‘เอกชน’ ไม่กังวลเลื่อนแจกเงินหมื่น แนะรัฐแบ่งจ่ายรายงวด ห่วงงบหมดไม่พอลงทุนด้านอื่น

22.10.23 | 12:16 น.

‘เอกชน’ ไม่กังวลเลื่อนแจกเงินหมื่น แนะรัฐแบ่งจ่ายรายงวด ห่วงงบหมดไม่พอลงทุนด้านอื่น

นายธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย (อีคอนไทย) กล่าวถึงการทำนโยบายกระเป๋าเงินดิจิทัล 1 หมื่นบาท ที่ล่าสุดกำหนดการใช้งานอาจไม่ทันเดือนกุมภาพันธ์ 2567 ว่า นโยบายนี้ของรัฐบาลเมื่อมีการประกาศแล้วมีประชาชนที่รอคอยการสนับสนุนเงินจากรัฐ หากทำได้ตามกำหนดการเดิมก็เป็นเรื่องดี เพราะสามารถกระตุ้นการใช้จ่ายภาคครัวเรือนได้จริงจากเม็ดเงินถูกใส่ในระบบเศรษฐกิจถึง 5.6 แสนล้านบาท ขณะเดียวกัน ถ้าไม่สามารถทำได้ตามระยะเวลากำหนดก็ไม่กังวลเพราะไม่ได้ยกเลิกนโยบายนี้ ซึ่งจะดำเนินการช่วงเวลาใดก็สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้จริง

อย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์ปัจจุบันการทำนโยบายนี้ไม่ทันตามกำหนดการเดิม เนื่องจากรัฐบาลรับฟังเสียงท้วงติงจากหลายภาคส่วนสะท้อนความกังวล ทั้งเรื่องรัศมีที่กำหนดการใช้งาน เรื่องแอพพลิเคชั่นที่มีการใช้งานเทคโนโลยีใหม่โดยบล็อกเชนจะรองรับผู้ใช้สิทธิจำนวนมากได้หรือไม่ และลักษณะเงินถูกใช้งานอาจทำรูปแบบคริปโทเคอร์เรนซีที่ประชาชนไม่คุ้นเคย รวมถึงการใช้เงินงบประมาณสูงถึง 5.6 แสนล้านบาท ที่นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์มองถึงประโยชน์ที่ได้นั้นไม่คุ้มค่าต่อการลงทุน

“จากปัญหาที่รัฐเผชิญอยู่ตอนนี้ เป็นโจทย์ที่ต้องกลับไปแก้ไขว่านโยบายนี้จะทำอย่างไรให้ประชาชนสามารถใช้งานได้จริง อีกทั้งเรื่องงบที่จะนำมาใช้งาน หากกู้เงินมาลงทุนต้องดูถึงผลที่จะได้รับกลับมาว่าคุ้มค่าหรือไม่ เชื่อว่าประชาชนรอได้ แต่รัฐต้องมีคำตอบที่ชัดเจนด้วย” นายธนิตกล่าว

นายธนิตกล่าวว่า การกระตุ้นเศรษฐกิจโดยรัฐบาลนำเงิน 5.6 แสนล้านบาท เป็นการนำเงินก้อนใหญ่มาลงทุนครั้งเดียวที่จะเป็นนโยบายที่ใช้ในปี 2567 กังวลว่าทั้งปีหน้านั้นอาจจะไม่มีการลงทุนด้านอื่นๆ จากรัฐ หรือมีการลงทุนน้อยลง เนื่องจากงบเหลือไม่เพียงพอใช้จ่ายในโครงการอื่น ดังนั้น เพื่อให้เศรษฐกิจยังเดินหน้าต่อเนื่อง โดยการกระตุ้นใช้จ่ายของประชาชนจากนโยบายกระเป๋าเงินดิจิทัล

Advertisement

รัฐควรจะแบ่งจ่ายการให้เงินกับประชาชนจ่ายเป็นรายไตรมาสแบ่งเป็น 4 ไตรมาส ไตรมาสละ 2,500 บาท และเมื่อจบ 1 ไตรมาส รัฐต้องสรุปรายละเอียดจากเม็ดเงินที่ใช้มีการกระตุ้นเศรษฐกิจ และมีรายได้กลับเข้ารัฐเป็นจำนวนเท่าไหร่ อีกทั้งการแบ่งจ่ายเงินรายไตรมาส ทำให้รัฐมีงบไปลงทุนงานส่วนอื่นๆ ได้เช่นกัน จากเม็ดเงินในไตรมาสอื่นๆ ยังไม่ถูกปล่อยมาใช้ รวมถึงเงินที่ไหลเวียนกลับเข้ารัฐในรูปแบบของรายได้จากการแบ่งจ่ายรายไตรมาสให้กับประชาชน

“รัฐใช้งบสูงในนโยบายนี้ ทำให้การลงทุนด้านอื่นของรัฐน้อยลงในปีหน้า ดังนั้น ถ้ารัฐแบ่งจ่ายเงินรายไตรมาสได้ก็ทำให้มีเงินเหลือไปหมุนเวียนด้านลงทุนเพิ่ม ซึ่งการทำระบบลักษณะนี้ รัฐต้องทำงานหนักมากขึ้น และต้องทำระบบการรับเงิน การสรุปรายละเอียดด้านต่างๆ อย่างเป็นระบบซึ่งมองว่ารัฐสามารถทำได้” นายธนิตกล่าวปิดท้าย