดินและเงินทุนหมุนเวียน การลงทุนนี้มี 26 โครงการ จาก 17 บริษัท รวมเป้าหมายการผลิต 828,495 คัน จำนวนนี้เฉพาะบีอีวีมูลค่าลงทุนอยู่ที่ 39,579 ล้านบาท ลงทุน 17 โครงการ จาก 16 บริษัท

จาก 26 โครงการลงทุน มี 16 โครงการที่ออกบัตรส่งเสริมแล้ว และมีมากถึง 11 แบรนด์รถยนต์อีวีที่เดินหน้าผลิตเพื่อจำหน่ายในเชิงพาณิชย์แล้ว

ไม่เพียงการผลิตรถยนต์ อีกด้านการผลิตแบตเตอรี่ ชิ้นส่วน และสถานีชาร์จสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าในไทยก็ได้รับความสนใจจากนักลงทุนเช่นกัน เลขาฯนฤตม์กล่าวว่า การผลิตแบตเตอรี่มีการลงทุนแล้วร่วม 9,972 ล้านบาท จาก 21 โครงการ 15 บริษัท และมีโครงการผลิตแบตเตอรี่ความจุสูง (สำหรับทุกอุตสาหกรรม) เงินลงทุนรวม 10,049 ล้านบาท จาก 11 บริษัท 11 โครงการ

รวมทั้งชิ้นส่วน ลงทุน 6,082 ล้านบาท จาก 18 โครงการ 18 บริษัท และสถานีชาร์จ ลงทุน 5,106 ล้านบาท จาก 12 โครงการ 11 บริษัท รวม 18,741 หัวจ่าย

นอกจากการลงทุนในส่วนของตัวรถและแบตเตอรี่ อีกองค์ประกอบสำคัญคือการออกมาตรฐานอีวีเพื่อคุ้มครองผู้บริโภค ดำเนินการโดยกระทรวงอุตสาหกรรม

ล่าสุด พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ให้ข้อมูล ได้เร่งรัดให้สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) จัดทำมาตรฐานในปีงบประมาณ 2567 ที่ตอบโจทย์การพัฒนาอุตสาหกรรมไทยตามนโยบายรัฐบาล และสร้างความเป็นอยู่ที่ดีให้แก่พี่น้องประชาชน โดยเฉพาะมาตรฐานในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจของประเทศ เน้นอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะมาตรการที่เกี่ยวกับรถยนต์อีวี

พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล

นอกจากนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมยังจัดตั้งศูนย์ทดสอบยานยนต์และยางล้อแห่งชาติ (แอททริค) กรอบวงเงินงบประมาณ 3,705.7 ล้านบาท บนพื้นที่ 1,235 ไร่ ณ บริเวณเขตสวนป่าลาดกระทิง ต.ลาดกระทิง อ.สนามชัยเขต จ.ฉะเชิงเทรา ภายใต้กรอบวงเงินงบประมาณ 3,705.7 ล้านบาท ตั้งอยู่ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ถือเป็นศูนย์ทดสอบรถยนต์ครบวงจรมาตรฐานโลกแห่งแรกของภูมิภาคอาเซียน กลไกสำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทย รองรับทั้งรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายในและรถอีวี

“อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า หรืออีวี ครอบคลุมสินค้าที่เกี่ยวข้องมากมาย ทั้งการผลิตแบตเตอรี่ แผงวงจร และสถานีประจุไฟฟ้า ดังนั้น กระทรวงอุตสาหกรรมจะเร่งพัฒนาผู้ประกอบการในประเทศให้ยกระดับการผลิตให้สามารถแข่งขันในระดับภูมิภาค และเป็นส่วนหนึ่งในโกลบอลซัพพลายเชน” รัฐมนตรีพิมพ์ภัทราเน้นย้ำ

จากนี้ยังต้องจับตาทิศทาง และอนาคตบีอีวีในยุครัฐบาลเศรษฐา