“ศุภวุฒิ”ชี้ปีนี้ศก.ไทยเปลี่ยนแปลงจาก 3 เรื่องใหญ่

11.01.17 | 18:16 น.

นายศุภวุฒิ สายเชื้อ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ภัทร จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า การเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจไทยจะเกิดจากการเปลี่ยนแปลงจาก 3 เรื่องใหญ่ในปีนี้ 1.การเปลี่ยนรัฐบาลบริหารบ้านเมืองเมื่อมีการเลือกตั้งในช่วงปลายปีนี้ อย่างไรก็ตามแม้จะมีการเลือกตั้งในปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า ซึ่งจะมีผลต่อมุมมองของนักลงทุนต่างชาติไม่มากก็น้อย ตลอดจนต้องติดตามแผนยุทธศาสตร์ชาติระยะเวลา 20 ปี ว่าจะมีการออกกฎหมายควบคุมแผนและผูกมัดการดำเนินการตามแผนอย่างไร เพราะตามหลักการหากรัฐบาลใดเข้ามาบริหารต้องทำตามกรอบที่กำหนดไว้ในแผน แต่จะมีอีกด้านเป็นกังวลว่า แผนดังกล่าวมีความชัดเจน ไม่มีความยืดหยุ่น หากเกิดข้อผิดพลาดเกิดขึ้นในอนาคต จะทำให้สถานการณ์แย่ลงไปหรือไม่ ดังนั้น ต้องมีความเหมาะสม มีความพอดี น่าสนใจมากว่าว่าจะออกมาเป็นอย่างไร 2.จากการคาดการณ์ของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ระบุว่า ประชากรในวัยทำงานจะเริ่มลดลงต่อเนื่องในเศรษฐกิจยุคใหม่ของเมืองไทย หากจะมีการลงทุนเพื่อลดใช้แรงงาน หรือลงทุนเพื่อรองรับยุคของสังคมผู้สูงอายุ จึงต้องเตรียมตัวรองรับสถานการณ์ดังกล่าว


3.การเปลี่ยนแปลงรองรับสถานการณ์โลก เมื่ออัตราดอกเบี้ยมีแนวโน้มสูงขึ้น และปีนี้สหรัฐอาจมีแนวโน้มปรับดอกเบี้ยอีก 3 ครั้ง จากปีที่ผ่านมาระบุต้องการปรับ 4 ครั้ง แต่จริงๆ แล้วปรับขึ้นได้เพียงครั้งเดียว แต่ในปีนี้ดูจากปัจจัยการขยายตัวเศรษฐกิจเต็มที่ การจ้างงานเพิ่มขึ้น อัตราเงินเฟ้อปรับเพิ่มขึ้น ขณะที่ยุโรปเมื่อมาตรการผ่อนคลายในเชิงปริมาณทางการเงิน (QE) พิมพ์เงินอัดฉีดออกสู่ระบบเริ่มลดลง รวมทั้งเยอรมนีเมื่อจีดีพีโตเต็มที่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องให้ดอกเบี้ยต่ำกว่าปกติ และแบงก์ชาติของญี่ปุ่นยังใช้มาตรการ QE ด้วยการกำหนดให้พันธบัตรรัฐบาลมีดอกเบี้ยเป็นศูนย์ จึงเหลือมาตรการ QE เพียงประเทศเดียวในโลก สัญญาณดังกล่าวจึงส่งผลต่อประเทศไทย โดยทำให้พันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 10 ปี ปรับเพิ่มจาก 2.15% ช่วงมิถุนายนปี 2559 เป็น 2.75% ในเดือนมกราคม 2560 เช่นเดียวกับพันธบัตรอายุ 6 เดือน เพิ่มจาก 1.45% เป็น 1.50% นับว่าตลาดปรับเพิ่มล่วงหน้าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ไปแล้ว

นายศุภวุฒิ กล่าวว่า ปัจจัยเสี่ยงของเศรษฐกิจโลก เปลี่ยนจากตะวันออกกลาง กลายเป็นสงครามการค้าระหว่างจีน กับสหรัฐ หลังโดนัล ทรัมป์เข้ามาเป็นประธานาธิบดี เพราะขนาดเศรษฐกิจของสหรัฐสูงเป็นอันดับหนึ่งของโลกด้วยจีดีพี 17 ล้านล้านบาท ขณะที่จีนใหญ่เป็นอันดับสองที่ 11 ล้านล้านบาท จากมูลค่ารวมทั้งโลกราว 70 ล้านล้านบาท หากรวมทั้ง 2 ประเทศกว่า 1 ใน 3 ของจีดีพีโลก และที่สำคัญไปมากกว่านั้น ต้องติดตามความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจของสหรัฐกับจีนจะมีแนวโน้มอย่างไร เพราะหากสหรัฐทำสงครามเศรษฐกิจกับจีนย่อมกระทบกับญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน อาเซียน เพราะจีนเป็นตลาดส่งออกหลักของกลุ่มประเทศเหล่านี้