ลุ้นปราบ ‘หมูเถื่อน’ มาเฟียงาบพันล้าน
ปัญหาการลักลอบนำเข้าหมูเถื่อน ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีการจับและทำลายหมูเถื่อน และเนื้อสัตว์อื่นๆ อาทิ โค อย่างต่อเนื่องในทุกปี เนื่องจากการปรับขึ้นของราคาหมูเนื้อแดงที่เป็นไปตามอุปสงค์ อุปทาน กลายเป็นช่องโหว่ของกระบวนการลักลอบนำเข้าหมูจากต่างประเทศ บวกกับการลักลอบมาในรูปแบบของชิ้นส่วนแช่แข็งมีราคาต่ำ เมื่อรวมกับค่าขนส่งถึงไทยยังสามารถขายได้ในราคา 135-145 บาทต่อกิโลกรัม
แต่สิ่งที่ตามมากับหมูเถื่อนอาจเจอเชื้อโรคต่างๆ ที่ติดมากับหมู ทั้งเชื้อรา หรือสารปนเปื้อนอื่นๆ โดยเฉพาะสารเร่งเนื้อแดงที่หลายประเทศ ทั้งสหรัฐและอีกหลายประเทศอนุญาตให้ใช้ในการเลี้ยงหมูได้อย่างเสรี ชิ้นส่วนหมูส่วนใหญ่เป็นส่วนที่ประเทศต้นทางไม่นิยมบริโภค และต้องการกำจัดทิ้งอยู่แล้ว
ส่วนคำถามที่ว่า หมูเถื่อนเข้ามาในประเทศไทยได้อย่างไรนั้น กรมปศุสัตว์ชี้แจงว่า การลักลอบนำเข้าหมูเถื่อนส่วนใหญ่จะนำเข้ามาทางเรือ โดยมีจุดพักพิงอยู่ที่ท่าเรือแหลมฉบัง ก่อนกระจายไปจำหน่ายทั่วประเทศ มีต้นทางมาจากบราซิล สหรัฐ เดนมาร์ก เม็กซิโก สเปน เยอรมนี และเนเธอร์แลนด์ กรมศุลกากร โดยมีการสำแดงเท็จว่าเป็นอาหารทะเล หรือวัตถุดิบผลิตอาหารสัตว์ หรือซุกซ่อนมาในตู้คอนเทนเนอร์ ทำให้เจ้าหน้าที่ตรวจไม่พบ แม้จะติดตั้งเทคโนโลยีสแกนขั้นสูงสำหรับตู้สินค้า ในปีที่ผ่านมากรมศุลกากรจับกุมได้ 5 ครั้ง และเป็นการจับกุมสินค้านอกท่าเรือทั้งสิ้น
อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมากรมปศุสัตว์ตรวจพบว่ามีการลักลอบเข้ามาในไทยจำนวนมาก ในปี 2565 จับกุมดำเนินคดีไปแล้ว 29 คดี ของกลาง 1.7 ล้านกิโลกรัม (กก.) มูลค่าประมาณ 123 ล้านบาท พบว่าเป็นการลักลอบนำเข้าจากบราซิลมากที่สุด ส่วนใหญ่จะเป็นการนำเข้าแบบกองทัพมด ทยอยนำเข้าโดยแฝงมากับสินค้าอื่น ส่วนใหญ่จะจับกุมได้ที่ห้องเย็น
ปัจจุบันปัญหาเหล่านี้ยังอยู่ ทำให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมปศุสัตว์ บูรณาการร่วมกับหลายภาคส่วน อาทิ กรมศุลกากร และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เพื่อดำเนินการเอาผิดกับผู้ที่ลักลอบ รวมถึงนำสินค้าผิดกฎหมายเหล่านี้มาเผาทำลายเมื่อช่วงปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา
กระทรวงเกษตรฯคิกออฟเผาทำลายหมูเถื่อนที่จับกุมได้บริเวณท่าเรือแหลมฉบัง จ.ชลบุรี ทั้งหมด 161 ตู้ ถือเป็นการทำลายของกลางครั้งประวัติศาสตร์ที่มีมากถึง 4.5 ล้านกิโลกรัม มูลค่ารวมกว่า 450 ล้านบาท โดยจะทยอยทำลายจนกว่าจะหมด เพื่อป้องกันโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (เอเอสเอฟ) อาจระบาดได้อีกด้วย
ทั้งนี้ จากการกระทำของผู้ประกอบการที่ต้องการนำหมูในราคาถูกแต่ไม่ได้รับการยืนยันมาตรฐานสินค้ามาขายในประเทศไทย นำไปสู่เรื่องความขัดแย้งถึงขนาดต้องสูญเสียเจ้าหน้าที่ของรัฐ
ดังเช่นกรณีล่าสุด นายสราวุฒิ ประจวง หัวหน้าด่านกักกันสัตว์เพชรบูรณ์ กรมปศุสัตว์ ถูกยิงเสียชีวิต และนายพงษ์พันธา ศรีสุวรรณ์ นายสัตวแพทย์ชำนาญการ ด่านกักกันสัตว์เพชรบูรณ์ ถูกยิงได้รับบาดเจ็บ ขณะปฏิบัติหน้าที่ตรวจสอบห้องเย็น หรือสถานที่เก็บเนื้อสัตว์และซากสัตว์ ที่บ้านหลังหนึ่ง พื้นที่หมู่ 1 ต.ช้างตะลูด อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ เมื่อวันที่ 11 ตุลาคมที่ผ่านมา หลังได้รับร้องเรียนว่ามีผู้นำเข้าเนื้อสุกรจากนอกพื้นที่มาจำหน่าย
“ถือเป็นเหตุการณ์ที่สร้างความตื่นตระหนกต่อเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานอย่างบริสุทธ์ใจ แต่เรื่องนี้ไม่ทำให้ล้มเลิกที่จะล้างบางผู้กระทำผิดกฎหมายแน่นอน จากนี้ต้องตรวจเอกซเรย์ทั่วประเทศเข้มข้นมากขึ้น ไม่มีละเว้นว่าใครเป็นนายทุน หรืออยู่เบื้องหลังห้องเย็นเถื่อนแม้แต่รายเดียว ยืนยันว่าผู้ใต้บังคับบัญชาต้องไม่ตายฟรี” ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประกาศปราบขบวนการหมูเถื่อนเต็มที่
ทั้งนี้ ได้มอบหมายให้อธิบดีกรมปศุสัตว์ออกคำสั่งให้ปศุสัตว์ทุกจังหวัดตรวจห้องเย็นทั่วประเทศ โดยขอความร่วมมือเจ้าหน้าที่ตำรวจ ตั้งแต่ผู้การตำรวจแต่ละจังหวัด ให้ร่วมมือดำเนินการเต็มที่ โดยประสาน พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) พร้อมขอความร่วมมือกับผู้การจังหวัดทั่วประเทศ เพราะมีเบาะแสว่ามีเจ้าหน้าที่ตามด่านกักกันตามแนวชายแดนหลายแห่งถูกข่มขู่เอาชีวิต โดยเฉพาะด่านทาง อ.แม่สอด จ.ตาก
“ต้องตรวจสอบอย่างเต็มที่ ปัจจุบันได้ตั้งกำลังชุดเฉพาะกิจปฏิบัติการพิเศษลงพื้นที่ พร้อมกับหน่วยงานของกรมปศุสัตว์ เพื่อติดตามตรวจสอบห้องเย็นทั่วประเทศที่ฝ่าฝืนกระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมายทันที ต้องให้เห็นผล 100% ในวันที่ 20 ตุลาคมนี้” ร.อ.ธรรมนัสขีดเส้นตายล้างบางขบวนการหมูเถื่อน
ขณะที่ “ไชยา พรหมา” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ ในฐานะผู้กำกับดูแลกรมปศุสัตว์ เสริมว่า รัฐบาลให้ความตระหนักและเล็งเห็นถึงความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานด้วยความเสี่ยง จึงพร้อมให้การสนับสนุนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มที่ เพื่อสร้างขวัญกำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องให้สามารถปฏิบัติงานได้อย่างเต็มที่ พร้อมกันนี้ได้มอบหมายกรมปศุสัตว์ตรวจสอบย้อนหลังถึงช่องทางการนำเข้า การเสียภาษี และเส้นทางการเงินต่างๆ เพื่อสืบหาต้นตอการเข้ามาของสินค้าเกษตรผิดกฎหมาย และเตรียมกวาดล้างให้สิ้นซากต่อไป
ด้าน “สุรชัย สุทธิธรรม” นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ ให้ความเห็นว่า กลุ่มมาเฟียในขบวนการหมูเถื่อนมีหลายกลุ่ม หากสืบสวนสอบสวนเชื่อมโยงเครือข่ายเข้าด้วยกันจะเห็นภาพได้ทันที หวังว่าจะได้เห็นการจับกุมผู้มีอิทธิพลในขบวนการนี้ทั้งหมดภายในวันที่ 20 ตุลาคมนี้ ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯประกาศไว้ จะเป็นสิ่งที่ดีต่อเกษตรกรและต่อประเทศไทยเป็นอย่างมาก
ขบวนการหมูเถื่อนที่เข้ามาในประเทศไทยมากมายนับพันตู้คอนเทนเนอร์ จำนวนหลายหมื่นตัน มีผลประโยชน์มหาศาลนับพันล้านบาทให้กลุ่มมาเฟียกอบโกย หมูเถื่อนเหล่านี้กดดันราคาหน้าฟาร์มของเกษตรกรไทยให้ตกต่ำกว่าต้นทุนการผลิตเรื่อยมา เป็นเหตุให้เกษตรกรประสบภาวะขาดทุนและต้องเลิกการเลี้ยงไปจำนวนมาก
ปัจจุบันได้รับข้อมูลว่ามีการเร่งระบายหมูเถื่อนที่ซุกซ่อนอยู่ตามห้องเย็นต่างๆ เพื่อหลีกเลี่ยงการเข้าตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ รวมถึงเร่งขายก่อนหมดอายุ จึงยิ่งกดดันราคาหน้าฟาร์มทำเกษตรกรลำบากมากขึ้น โดยราคาในขณะนี้ถือว่าต่ำที่สุดในรอบ 30 ปี คือราว 50-57 บาทต่อกิโลกรัม (กก.) สวนทางต้นทุนการผลิตที่สูงถึง 75-80 บาทต่อ กก. ทำให้เกษตรกรขาดทุนตัวละ 3-4 พันบาท ขณะที่ราคาสุกรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือถูกกดดันให้ตกต่ำกว่า 50 บาทต่อ กก.แล้ว
“เกษตรกรผู้เลี้ยงหมูทุกคนขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวเจ้าหน้าที่ผู้สูญเสีย และขอวอนทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโปรดบูรณาการความร่วมมือ เพื่อหยุดยั้งและกวาดล้างขบวนการดังกล่าวให้สิ้นซาก ก่อนที่จะไม่มีใครสานต่ออาชีพคนเลี้ยงหมูต่อไป” นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรฯกล่าว
หวังว่าขบวนการหมูเถื่อนจะหมดไป
ขบวนการและกลุ่มมาเฟียหมูเถื่อนเป็นปัญหาเร่งด่วนที่ท้าทายรัฐบาล ที่จะต้องเร่งปราบปรามอย่างจริงจังเพื่อลดผลกระทบต่อเกษตรกรและเศรษฐกิจไทยในภาพรวม

