เอกชนมั่นใจ‘เซลส์แมน เศรษฐา’ข้ามน้ำข้ามทะเล แรงส่งโมเมนตัม‘ลงทุน-การค้า’ทะลักเข้าไทย

23.10.23 | 12:17 น.
เอกชนมั่นใจ‘เซลส์แมน เศรษฐา’ข้ามน้ำข้ามทะเล แรงส่งโมเมนตัม‘ลงทุน-การค้า’

หลังเข้ารับตำแหน่งร่วม 2 เดือน เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เดินหน้าเต็มกำลังในการผลักดันนโยบายการเปิดตลาดการค้าใหม่ๆ กับนานาประเทศ ด้วยการบินลัดฟ้าไปปฏิบัติภารกิจในต่างแดน ผ่านโปรแกรมการประชุมสุดยอดผู้นำบนเวทีโลกต่างเกิดขึ้นหลายวาระ โดยนายกฯได้เข้าร่วมประชุมแล้วกว่า 7 ประเทศ 2 ทวีป ทั้งฝั่งสหรัฐและแถบเอเชีย และจากนี้ยังมีภารกิจเดินทางต่อเนื่องจนถึงสิ้นปี

การปฏิบัติภารกิจในต่างแดนนั้น “เศรษฐา” ได้วางบทบาทเป็น “เซลส์แมนประเทศ” เดินหน้าเจรจากับบิ๊กผู้นำยักษ์ใหญ่ในแต่ละอุตสาหกรรม ด้วยความหวัง ถ้านโยบายของไทยและนานาประเทศหมุนไปทิศทางเดียวกัน จะสนับสนุนให้การพบปะราบรื่นดี หรือเกิดผลสำเร็จขึ้นโดยเร็ว ปลายทางเป้าหมายคือเกิดการสนับสนุนด้านการค้า เพิ่มจำนวนนักลงทุนและเพิ่มเม็ดเงินลงทุนครั้งใหม่เข้าประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นฐานการผลิต หรือเป็นฐานซัพพลายเชนทางเศรษฐกิจของโลก

⦁ไทยเนื้อหอมนักลงทุนรับลูก
กระนั้น ในฝั่งของเอกชนที่เป็นตัวขับเคลื่อนหลักตามนโยบายรัฐบาล ต่างคาดหวังให้ผลสัมฤทธิ์เกิดขึ้นโดยเร็ว และเหมือนจะเห็นผลบ้างแล้ว หลังจากนายกฯเศรษฐา เข้าร่วมการประชุมเวทีข้อริเริ่มสายแถบและเส้นทางครั้งที่ 3 (BRF) ที่สาธารณรัฐประชาชนจีน สะท้อนจาก เกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวถึงผลจากการเดินทางไปประเทศจีนร่วมกับคณะของนายกรัฐมนตรี เอกชนได้รับการตอบรับจากนักลงทุนจีนอย่างดีเยี่ยม โดยเฉพาะการลงทุนอุตสาหกรรมเกี่ยวกับการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) รวมถึงอุตสาหกรรมเป้าหมายอย่างพลังงานสะอาดและดิจิทัล โดยมี 6 บริษัทได้ตอบรับการลงทุนในครั้งนี้ อาทิ CRRC Group, Alibaba Group Corporate, Xiaomi, Ping An, CITIC Group และ China North Industries Corporation นอกจากนี้ ยังมีธุรกิจอื่นๆ นับ 10 ราย ได้เข้ามาติดต่อเจรจากับนายกฯด้วย ทั้งนี้ ส่วนของเอกชนคาดหวังว่าการร่วมมือจะทำให้บริษัทของคนไทยที่มีประสบการณ์การผลิตชิ้นส่วนต่างๆ จากการผลิตชิ้นส่วนรถยนต์สันดาป ได้เข้าไปเป็นหนึ่งในซัพพลายเชนนี้ รวมถึงจะได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีใหม่ๆ มาขยายโอกาสการพัฒนาฝีมือคนไทย

“การเยือนจีนของนายกฯเศรษฐา นอกจากจะมุ่งสร้างความเชื่อมั่นระดับประเทศ มีการเจรจาถึงนโยบายการทำงานของรัฐระหว่างไทยและจีนมุ่งเดินหน้าในอุตสาหกรรมเดียวกัน อีกทั้งการเจรจาที่ดีจะช่วยดึงการลงทุนจากจีนได้มากขึ้น ปัจจุบันจีนเข้ามาลงทุนอันดับ 1 ของไทยยังครองแชมป์มาอย่างยาวนาน หากความร่วมมือยังคงมีอยู่จะส่งผลให้เศรษฐกิจไทยขยับขยายเติบโตต่อในอนาคต” ประธาน ส.อ.ท.กล่าว

ทั้งนี้ จากข้อมูลคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) ในช่วง 8 เดือนแรก 2566 มีจำนวน 801 โครงการ เพิ่มขึ้น 52% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน และมีเงินลงทุน 365,198 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 73% โดยจีนเป็นประเทศที่มีมูลค่าเงินลงทุนมากที่สุด มูลค่า 90,346 ล้านบาท จากจำนวน 228 โครงการ ส่วนใหญ่ลงทุนในอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ รองลงมาคือสิงคโปร์ เงินลงทุน 76,437 ล้านบาท จากจำนวน114 โครงการ เป็นการลงทุนในอุตสาหกรรมพลังงานแสงอาทิตย์และแผ่นวงจรพิมพ์ และญี่ปุ่น เงินลงทุน 40,554 ล้านบาท จากจำนวน 156 โครงการ ส่วนใหญ่ลงทุนในอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์

Advertisement

⦁สร้างแต้มต่อเปิดเสรีเอฟทีเอ
ขณะที่ภาคการส่งออกของไทยยังซบเซาก็มีทิศทางดีขึ้น โดย วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์อาหารแปรรูปและอาหารแห่งอนาคต สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การดำเนินงานของรัฐบาลจากการเดินทางไปต่างประเทศ เป็นแนวทางที่ดีต่อเศรษฐกิจ โดยเฉพาะภาคการส่งออกที่ต้องออกแรงสนับสนุนต่อเนื่อง ซึ่งการแก้โจทย์ด้วยการเพิ่มเขตการค้าเสรี(เอฟทีเอ) เพิ่มมากขึ้น เพราะไทยยังมีจำนวนน้อย และตามหลังประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งเขตการค้าเสรีเป็นหัวใจสำคัญที่ไทยต้องขยายให้ได้ทุกโซน ปัจจุบันถ้าไม่มีการค้าเสรีกับประเทศใดแล้ว ยอดขายกับประเทศนั้นจะน้อยมาก และโอกาสเติบโตยาก เนื่องจากติดปัญหาเรื่องกำแพงภาษี

อย่างไรก็ตาม แม้การพูดคุยในระดับเวทีโลกจะยังไม่ถึงการลดระยะเวลาการลงนามเขตการค้าเสรีให้สั้นลงได้ เพราะการเจรจาในแต่ละพื้นที่ที่จะทำการค้าเสรีมีกำหนดกรอบการทำงานชัดเจนอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ทำได้คือความชัดเจนว่าไทยยังมีนโยบายนี้และผลักดันอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการสานสัมพันธ์ระหว่างกันอย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้การเจรจาราบรื่นขึ้น เช่น ระหว่างการประชุมหากมีปัญหา หรือติดอุปสรรคใดๆ แล้ว ผู้นำสามารถยกหูติดต่อระหว่างกันเป็นการเฉพาะสามารถทำได้และถือเป็นเรื่องดี

“ส่วนเรื่องกฎหมายเป็นอุปสรรคต่อการลงทุนของชาวต่างชาติ รัฐต้องแก้ไขเรื่องการอำนวยความสะดวกด้านต่างๆ หรือลดละการทำงานซ้ำซ้อน ซึ่งการนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาช่วยจะลดปัญหาเรื่องนี้ได้มากขึ้น เพราะก่อนหน้านี้ นักลงทุนต้องติดต่อหน่วยงาน 20-30 หน่วยงานกว่าจะตั้งโรงงานได้ แต่ถ้ารัฐปรับระบบให้เป็นวันสต๊อปเซอร์วิสได้ หรือมีที่ตั้งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ในที่เดียวได้จะเป็นเรื่องดี ช่วยลดระยะเวลาและต้นทุนในการทำธุรกิจ เชื่อว่าคงเป็นภาพที่ต่างชาติอยากเห็น” วิศิษฐ์กล่าว

⦁อย่าลืมติดปีกเอสเอ็มอีไทย
ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการรายย่อย (เอสเอ็มอี) ก็มีความหวัง ซึ่ง แสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย สนับสนุนให้ผู้นำประเทศ โดยนายกรัฐมนตรีไทยในอดีตเองเคยเป็นผู้ประกอบการ และการเดินสายเจรจากับผู้นำในต่างประเทศต่อเนื่อง โดยความคาดหวังจากภาคเอกชนคือการส่งเสริมการค้าและการลงทุน นอกจากจะดึงนักธุรกิจต่างประเทศเข้าไทยแล้ว ต้องสนับสนุนให้นักธุรกิจไทยได้ขยายโอกาสไปต่างประเทศด้วย อีกทั้งต้องไม่ลืมผู้ประกอบการรายย่อย เพราะไม่เพียงแต่มีผู้ประกอบธุรกิจขนาดใหญ่ที่พร้อมขยายตลาดไปต่างประเทศเท่านั้น ไทยยังมีผู้ประกอบการรายย่อยจำนวนมากมีความพร้อมจะเข้าไปเชื่อมโยงการค้าการลงทุนด้วย เช่น ธุรกิจที่เกี่ยวกับซอฟต์เพาเวอร์ ธุรกิจแฟรนไชส์ ธุรกิจการทำสปาและสุขภาพ รวมถึงธุรกิจร้านอาหาร นอกจากนี้ มีธุรกิจค้าปลีกที่ผลิตผลิตภัณฑ์หรือสินค้าต่างๆ มีลักษณะเฉพาะของไทย มีความต้องการไปเปิดตลาดในต่างประเทศ ซึ่งรัฐต้องนำโอกาสนี้ให้ผู้ประกอบการรายย่อยเข้าถึงด้วย

สิ่งสำคัญนายกฯเศรษฐาจะใช้เวทีในการพบปะเจรจาเพื่อนำเสนอความพร้อมด้านต่างๆ ให้นักลงทุนได้พิจารณาเข้ามาลงทุนในไทย ผลจากการทำการค้าและการลงทุน ทำให้เกิดการจ้างงาน การถ่ายทอดเทคโนโลยี และสามารถเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับประเทศมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะขณะนี้กระบวนการที่ต้องทำควบคู่กันไปคือการเร่งเรื่องเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ที่ต้องมีความชัดเจน เพื่อให้นักลงทุนที่สนใจธุรกิจในแต่ละด้านได้มองเห็นถึงโอกาส ศักยภาพ และขีดความสามารถของไทย

“รวมถึงต้องไม่ลืมนอกจากปัจจัยด้านโครงสร้างพื้นฐานแล้ว สิ่งสำคัญ คือ ขีดความสามารถของแรงงานไทย และผู้ประกอบการไทยที่จะมาเชื่อมต่อในซัพพลายเชนนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยกระดับคุณภาพด้านต่างๆ ของไทยได้ทัดเทียมนานาประเทศด้วย” แสงชัยระบุ

ทางวิชาการอย่าง ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ระบุว่า จะเห็นภาพชัดเจนของการเดินสายของนายกฯเศรษฐา มุ่งดึงนักลงทุนต่างชาติมาลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ ซึ่งหากทุกอย่างเป็นอย่างหวัง กว่าเม็ดเงินที่ประเมินไว้เป็นแสนๆ ล้านบาท คืบหน้าจริงโดยเร็วสุด น่าจะเป็นรูปร่างปลายปี 2567 และเห็นชัดปี 2568 ดังนั้น เศรษฐกิจไทยในช่วงปีจากนี้ ยังต้องพึ่งพางบรัฐกระตุ้นบริโภค ประคองส่งออกและท่องเที่ยว

จากการปฏิบัติหน้าที่อย่างชีพจรลงเท้าของ “เซลส์แมน เศรษฐา” เสมือนการหว่านเมล็ดลงดิน ส่วนจะงอกเงยเร็วหรือช้า ต้องให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์