นายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ดีอาร์ไอ) กล่าวภายหลังการจัดงานสัมมนาเรื่อง “ชวนสังคมลงทุน” ถึงภาพรวมโครงการศึกษาการลงทุนด้านสังคมเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนของภาคีสุขภาวะว่า ปัจจุบันไทยมีเงินบริจาคเพื่อการกุศลโดยเฉลี่ยปีละ 7 หมื่นล้านบาท เนื่องจากคนในสังคมส่วนใหญ่กว่า 90% มักจะบริจาคเงินเพื่อความสบายใจ การช่วยเหลือสังคมในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาแม่วัยใส การเลิกเรียนกลางคัน ปัญหานักเรียนตีกัน ปัญหาผู้ติดยาเสพติด การขาดโอกาสทางสังคม ผู้ป่วยติดเตียง หรือปัญหาอื่นๆ จึงไม่ได้ถูกแก้อย่างยั่งยืน ในขณะเดียวกันแม้ว่าภาคสังคมจะได้รับงบอุดหนุนจากภาครัฐผ่านกองทุนด้านสังคมต่างๆ อีก 400 ล้านบาท แต่ที่ผ่านมามีปัญหาเรื่องการบริหารจัดการเงินให้มีประสิทธิภาพ
นายสมเกียรติกล่าวว่า นอกจากนี้แล้ว เมื่อมาพิจารณาในข้อกฎหมายจะพบว่า มาตรการด้านภาษียังมีข้อจำกัด อาทิ หากองค์กรใดมีค่าใช้จ่ายด้านการบริหารจัดการมากกว่า 40% ของงบประมาณดำเนินการในแต่ละปี จะทำให้มูลนิหรือองค์กรนั้นไม่ได้รับประกาศให้เป็นสถานสาธารณะกุศล ตามประกาศกระทรวงการคลังว่าด้วยภาษีเงินได้และภาษีมูลค่าเพิ่ม ดังนั้น มาตรการด้านภาษีนอกจากจะไม่สร้างแรงจูงใจสำหรับผู้บริจาคแล้ว ยังเป็นอุปสรรคสำหรับองค์กรภาคสังคมหรือผู้ให้บริการด้านสังคม ซึ่งจำเป็นต้องใช้งบประมาณเพื่อบริหารจัดการและบริหารอัตรากำลังคน ทั้งนี้มีข้อสังเกตว่ากรมสรรพากรที่มีบทบาทหลักในการจัดเก็บรายได้ให้กับรัฐบาล จะมีปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่ เนื่องจากจะต้องให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีหรือยกเว้นภาษีด้วย
“ดังนั้นจึงมีข้อเสนอว่าควรตั้งองค์กรตัวกลาง เพื่อบูรณาการงานในองค์กรภาคสังคมต่างๆ ให้ทำงานเชื่อมถึงกัน นอกจากนี้มีข้อเสนอต่อภาครัฐว่า ควรจะตั้งคณะกรรรมการส่งเสริมการลงทุนด้านสังคม ในลักษณะองค์กรอิสระที่ขึ้นต่อรัฐสภา โดยมีบทบาทให้การสนับสนุนสิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่ผู้ให้บริการทางสังคม ที่สามารถอ้างอิงผลลัพธ์ได้ คล้ายกับชาริตี้ แอคของอังกฤษ ดังนั้นเมื่อเมื่อเปลี่ยนการช่วยเหลือสังคมจากการบริจาคอย่างที่ผ่านๆ มา เป็นรูปแบบการลงทุนเพื่อสังคม จะทำให้เห็นผลการแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม และสามารถแก้ปัญหาสังคมได้ในระยะยาว” นายสมเกียรติกล่าว
นางวรวรรณ ธาราภูมิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม บัวหลวง จำกัด และประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย เปิดเผยว่า จ้อเสนอของทีดีอาร์ไอจะช่วยยกระดับการพัฒนางานสังคมไปอีกขั้นหนึ่ง ที่เป็นการสร้างผลลัพธ์ทางสังคมที่จับต้องได้ ที่ผ่านมาบลจ.บัวหลวงได้ร่วมกับภาคสังคมก่อตั้งกองทุนรวมคนไทยใจดีหรือบีคายด์ ขึ้นเมื่อ 2 ปีที่แล้ว โดยนำค่าบริหารจัดการกองทุน 40% ไปพัฒนาโครงการเพื่อสังคมหรือองค์กรสาธารณะประโยชน์ รวมทั้งสิ้น 32 โครงการ รวมเป็นเงินประมาณ 25 ล้านบาท ขณะนี้มีผู้รับประโยชน์จากโครงการแล้วประมาณ 1.3 หมื่นคน คาดว่าหากทุกโครงการดำเนินการแล้วเสร็จ จะมีผู้รับประโยชน์เพิ่มเป็น 8.29 แสนคน
“ในอนาคตคาดว่าผู้ลงทุนจะให้ความสนใจมากขึ้น เพราะนอกจากจะเป็นการลงทุนทั่วไปที่ผู้ลงทุนจะได้รับผลประโยชน์แล้ว ยังสามารถช่วยเหลือสังคมได้อีกทางหนึ่ง จึงมองว่ากองทุนเพื่อสังคมจะเป็นเทรนด์การลงทุนในอนาคต ทั้งนี้คาดว่าเมื่อผลลัพธ์การช่วยเหลือสังคมเริ่มเห็นผลชัดเจน กองทุนเพื่อสังคมจะให้ผลตอบแทนดีกว่ากองทุนประเภทอื่น” นางวรวรรณกล่าว

