หมัดเด็ด ‘รบ.เศรษฐา’ รถไฟฟ้าแค่ 20 บาท ได้ใจคนกรุงฯ ทำจริง-ไม่ขายฝัน!!

16.10.23 | 12:17 น.
หมัดเด็ด‘รบ.เศรษฐา’ รถไฟฟ้าแค่ 20 บาท ได้ใจคนกรุงฯ ทำจริง-ไม่ขายฝัน!!

อีกหนึ่งนโยบายของรัฐบาลชุดปัจจุบันที่ถูกพูดถึงไม่น้อยไปกว่านโยบายเงินดิจิทัล 10,000 บาท คือนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย!!

นโยบายนี้ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก เพราะจะช่วยให้ประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มคนทำงานหาเช้ากินค่ำ รวมถึงนักเรียน นักศึกษา ในพื้นที่กรุงเทพมหานครมีค่าครองชีพลดลงในส่วนของการเดินทางแต่ละวัน อีกมุมหนึ่งนโยบายนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์พร้อมตั้งคำถามว่าจะทำได้จริงหรือไม่ภายใต้รัฐบาลชุดเศรษฐา 1

⦁ ‘สุริยะ’ลุยรถไฟฟ้า 20 บาทเต็มสูบ

ประเด็นดังกล่าวผู้ที่จะตอบได้ดีที่สุด คือ แม่ทัพกระทรวงคมนาคมอย่าง สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ให้ข้อมูลว่านโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย เป็นนโยบายที่จะทำให้เกิดเป็นรูปธรรมได้แน่นอน ส่วนระยะเวลาที่จะเห็นผลนั้น เนื่องจากแต่ละเส้นทางมีระบบแตกต่างกัน ทั้งเรื่องการให้สัมปทานเอกชน บางเส้นทางรัฐดำเนินการเอง หรือบางเส้นทางให้กรุงเทพมหานคร (กทม.) ทำ ดังนั้น การให้เก็บค่าโดยสาร 20 บาทตลอดสาย เท่ากันทุกเส้นทาง ต้องใช้เวลาพอสมควร เพราะต้องใช้เวลาเจรจาและวางระบบเทคนิคการทำตั๋วร่วมเป็นระบบเดียวกัน ต้องวางระบบการเก็บเงินให้เป็นเทคนิคเดียวกัน

ทั้งนี้ ในส่วนของเส้นทางที่รัฐบาลดำเนินการเอง คือรถไฟชานเมืองสายสีแดง ช่วงตลิ่งชัน-บางซื่อ-รังสิต กับรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงเตาปูน-คลองบางไผ่ สามารถดำเนินการทันที เดิมคาดการณ์ว่าภายใน 3 เดือน ประชาชนจะได้ใช้รถไฟฟ้า 2 เส้นทางดังกล่าว ในอัตราค่าโดยสารสูงสุด 20 บาทตลอดสาย และภายใน 2 ปี ประชาชนจะได้ใช้รถไฟฟ้าทุกเส้นทางในอัตราดังกล่าวต่อไป

Advertisement

“การที่ไม่สามารถเห็นผลได้ทุกเส้นทางในทันที เพราะต้องใช้ระยะเวลาในการเจรจาและวางระบบตั๋วร่วม นโยบายนี้จะทำเพื่อคนทุกกลุ่ม นอกจากช่วยคนรายได้น้อยแล้วยังช่วยให้คนใช้รถยนต์มาใช้รถไฟฟ้ามากขึ้น ลดปัญหามลพิษ” รัฐมนตรีสุริยะระบุ

ส่วนการคำนวณราคาค่าโดยสารนั้น ยกตัวอย่าง หากเดินทางจากรังสิตไปสยาม ก็สามารถนั่งรถไฟฟ้าสายสีแดงมาลงที่สถานีกรุงเทพอภิวัฒน์ แล้วต่อสายสีน้ำเงินไปที่สถานีจตุจักร และต่อสายสีเขียวไปลงที่สถานีสยาม จากปัจจุบันค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 108 บาท แต่ถ้านโยบายสำเร็จจะจ่ายค่าโดยสารเพียง 20 บาทตลอดสายเท่านั้น

⦁ จ่อคิกออฟ 2 สาย16ต.ค.

สุริยะระบุอีกว่า ความคืบหน้าล่าสุดของนโยบายดังกล่าว เบื้องต้นได้เสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาวันที่ 16 ตุลาคม และมีผลเริ่มใช้ทันทีภายในวันดังกล่าวเป็นต้นไป หลังจากนี้จะมีการลงพื้นที่สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ เพื่อประเดิมการใช้บริการรถไฟฟ้าสายสีแดงตามนโยบายค่าโดยสารรถไฟฟ้าสูงสุด 20 บาทตลอดสาย

ในช่วงแรกจะใช้ได้เฉพาะการเดินทางภายในสายเดียว คือรถไฟฟ้าสายสีม่วง และรถไฟชานเมืองสายสีแดง ขณะที่การเดินทางเชื่อมระหว่าง 2 สายดังกล่าว คาดว่าจะใช้ได้ในเดือนพฤศจิกายน 2566 เนื่องจากต้องใช้เวลาในการติดตั้งซอฟต์แวร์เพื่อให้สามารถเดินทางข้ามระบบได้ต่อไป

สำหรับรถไฟฟ้าสายสีอื่นๆ จะดำเนินการในระยะต่อไป อยู่ระหว่างเตรียมตั้งคณะทำงานขึ้นมาเจรจากับเอกชนผู้รับสัมปทาน ขณะเดียวกันเตรียมเร่งรัดผลักดันร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม เพื่อทำให้ผู้ประกอบการเดินรถไฟฟ้าแต่ละราย หันมาใช้บัตรโดยสารรูปแบบเดียวกัน ประชาชนไม่ต้องเสียค่าแรกเข้าหลายครั้ง ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางให้ประชาชนได้

ทั้งหมดตั้งเป้าหมายภายใน 4 ปีของรัฐบาลชุดนี้ โดยร่าง พ.ร.บ.การบริหารจัดการระบบตั๋วร่วมจะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน เพื่อให้ราคาค่าโดยสารรถไฟฟ้าราคาไม่แพง และเป็นธรรมทั้งกับประชาชน และผู้ประกอบการเดินรถ

⦁ รัฐชดเชยรฟท. 80 ล้าน/ปี

มุมมองหน่วยงานรับนโยบาย นิรุฒ มณีพันธ์ ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เผยว่า ในส่วนของการรถไฟฯ มีความพร้อมที่จะดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลแล้ว โดยหลังจาก ครม.อนุมัตินโยบายดังกล่าวแล้ว รฟท.จะต้องหารือกับการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) และธนาคารกรุงไทย เพื่อปรับปรุงระบบซอฟต์แวร์ ของรถไฟชานเมืองสายสีแดง และรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงเตาปูน-คลองบางไผ่ ให้สามารถเชื่อมถึงกันได้ แต่จะแล้วเสร็จเมื่อใดนั้น ขึ้นอยู่กับผู้ปรับปรุงระบบ ซึ่งในครั้งนี้คือธนาคารกรุงไทย

ขณะเดียวกัน จากผลการศึกษานโยบายดังกล่าว พบว่า รฟท.จะสูญเสียรายได้ และรัฐต้องสนับสนุนเงินชดเชยประมาณ 80 ล้านบาทต่อปี ซึ่งการลดค่าโดยสารนั้นจะช่วยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมประชาชนให้หันมาใช้รถไฟฟ้ามากขึ้น ทำให้จำนวนผู้โดยสารเพิ่มขึ้น 5-20% ต่อปี ทำให้รายได้ของ รฟท.เพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยปัจจุบันรถไฟชานเมืองสายสีแดง มีผู้โดยสารใช้บริการอยู่ที่ 2 หมื่นคนต่อวัน

⦁ รฟม.ยอมเฉือนรายได้ 190 ล.

ขณะที่ ภคพงศ์ ศิริกันทรมาศ ผู้ว่าการ รฟม. ระบุว่า จากข้อสั่งการของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ที่ให้ รฟม.ดำเนินการตามนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายนั้น รฟม.มีความพร้อมในการดำเนินการเช่นเดียวกับการรถไฟฯ โดยในช่วงปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา ที่ประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) รฟม.เห็นชอบปรับอัตราค่าโดยสารเหลือ 14-20 บาทและมีมติเพิ่มเติมกำหนดค่าโดยสารของเด็กและผู้สูงอายุ จะได้รับส่วนลด 50% และนักเรียน-นักศึกษา จะได้รับส่วนลด 10% จากอัตราค่าโดยสารใหม่

อย่างไรก็ดี จากนโยบายดังกล่าวจะส่งผลให้รายได้ค่าโดยสารสายสีม่วงลดลงประมาณ 190 ล้านบาทต่อปี หรือลดลงประมาณ 60% ของรายได้ผู้โดยสาร คาดว่าเมื่อเริ่มใช้นโยบายดังกล่าวจำนวนผู้โดยสารสายสีม่วงจะเพิ่มขึ้นประมาณ 1 หมื่นคนต่อวัน หรือคิดเป็น 17% จากปกติมีผู้โดยสารใช้บริการอยู่ที่ 5.6 หมื่นคนต่อวัน ซึ่งผู้โดยสารจะเพิ่มเป็น 6.6 หมื่นคนต่อวัน มีการเดินทางเฉลี่ยอยู่ที่ 8 สถานี จากจำนวนทั้งหมด 16 สถานี ค่าโดยสารเฉลี่ยอยู่ที่ 23 บาท ส่วนการเดินทางข้ามสายระหว่างสายสีม่วงกับสายสีแดงปัจจุบันยังมีจำนวนไม่มาก อยู่ที่ประมาณ 100-200 คนต่อวัน

ส่วนในเรื่องของการแบ่งรายได้จะใช้วิธีการเก็บจากสถานีต้นทาง หากผู้โดยสารขึ้นที่สถานีสายสีม่วง รฟม.จะเป็นผู้รับรายได้ในส่วนนั้นไป หากผู้โดยสารขึ้นจากรถไฟฟ้าสายสีแดง รฟท.จะได้รายได้ในส่วนนั้นไปเช่นกัน โดยทั้งหมดนี้จะให้บริการผ่านระบบ EMV หรือการใช้บริการผ่านบัตรเครดิตและบัตรเดบิตเท่านั้น ไม่รับเงินสด หรือใช้ระบบเหรียญแบบในปัจจุบัน ส่วนคำถามว่าจะใช้เงินชดเชยไปอีกกี่ปีนั้น รฟม.ขอพิจารณาก่อน หากผู้โดยสารเพิ่มขึ้นที่ 17% ต่อปี คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 5 ปี รฟม.จึงจะคืนทุน

ทั้งหมดนี้เป็นแผนของรัฐบาลที่ต้องการให้ประชาชนได้ใช้รถไฟฟ้าในราคาที่ถูก จับต้องได้ทุกกลุ่ม

แต่ยังมีคำถามตามมาอีกมากมายว่า เมื่อโครงการนี้สิ้นสุดลงรัฐจะต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายจนหลังแอ่น ตามนโยบายอื่นๆ อีกไหม

ติดตามกันต่อไป!!