‘ภูมิธรรม’ ห่วงพิษสงครามอิสราเอลกระทบส่งออก เร่งติดตามประเทศคู่ค้าไทยใกล้ชิด พร้อมแผนรับเสี่ยง
เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม ที่กระทรวงพาณิชย์ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการเดินทางมาตรวจเยี่ยมกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ว่า จากสถานการณ์สงครามอิสราเอล-กลุ่มฮามาส โดยการส่งออกขณะนี้จากที่ติดตามเบื้องต้นจากการประเมินของสำนักงานภายใต้การกำกับของกระทรวงฯ เรื่องการค้าระหว่างไทยและอิสราเอลยังไม่ได้รับผลกระทบมากนัก แต่สงครามที่เกิดขึ้นมีผลกระทบต่อโลกและทั่วประเทศ
ดังนั้น จึงได้ส่งการให้หน่วยงานในกระทรวงฯ ติดตามสถานการณ์การส่งออกในประเทศอื่นๆ ที่มีการติดต่อทำธุรกิจกับไทยว่ามีผลกระทบอย่างไร เพื่อจะรับมือและวางแผนเชิงรุกในการแก้ไขปัญหา ทั้งนี้ เรื่องการส่งออกของไทยยังดำเนินการได้ดีพอสมควร และในส่วนที่กำลังจะประเมินรายละเอียดตรงนี้คาดว่าภายในเดือนธันวาคม 2566
นายภูมิธรรม กล่าวว่า การผลักดันการส่งออกที่เป็นแผนเร่งด่วน (ควิกวิน) ในช่วง 3 เดือนสุดท้ายของปี 2566 จะมีการจัดกิจกรรมทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวม 73 กิจกรรม คาดการณ์เพิ่มมูลค่าการส่งออกได้กว่า 12,400 ล้านบาท โดยกิจกรรมสําคัญในประเทศ อาทิ จัดการเจรจาธุรกิจออนไลน์ (OBM) ในกลุ่มสินค้าเกษตรแปรรูปและอาหาร BCG ในงาน Agro Fex 2023 ที่ จ.นครราชสีมา สินค้าเครื่องจักรกลการเกษตร ในงาน THAITAM การจัดงาน Muay Thai Global Power เป็นต้น
ส่วนกิจกรรมในต่างประเทศ จะมุ่งจัดกิจกรรมเน้นตลาดศักยภาพ 6 ภูมิภาค คือ ตะวันออกกลางและแอฟริกา จีนและฮ่องกง อาเซียน อเมริกาเหนือและลาตินอเมริกา เอเชียตะวันออกและโอเชียเนีย และยุโรป โดยมีกิจกรรมไฮไลต์ ได้แก่ การจัดคณะผู้บริหารระดับสูงกระทรวงพาณิชย์และภาคเอกชน (Goodwill Mission) เยือนงานแสดงสินค้า China International Import Expo (CIIE 2023) ณ นครเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน
นายภูมิธรรม กล่าวว่า นอกจากนี้ ได้มอบนโยบายให้จัดทำเป้าหมายการส่งออกและแผนขับเคลื่อนการส่งออก ปี 2567 ร่วมกับภาคเอกชน ทูตพาณิชย์เพื่อผนึกกำลังเร่งรัดผลักดันการส่งออก รวมถึงเน้นการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดระหว่างทูตพาณิชย์กับพาณิชย์จังหวัดเพื่อขยายโอกาสในการส่งออกสินค้าของผู้ประกอบการรายย่อย (เอสเอ็มอี) และสินค้าชุมชนผ่านช่องทางหลากหลาย รวมถึงแพลตฟอร์มออนไลน์ และการจัดโรดโชว์ไปยังประเทศต่างๆ เพื่อเปิดตลาดสินค้าและธุรกิจบริการ
“กระทรวงฯ ให้ทูตการค้าที่ประจำทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทำงานเชิงรุกดูความต้องการของตลาดต่อเนื่อง ว่าสินค้าใดเป็นที่นิยม รวมถึงการขยายสินค้าอื่นๆ ที่ดึงดูดความน่าสนใจลงพื้นที่นั้นมากขึ้น”นายภูมิธรรมกล่าว
ทั้งนี้ ได้พูดคุยถึงการผลักดัน 3 ประเด็นหลัก เพื่อเพิ่มรายได้เข้าประเทศ อาทิ 1.การพัฒนาผู้ประกอบการ โดยให้กรมฯจัดการอบรมแก่ผู้ประกอบการรายเล็กให้สามารถเติบโตและผลิตสินค้าที่สามารถส่งออกตลาดใหม่ๆ ได้ 2.พัฒนาสินค้าให้เหมาะสม มีความน่าสนใจ และสร้างมูลค่าเพิ่มต่อการส่งออก และ 3.การเพิ่มช่องทางการค้าใหม่ๆ ซึ่ง 3 เรื่องนี้เป็นหลักสำคัญที่สร้างรายได้ให้กับประเทศ โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ได้ดำเนินการมาตลอดและสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่ผลักดันร่วมกัน
นายภูมิธรรม กล่าวว่า นอกจากนี้ ได้เจรจากับธุรกิจภาพยนตร์ของประเทศจีน โดยเฉพาะเรื่องลิขสิทธิ์ ซึ่งถัดไปทั้ง 2 ประเทศจะตั้งหน่วยงานร่วมกันเรื่องของลิขสิทธิ์ร่วมกัน เพื่อให้ความมั่นใจกับผู้ผลิต เพราะที่ผ่านมาไทยและจีนมีความร่วมมือการผลิตผลิตภาพยนตร์สะท้อนวัฒนธรรมของแต่ละประเทศ แต่ขณะนี้มีความกังวลเรื่องข้อจำกัดที่เป็นข้อบังคับของรัฐบาลจีนยังเป็นปัญหาต่อการส่งออกด้านภาพยนตร์ไทย แต่พยายามหาช่องทางที่จะผลักดันเกิดการส่งออกมากขึ้น ดังนั้น จึงมีการตั้งฝ่ายลิขสิทธิ์ทั้ง 2 ฝ่ายที่คอยพิจารณาถึงข้อบังคับ และกฎหมาย รวมถึงความเหมาะสม จะทำให้เกิดรูปธรรมมากขึ้น โดยแนวโน้มเป็นในทิศทางที่ดีขึ้น
“นโยบายหลักไทยกับจีนในภูมิภาคนี้ก็เป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ ซึ่งเรากับเขาเสมอกัน เราต่างเป็นเป้าหมายทางการตลาด จีนอยากมีอิทธิพลทางทะเลและอิทธิพลร่วมกัน อีกทั้งไทยตามภูมิรัฐศาสตร์เป็นเซ็นเตอร์ที่เหมาะสมกับการค้าขายเชื่อมต่อทั้งในเอเชียตะวันออกและทางจีนตอนใต้ เป็นประโยชน์ร่วมกัน”นายภูมิธรรม กล่าว

