ตลาดหวั่นสงครามบานปลายหนัก ทำดอลล์แข็ง-ราคาน้ำมันดิบพุ่ง กดดันบาทอ่อนไม่ฟื้น
เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ที่ระดับ 36.19 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าขึ้นจากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้าที่ระดับ 36.40 บาทต่อดอลลาร์ มองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ที่ระดับ 35.85-36.60 บาทต่อดอลลาร์ ส่วนกรอบเงินบาทวันนี้คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 36.00-36.30 บาทต่อดอลลาร์
โดยนับตั้งแต่ช่วงวันศุกร์ของสัปดาห์ก่อนหน้าที่เป็นวันหยุดของตลาดการเงินไทย เงินบาททยอยแข็งค่าขึ้น (แกว่งตัวในกรอบ 36.13-36.55 บาทต่อดอลลาร์) ตามการปรับตัวขึ้นต่อเนื่องของราคาทองคำ หลังสถานการณ์สงครามอิสราเอล-ฮามาสส่อเค้าทวีความรุนแรงและเสี่ยงที่จะบานปลายมากขึ้น อย่างไรก็ดี การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทก็ถูกชะลอลงบ้าง ตามการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ และการพุ่งขึ้นแรงของราคาน้ำมันดิบ จากความกังวลต่อสถานการณ์สงครามเช่นกัน
“สัปดาห์ที่ผ่านมาเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นตามการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำและฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติที่เริ่มกลับมาซื้อสุทธิสินทรัพย์ไทยอีกครั้ง ในสัปดาห์นี้ควรรอจับตารายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของจีนและสหรัฐ พร้อมระวังและเตรียมรับมือความผันผวนในตลาดการเงินจากภาวะสงครามอิสราเอล-กลุ่มฮามาสที่เริ่มทวีความรุนแรงมากขึ้นและเสี่ยงที่อาจจะบานปลาย” นายพูนกล่าว
นายพูนกล่าวว่า สำหรับแนวโน้มของค่าเงินบาท โมเมนตัมการแข็งค่าอาจชะลอลง หากเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นต่อ ส่วนฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติอาจยังมีความผันผวน ท่ามกลางบรรยากาศในตลาดการเงินที่ยังไม่กลับมาเปิดรับความเสี่ยงชัดเจน ทั้งนี้ ควรจับตาทิศทางราคาน้ำมันดิบ รวมถึงราคาทองคำที่อาจผันผวนสูงไปตามปัจจัยสงครามและส่งผลกระทบต่อเงินบาทได้ และที่สำคัญทิศทางเงินหยวนจีนหลังตลาดทยอยรับรู้รายงานข้อมูลเศรษฐกิจจีนก็จะมีผลต่อเงินบาทและสกุลเงินเอเชียได้พอสมควรเช่นกัน
ในส่วนเงินดอลลาร์อาจยังได้แรงหนุนอยู่จากความต้องการถือสินทรัพย์ปลอดภัย หลังสถานการณ์สงครามอิสราเอล-ฮามาส อาจทวีความรุนแรงและบานปลายมากขึ้น นอกจากนี้ เงินดอลลาร์มีโอกาสแข็งค่าขึ้นต่อ หากบรรดาเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ทำให้ผู้เล่นในตลาดยิ่งกังวลต่อแนวโน้มเฟดเดินหน้าใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวด
“สินทรัพย์ยังอยู่ในช่วงเผชิญความผันผวนสูงจากนโยบายการเงิน การฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีน ผู้ประกอบการควรใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลาย อาทิ Option เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน และการเลือกทำธุรกรรมในสกุลเงินท้องถิ่น (Local Currency) ซึ่งผู้ประกอบการควรเปรียบเทียบต้นทุนในการทำธุรกรรมและแผนการป้องกันความเสี่ยงก่อนตัดสินใจทุกครั้ง” นายพูนกล่าว

