หน้าแรก เศรษฐกิจ ม.หอค้า ชี้ภา...

ม.หอค้า ชี้ภาคส่งออกปี 67 ขาขึ้น พลิกบวก 3.6% แต่เป็นแค่พระรอง ‘เงินดิจิทัล 1หมื่นบาท’ พระเอกดันศก.

17.10.23 | 14:48 น.
แฟ้มภาพ

ม.หอค้า ชี้ภาคส่งออกปี 67 ขาขึ้น พลิกบวก 3.6% แต่เป็นแค่พระรอง ‘เงินดิจิทัล 1 หมื่นบาท’ เป็นพระเอก ขับเคลื่อนศก.ไทย

นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ เปิดเผยว่า การส่งออกของไทยในไตรมาส 4/2566 มีสัญญาณฟื้นตัวและคาดว่าจะขยายตัวได้ 6.8% หรือกรอบ 4.5-7.7% และคาดมีมูลค่า 70,502 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ปัจจัยจาก 1. ฐานการส่งออกไตรมาส 4/2565 ต่ำ 2.นโยบายผลักดันการส่งออกไทยจากหน่วยงานภาครัฐในช่วงโค้งสุดท้ายในด้านการลดต้นทุน จากลดค่าไฟ ลดราคาดีเซล 3. ค่าเงินบาทที่แนวโน้มอ่อนค่า 35-36 บาทต่อเหรียญสหรัฐฯ 4. ภาวะเงินเฟ้อที่ชะลอตัวแม้ยังทรงตัวในระดับสูง 5. สินค้าเกษตรและอาหารจะส่งออกได้มากขึ้นจากแรงหนุนของประเด็นความมั่นคงทางอาหาร

ซึ่งสินค้าเด่นที่จะส่งออกได้ดีในไตรมาสสุดท้ายนี้ จะมีสัดส่วนถึง 27.1% อาทิ ทุเรียน ข้าว ไก่ ไข่ บะหมี่สำเร็จรูป เครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ ยานยนต์ อุปกรณ์ไฟฟ้า เครื่องสำอาง น้ำมันเบนซิล เป็นต้น แต่อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยเสี่ยง คือ อัตราดอกเบี้ยประเทศคู่ค้าอยู่ในระดับสูง ส่งผลต่อการชะลอตัวทางเศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าชะลอตัว ส่งผลเสียต่อการส่งออกของไทย ราคาส่งออกไทยสูงขึ้นส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขัน ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้นในไตรมาส 4 ส่งผลให้ต้นทุนการผลิต และราคาสินค้าเพิ่มสูงขึ้นปัญหาเอลนิโญ ที่ส่งผลต่อการส่งออกสินค้าเกษตรทั้งราคาและปริมาณ

“แม้ไตรมาส 4 การส่งออกจะบวกได้ 6.8% แต่ 3 ไตรมาสแรกติดลบสะสม 4.5% 6.2% 3.2% ตามลำดับ ส่งผลให้ภาพรวมส่งออกทั้งปี 2566 ลบ 2% หรือ กรอบลบ 1.7-2.7% และมูลค่าส่งออกทั้งปีนี้รวม 281,593 ล้านเหรียญสหรัฐฯ” นายธนวรรธน์ กล่าว

นายธนวรรธน์ กล่าวต่อว่า การส่งออกปี 2567 คาดจะขยายตัว 3.6% หรือกรอบ 2.7- 3.9% และมีมูลค่า 291,773 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ปัจจจัยหนุนจากอัตราเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยประเทศต่างๆที่ชะลอตัวลง ส่งผลให้ความต้องการสินค้าของประเทศต่างๆเพิ่มขึ้น นโยบายผลักดันการส่งออกไทยจากหน่วยงานภาครัฐปีหน้าจะกระตุ้นการส่งออกในตลาดต่างๆ ทั้งการผลักดันซอฟต์พาวเวอร์ แผนโรดโชว์ เพิ่มเปิดเสรีการค้า (เอฟทีเอ) แผนเปิดตลาดใหม่ รวมถึงรัฐบาลเดินหน้าลดภาระต้นทุนผู้ประกอบการ

Advertisement

ส่วนปัจจัยเสี่ยงคือ อัตราดอกเบี้ยประเทศต่างๆ ที่ยังทรงตัวในระดับสูงกดดันการฟื้นตัวเศรษฐกิจ ปรากฎการณ์เอลนิโญส่งผลให้ปริมาณผลผลิตการเกษตรของไทยให้ลดลง ราคาสูงขึ้น และส่งออกลดลง ค่าเงินบาทคาดว่าจะแข็งค่าขึ้นไม่หลุด 35 บาทต่อเหรียญสหรัฐ จากการลดอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ ภายในสิ้นปี 2567 และการท่องเที่ยวของไทยที่เข็มแข็งขึ้น ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขัน ราคาน้ำมันดิบที่สูงขึ้นกระทบต้นทุนการผลิตและราคาสินค้า แต่เชื่อว่าน้ำมันดิบโลกไม่เกิน 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล คาดเฉลี่ย 90 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล โดยภาพรวมส่งออกปี 2567 ดีกว่าปี 2566 แน่นอน แต่มองว่ายังดีไม่เท่าที่ควร เพราะยังต้องติดตามเรื่องปัญหาการเมืองระหว่างประเทศ เอลนิโญ และต้นทุนยังสูง

นายธนวรรธน์ กล่าวอีกว่า อีกปัจจัยที่ต้องติดตามและจะมีผลในอนาคต คือ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์หนึ่งปัจจัยที่ต้องติดตามจีน-สหรัฐฯขัดแย้งในทุกมิติทั้งสงครามการค้า แข่งขันเทคโนโลยี และแบ่งแยกห่วงโซ่อุปทาน ส่งผลกระทบต่อการส่งออก และห่วงโซ่อุปทานของไทย สงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ยังคงยืดเยื้อจะส่งผลกระทบน้อยลงและไทยได้รับประโยชน์จากการส่งออกที่เพิ่มขึ้น ความขัดแย้งของจีน-ไต้หวันที่อาจลุกลามสู่สงคราม และนำไปสู่ปัญหาขาดแคลนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ข้อพิพาททะเลจีนใต้ถ้ารุนแรงมากขึ้นอาจส่งผลต่อการขนส่งทางทะเลของไทย

สงครามอิสราเอล-ฮามาส แม้ในเบื้องต้นคาดว่าไม่ส่งผลกระทบต่อการส่งออกไทยจนติดลบซ้ำเหมือนปี 2566 หากยืดเยื้อไม่เกิน 6 เดือน กระทบต่อส่งออกไทย 369 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ กระทบส่งออกหดตัว 0.1% คาดว่ามีโอกาสเกิดขึ้น 30% หากยืดเยื้อจนปิดเส้นทางขนส่ง จะกระทบ 850 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือกระทบส่งออก 0.3% มองว่ามีโอกาสเพียง 10% หากสงครามขยายวงกว้างไปทั่วตะวันออกกลาง กระทบส่งออกไทย 4,769 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือกระทบส่งออก 1.7% มองว่ามีโอกาสเกิดขึ้นน้อยกว่า 5%

“ภาพรวมการขยายตัวทางเศรษฐกิจ 2567 ที่รัฐบาลคาดไว้ 5% นั้น ภาคส่งออกถือเป็นพระเอกรอง ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ พระเอกนำ คือ นโยบายเงินดิจิทัล 1 หมื่นบาท ที่คาดใช้งบ 5.6 แสนล้านบาท ขณะที่ส่งออกปี 2567 เทียบปี 2566 คาดว่าจะมีมูลค่าส่วนต่างที่เพิ่มขึ้นกว่า 3.5 แสนล้านบาท อันดับ 3 ไปอยู่ที่ภาคท่องเที่ยว ที่ตั้งเป้าจำนวนนักท่องเที่ยว 38-40 ล้านคน ค่าเฉลี่ยใช้จ่าย 4.2-4.8 หมื่นบาทต่อคนต่อครั้ง ก็ประมาณ 1.8-2 แสนล้านบาท ส่วนภาคงบรัฐและงบลงทุนที่จะเริ่มในปี 2567 กว่าจะส่งผลเร็วสุดก็ปี 2568” นายธนวรรธน์

นายธนวรรธน์ กล่าวว่า ส่วนการเดินทางไปเยือนต่างประเทศของนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ในปีนี้ เป็นทั้งเรื่องการเมืองระหว่างประเทศ ที่จะไปพบปะหลังจัดตั้งรัฐบาลใหม่ เพื่อสานสัมพันธ์ระดับรัฐบาล พร้อมกับผลักดันการค้า และชักชวนการลงทุน ก็จะมีผลดีต่อการท่องเที่ยว การสรุปเจรจาเปิดเสรีการค้า(เอฟทีเอ) และปัญหาต่างๆ ซึ่งการไปเยือนจีนและซาอุดิอาระเบีย ช่วงวันที่ 16-21 ตุลาคมนี้ ก็เช่นกัน