ขบ. จี้ เอกชน บรรจุรถเมล์ใหม่ให้บริการ 77 เส้นทางตามแผนปฏิรูป ให้เสร็จใน 3 เดือน
เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม นายจิรุตม์ วิศาลจิตร อธิบดีกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) กล่าวถึงความคืบหน้าแผนปฏิรูปเดินรถโดยสารประจำทาง (รถเมล์) 77 เส้นทาง หลังจากกรมได้คัดเลือกผู้ประกอบการเดินรถเพื่อออกใบอนุญาตจำนวน 3 ราย ประกอบด้วย บริษัท ไทยสมายล์บัส จำกัด, บริษัท เอ็กซา โลจิสติกส์ จำกัด และบริษัท ราชาโร้ด จำกัด ปัจจุบันพบว่าผู้ประกอบการทยอยบรรจุรถโดยสารใหม่เข้าบริการตามเส้นทางที่ได้รับสัมปทานแล้ว ซึ่งคาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จตามแผนภายใน 3 เดือนนี้ โดยปัจจุบันเอกชนมีความพร้อมนำรถโดยสารใหม่ให้บริการเพิ่มเติมอีก 2,000 คัน
“ตอนนี้การปฏิรูปรถเมล์เป็นไปตามแผน ผู้ประกอบการทยอยนำรถโดยสารใหม่เข้ามาให้บริการ ส่วนเส้นทางที่ ขสมก.ตึงไว้ ก็ต้องถอยออกให้แล้วเสร็จ และหลังจากนั้นก็เป็นหน้าที่ของ ขสมก.ที่จะต้องไปปรับปรุงตัวเอง ส่วนเรื่องเส้นทางเดินรถใหม่ๆ ที่จะเปิดประมูลตอนนี้ยังไม่มีเพิ่มเติม แต่ ขบ.กำลังศึกษาปรับบางเส้นทางให้เข้าถึงชุมชน และจุดขนส่งหลักๆ เพื่อเป็นฟีดเดอร์ขนถ่ายผู้โดยสารให้มากขึ้น” นายจิรุตม์กล่าว
นอกจากนี้ ขบ.ได้วางเป้าหมายปรับปรุงบริการรถเมล์ ส่งเสริมให้มีการปรับเปลี่ยนรถโดยสารเป็นพลังงานไฟฟ้า (อีวี) ทำให้ภายใต้แผนปฏิรูปรถเมล์นี้ รถโดยสารใหม่ที่เอกชนจะนำมาให้บริการเป็นรถเมล์อีวีทั้งหมด ส่งผลให้จำนวนรถเมล์ที่ให้บริการในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ส่วนของเอกชน 2,808 คัน จะถูกปรับเปลี่ยนเป็นรถเมล์อีวี จำนวน 2,199 คัน และเชื้อเพลิงอื่นจำนวน 609 คัน โดย ขบ.มีเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนรถเมล์อีวีให้ได้ 95% ของจำนวนรถที่ให้บริการโดยภาคเอกชน
นายจิรุตม์กล่าวว่า สำหรับแผนปฏิรูปเส้นทางเดินรถเมล์ หากดำเนินการแล้วเสร็จจะส่งผลให้รถโดยสารขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) มีจำนวน 107 เส้นทาง โดยแบ่งเป็น รถที่ให้บริการใช้เชื้อเพลิง NGV และดีเซล จำนวน 2,885 คัน
ขณะที่รถโดยสารของผู้ประกอบการเอกชน หากรวมจากการจัดสรรเส้นทางรถเมล์ก่อนหน้านี้ และการปฏิรูปเส้นทางใหม่ 77 เส้นทาง ส่งผลให้เอกชนมีเส้นทางเดินรถรวมจำนวน 130 เส้นทาง แบ่งเป็น กลุ่มบริษัทไทยสมายล์ บัส จำนวน 123 เส้นทาง ใช้รถพลังงานไฟฟ้าจำนวน 2,199 คัน รถ NGV และดีเซล 403 คัน รวมเป็น 2,602 คัน นอกจากนี้ยังมีรถเอกชนอื่นๆ รวม 7 เส้นทาง ใช้รถเชื้อเพลิง NGV และดีเซล จำนวนรถ 206 คัน
ทั้งนี้ การปฏิรูปเส้นทางรถเมล์ ขบ.ต้องการปรับปรุงเส้นทางให้สามารถบริการผู้โดยสารต่อเนื่อง และเพื่อปรับเปลี่ยนคุณภาพการบริการ เน้นหลักเรื่องของบริการรถต้องได้มาตรฐาน มีจำนวนรถเพียงพอ มีระบบจัดการเดินรถตรงเวลา ไม่รอนาน ผู้พิการสามารถใช้บริการได้ รวมไปถึงต้องมีโครงข่ายเส้นทางครอบคลุมทั่วถึง เชื่อมต่อกับการขนส่งรูปแบบอื่น
นอกจากนี้ ด้านความปลอดภัยต้องมีการควบคุมการเดินรถด้วยระบบ GPS มีศูนย์บริหารจัดการเดินรถ ส่วนด้านอัตราค่าโดยสาร ต้องสามารถใช้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐได้กับรถโดยสารประจำทางทุกคันทุกประเภท มีระบบตั๋วร่วม และด้านปัญหาการจราจรและมลพิษ ต้องมีรถโดยสารที่ใช้พลังงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยปัจจุบัน ขบ.ได้ตรวจสอบการเดินรถเพื่อประเมินผลการเดินรถและการให้บริการ นำไปสู่การปรับปรุงเงื่อนไขการเดินรถให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชน

