นายพีระพล ถาวรสุภเจริญ รองปลัดกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า สหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทยได้เข้ายื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีและกระทรวงคมนาคมเพื่อเสนอแนวทางส่งเสริมการแก้ไขรถบรรทุกน้ำหนักเกินอย่างยั่งยืน กระทรวงคมนาคมจึงได้จัดประชุมร่วมกันระหว่างสหพันธ์การขนส่ง กรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท กรมการขนส่งทางบกและสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร เพื่อเข้าร่วมรับฟังข้อเสนอและมาตรการการแก้ไขปัญหารถบรรทุกน้ำหนักเกินให้เป็นไปตามกฎหมาย ประกอบด้วย 1.ปรับแก้กฎหมายการบรรทุกสินค้าโดยขยายฐานความผิดให้ครอบคลุมไปถึง ผู้ว่าจ้าง เจ้าของสินค้าและบริษัทผลิตไปจนถึงผู้ขับรถบรรทุกเพราะถือว่ามีส่วนร่วมในการกระทำผิด 2.เพิ่มบทลงโทษและค่าปรับเป็นแบบอัตราก้าวหน้าตามน้ำหนักที่บรรทุกเกิด อาทิ บรรทุกเกิน 500 กิโลกรัมปรับขั้นต่ำและบรรทุกเกิน 10 ตันต้องปรับขั้นสูงหรือ กระทำผิดครั้งที่ 1 ปรับ 20% ของมูลค่ารถความผิด ครั้งที่ 2 ปรับ 50% ของมูลค่ารถที่ทำความผิด และครั้งที่ 3 ทำการยึดยึดพาหนะและใบประกอบกิจการหรือใบอนุญาตขับขี่ 3.การแต่งตั้งคณะทำงานร่วมแบบประชารัฐระหว่างภาครัฐและเอกชนร่วมกันวิเคราะห์แนวทางแก้ปัญหาตลอดจนสนับสนุนให้เกิดการบูรณาการในทุกภาคส่วนอย่างเป็นระบบและโปร่งใส 4.การกำหนดอัตราคิดน้ำหนักรูปแบบใหม่โดยแยกระหว่างน้ำหนักตัวรถบรรทุกและน้ำหนักรอบเพลาเพื่อให้การตรวจสอบผู้กระทำผิดบรรทุกเกินเป็นไปมากยิ่งขึ้น 5.เสนอให้นายกรัฐมนตรีใช้ มาตรา 44 ตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว เพื่อแก้กฎหมายและแสดงความตั้งใจในการแก้ปัญหาอย่างจริงจัง
“โดยจะนำข้อเสนอมาสรุปแล้วนำเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมภายในสัปดาห์หน้า หากได้รับความเห็นชอบกระทรวงคมนาคมจะเร่งตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างเอกชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณาความเป็นไปได้ในแต่ละข้อเสนอรวมถึงแนวทางการแก้กฎหมายและนำไปบังคับใช้ในอนาคต”นาย พีระพลกล่าว
นายพีระพล กล่าวต่อว่า ข้อเสนอดังกล่าวเป็นแนวทางที่ดีเพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหารถบรรทุกน้ำหนักเกินอย่างเป็นรูปธรรมเพราะเป็นปัญหาที่นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญโดยเฉพาะการตั้งคณะทำงานร่วมกันแบบประชารัฐโดยใช้ต้นแบบจากโครงการถนนสีขาวของจังหวัดฉะเชิงเทรา หรือ ฉะเชิงเทราโมเดล ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างภาคประชาชน ภาคเอกชน อัยการ ปลัดจังหวัด ทหาร ตำรวจ กรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบท โดยมีผู้ว่าราชการฉะเชิงเทราเป็นประธานขับเคลื่อนแบบบูรณาการโดยมีองค์กรภาคเอกชนและประชาสังคมเข้าร่วมมือ จนในที่สุดสามารถลดปริมาณผู้กระทำผิดในพื้นที่ลงได้ควบคู่ไปกับสร้างความโปร่งใสในการทำงานให้กับเจ้าหน้าที่รัฐจากการมีส่วนร่วมตรวจสอบของภาคประชาชน ซึ่งเป็นโครงการนำร่องที่ดี ที่อยากให้ทำแบบเดียวกันทุกจังหวัด ส่วนด้านการแก้ไขกฎหมายเพื่อเอาผิดผู้จ้างวานและบริษัทสินค้านั้นมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นเนื่องจากทางสหพันธ์การขนส่งทางบกได้ร่วมหารือกับผู้ประกอบการและบริษัทเอกชนรายใหญ่แล้ว เกิดการสะท้อนเสียงตอบรับที่ดีมีความพร้อมที่จะรับผิดชอบปัญหาดังกล่าว ประกอบกับกรมทางหลวงได้มีการปรับแก้กฎหมายบรรทุกเกินบางส่วนเพื่อนำมาบังคับใช้แล้วก่อนหน้านี้เพื่อบรรเทาปัญหาที่เกิดขึ้น

