คนไทยถอยอีวีป้ายแดงปีนี้จ่อ 75,000 คัน บางรุ่นราคาใกล้อีโคคาร์ อุตฯ รถยนต์กระทุ้งรัฐต่อส่วนลดปีหน้า
เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ รองประธาน และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยถึงสถานการณ์ยานยนต์ไฟฟ้า 100% ของไทยว่า คาดว่ายอดจดทะเบียนป้ายแดงรถยนต์ไฟฟ้า 100% หรือบีอีวี ตลอดปี 2566 จะถึง 70,000-75,000 คัน เพิ่มจากเป้าหมายช่วงต้นปี 2566 ที่คาดว่าจะอยู่ที่ 40,000 คันตลอดปี เนื่องจากช่วง 9 เดือนของปีนี้ (มกราคม-สิงหาคม 2566) ทะลุ 60,000 หมื่นคันแล้ว หากช่วงที่เหลือของปีอีก 3 เดือน (ตุลาคม-ธันวาคม 2566) ป้ายแดงอีวีคึกคักขายได้มากกว่า 5,000 คันต่อเดือน ก็มีโอกาสที่จะถึงเป้าหมายแน่นอน
ปัจจุบันส่วนสำคัญมาจากตลาดรถยนต์อีวีที่กระแสตอบรับจากผู้บริโภคแรงมาก ทั้งจากมาตรการแพคเกจอีวี 3.0 ที่ให้ส่วนลดสูงสุด 150,000 ล้านบาท และมีการรถภาษีนำเข้า ลดภาษีสรรพสามิต ตลอดจนค่ายรถอีวีมีการทำโปรโมชั่น ล่าสุดราคารถอีวีบางรุ่นถูกมาก อาทิ แบรนด์เนต้า ที่ทำราคาใกล้เคียงกับรถยนต์ประหยัดพลังงานมาตรฐานสากล (อีโคคาร์) อยู่ที่ 549,000 บาทต่อคัน จนสามารถสร้างยอดขายได้สูงถึง 1,000 คันต่อเดือน นอกจากนี้ยังมีแบรนด์อีวีชั้นนำของจีนอย่างบีวายดีที่ผู้บริโภคนิยมมากแข่งกับเทสล่าที่ลดราคาสู้กันอยู่
“มาตรการอีวี 3.0 ทำให้ยอดขายรถอีวีเติบโตแต่จะหมดอายุสิ้นปีนี้ ยังไม่มีความชัดเจนจากภาครัฐ โดยคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ดอีวี) จะเดินหน้าอย่างไร ทราบว่าเตรียมแพคเกจอีวี 3.5 ไว้กระตุ้นตลาดปี 2567 ดังนั้นอยากให้รัฐบาลมีความชัดเจนต่อเรื่องนี้โดยเร็ว เพราะเหลืออีก 2 เดือนกว่าจะสิ้นปีแล้ว อยากให้เคาะเดือนตุลาคม-พฤศจิกายนนี้ เพื่อให้ค่ายรถวางแผนการนำเข้าและประชาชนวางแผนการซื้อได้ทัน” นายสุรพงษ์กล่าว
ทั้งนี้ จากแพคเกจอีวี 3.0 จะทำให้ค่ายรถที่ร่วมโครงการต้องตั้งโรงงานและผลิตรถอีวีสัดส่วน 1 ต่อ 1 ตามปริมาณรถที่จำหน่าย ตั้งแต่ปี 2567 ทราบว่าบีวายดีจะเปิดโรงงานผลิตทางการตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2567 ถือเป็นข่าวดี ช่วยให้ไทยเป็นฐานผลิตอีวีเต็มรูปแบบ และผลักดันสู่เป้าหมายการเป็นฐานผลิตอีวีของภูมิภาค เพราะปัจจุบันยอดขายอีวีในประเทศยังไม่ส่งผลดีทางตรงต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ไทย เพราะเป็นการนำเข้าเกือบ 100% หากผลิตในไทยจะได้อานิสงส์ ทั้งการลงทุนในประเทศ สร้างงานทั้งระบบ และยังสนับสนุนผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยด้วย

