‘ทอง-บาท-หุ้น’ ผันผวน เตือนรับมือพิษสงคราม

23.10.23 | 05:43 น.

‘ทอง-บาท-หุ้น’ ผันผวน เตือนรับมือพิษสงคราม

ช่วง 9 เดือนแรกปี 2566 นี้ ประเทศไทยเผชิญปัจจัยรุมเร้าไปพร้อมกับทั่วโลก นับจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน มาถึงอิสราเอล-ฮามาส ซ้ำเติมเศรษฐกิจโลกให้แย่ลงไปอีก

ภาพใหญ่ ทั้งการท่องเที่ยว การส่งออก การลงทุนใหญ่ ลุ่มๆ ดอนๆ มาโดยตลอด ส่งผลถึงตลาดทุนตลาดเงิน ราคาทองคำและค่าเงินบาท ต่างกอดคอกันผันผวนไปหมด

กฤชรัตน์ หิรัณยศิริ ประธานกรรมการฝ่ายบริหาร กลุ่มบริษัทในเครือเอ็มทีเอส โกลด์ แม่ทองสุก (MTS) หนึ่งในผู้ค้าทองรายใหญ่ของไทย มองถึงทิศทางราคาทองคำ มองว่าราคาทองคำยังมีโอกาสขยับต่อเนื่อง และทำนิวไฮไปเรื่อยๆ มองไปที่สูงสุด 35,000 บาทต่อทองคำ 1 บาท จากปัจจัยหลักคือเรื่องสงคราม เชื่อว่าเหตุการณ์รุนแรงในอิสราเอลไม่ได้จบลงเร็วๆ นี้ ดูเหมือนต่างฝ่ายต่างมีพันธมิตรคอยหนุน ดังนั้นการลงทุนในทองคำ เป็นทรัพย์สินมั่นคงและมีราคา จะยิ่งมากขึ้น โอกาสที่ราคาทองคำโลกไปถึง 2,000 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ มีโอกาส แม้อาจจะเกิดช่วงสั้นๆ ก็ตาม ตอนนี้ยังมองแนวรับแบบแกว่งตัวระดับ 1,960 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ แนวต้านทะลุ 2,070 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ บวกกับปัจจัยค่าเงินบาท มีโอกาสอ่อนค่าแตะ 37-38 บาทต่อเหรียญสหรัฐ นโยบายรัฐต่างๆ ทั้งนโยบายดิจิทัลวอลเล็ตกระทบต่อเงินเฟ้อและบาทอ่อน และการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ครั้งถัดไป 31 ตุลาคมคม-1 พฤศจิกายนนี้ เชื่อว่าไม่ขึ้นอัตราดอกเบี้ย จะดันในการลงทุนทองคำสูงขึ้น อีกทั้งนักลงทุนบางส่วนกังวลต่อสถานการณ์ตลาดทุนตลาดหุ้น ก็จะยึดลงทุนทองคำในสัดส่วนมากขึ้น

จากปัจจัยข้างต้น ก็จะส่งผลต่อราคาทองคำในไทย ขยับได้อีก แต่พฤติกรรมการซื้อทองในไทย กลายเป็นคนรวยซื้อเพื่อลงทุนและเก็งกำไร ซื้อเป็นทองแท่ง ครั้ง 10-30 บาททองคำ ส่วนคนทั่วไปยังนิยมซื้อทองรูปพรรณแต่ก็ 1-2 บาท สูงสุดไม่เกิน 5 บาท กำลังขายน่าจะสูงกว่ากำลังซื้อ ภาวะซื้อขายทองคำในไทยไม่ใช่ว่าจะไม่ดี ยังขายได้ ดูจากสาขาร้านทองเปิดในห้างค้าปลีกจำนวนมาก แต่คนขายก็ต้องปรับเพิ่มขายทองแท่งและขายผ่านออนไลน์มากขึ้น อย่าง MTS ขายผ่านแอพพ์เป๋าตัง ตอนนี้ผลิตไม่ทันช่วง 4-5 วันที่ผ่านมา เคยสั่งซื้อทองแท่งและมาขอรับทองจำนวนมาก จากภาวะดอกเบี้ยสูง เศรษฐกิจซบเซา คงอยู่กับเราไปถึงปีหน้า 2567 กฤชรัตน์กล่าว

Advertisement

หากย้อนดูสถิติราคาทองคำ 5 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี 2562 ราคาขยับทุกปี ปี 2562 สูงขึ้น 1,850 บาท ปี 2563 สูงขึ้น 5,300 บาท ปี 2564 สูงขึ้น 1,800 บาท ปี 2565 สูงขึ้น 1,200 บาท ปี 2566 สูงขึ้นแล้ว 4,350 บาท เฉพาะเดือนตุลาคมสูงขึ้น 2,050 บาท เมื่อครั้งสงครามรัสเซีย-ยูเครน ทองนิวไฮที่ 32,800 บาท แต่สงครามอิสราเอล-ฮามาส ราคาทะลุ 34,200 บาท

ด้านค่าเงินบาทนั้น ธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย (อีคอนไทย) กล่าวว่า สถานการณ์ค่าเงินบาทสัปดาห์ก่อนอ่อนค่าระดับ 37 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ขณะนี้ทยอยแข็งค่าขึ้นมาอยู่ที่ 36 บาทต่อเหรียญสหรัฐ การเคลื่อนไหวของเงินบาทอยู่ในช่วงผันผวน สาเหตุมาจากการเก็งกำไรของนักลงทุนถือสกุลเงินต่างๆ เป็นสินทรัพย์ ซื้อขายตามราคาที่เกิดการเปลี่ยนแปลงในแต่ละวัน อีกทั้งจากความเชื่อมั่นของนักลงทุน รัฐบาลมีแนวโน้มใช้จ่ายเงินจำนวนมาก หรือมีความต้องการกู้เงินสูง ส่งผลต่อความกังวลของนักลงทุน เมื่อรัฐบาลกู้เงินแล้วจะมีเงินมาชดใช้ตามกำหนดหรือไม่ และปัจจัยเสี่ยงจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในโลกอย่างปัญหาสงครามอิสราเอล-กลุ่มฮามาสเข้าแทรกซ้อน จนมีผลต่อระบบเศรษฐกิจและการเงิน ทำให้นักลงทุนต่างขายสินทรัพย์เสี่ยง และเลือกถือสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างเงินเหรียญสหรัฐ หรือเลือกซื้อทองคำเก็บไว้ เพราะความผันผวนต่ำกว่าอัตราแลกเปลี่ยน

ผลกระทบทั้งปัจจัยภายนอกเรื่องสงครามอิสราเอล-กลุ่มฮามาส ตลาดทุนตลาดเงินยังปั่นป่วน และในไทยความไม่ชัดเจนของนโยบายของรัฐบาล โดยเฉพาะแจกเงิน 1 หมื่นบาท อาจทำให้ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวฝั่งอ่อนค่า และเคลื่อนไหว 35-36 บาทต่อเหรียญสหรัฐ คงยังไม่กลับไปแข็งค่า 33-34 บาทต่อเหรียญสหรัฐในเร็วๆ นี้ หากปี 2567 สถานการณ์เศรษฐกิจกลับมาดีขึ้น รัฐบาลมีแนวทางดำเนินนโยบายและการกู้เงิน รวมถึงการเรียกเก็บรายได้ที่ชัดเจน ภาคท่องเที่ยวมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าประเทศไทยมากขึ้น ภาคการส่งออกกลับมากระเตื้อง เหล่านี้จะส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดกลับมาเกินดุล หากเป็นไปตามคาดการณ์จะสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน และเงินบาทจะทยอยพลิกกลับมาแข็งค่าได้ ธนิตกล่าว

ตามรายงานจากศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่า การเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทในสัปดาห์นี้ 36.10-36.80 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ใกล้เคียงปิดตลาดวันศุกร์ที่ 20 ตุลาคม อยู่ที่ระดับ 36.52 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ปัจจัยสำคัญต้องติดตาม ได้แก่ ตัวเลขการส่งออกเดือนกันยายนของไทย สัญญาณเงินทุนต่างชาติ ทิศทางสกุลเงินเอเชีย รวมถึงสถานการณ์ในอิสราเอล

สำหรับแนวโน้มตลาดหุ้น ณัฐพล คำถาเครือ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) หยวนต้า (ประเทศไทย) ยืนยันว่า ทิศทางตลาดหุ้นไทยยังเผชิญปัจจัยเสี่ยง ผลจากความกังวลสงครามอิสราเอล-ฮามาส บานปลายหลังเหตุระเบิดโรงพยาบาลในกาซา ดัชนีหุ้นไทยรูดลงต่อเนื่อง หลุดระดับ 1,400 จุด ถือเป็นระดับจิตวิทยาสำคัญ หุ้นไทยไม่ได้ต่ำระดับนี้ นับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2563 หรือกว่า 3 ปีแล้ว สะท้อนวิกฤตสงครามรอบนี้ส่งผลกระทบรุนแรงมาก แม้ด้านพื้นฐานถือว่าประเทศไทยไม่ได้รับผลกระทบทางตรงก็ตาม

ดังนั้น ดัชนีหลุด 1,350 จุด มีโอกาสเป็นไปได้ หากสถานการณ์สงครามอิสราเอลรุนแรงมากขึ้น ขยายวงกว้างมากขึ้น มีมือที่ 3 เข้ามาอย่างชัดเจน บวกกับพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ (บอนด์ยีลด์) ไต่ระดับขึ้นกว่า 5% เป็นปัจจัยกดดันมากขึ้น ส่วนจะเห็นดัชนีหลุด 1,300 จุด ไหลลงถึง 1,200 จุดหรือไม่ ต้องติดตามสถานการณ์หากเหตุการณ์รุนแรงมากขึ้นๆ อาจเป็นไปได้ แต่มองปัจจัยพื้นฐานหุ้นไทย ต้องบอกว่าหุ้นไทยลงมากเกินไปแล้ว เชื่อว่าการปรับลดลงแรงๆ ใน 2 สัปดาห์เกือบ 100 จุดแบบนี้ สัปดาห์ถัดไปอาจดีดตัวขึ้น
(รีบาวด์) เพราะเป็นภาวะขายมากเกินไป

กลยุทธ์ลงทุนตอนนี้ อยากให้ชะลอการลงทุนเพื่อติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดก่อน ตอนนี้ต้องยอมรับว่ายังไม่อยากให้ลงทุนเพิ่มจริงๆ ยกเว้นสามารถรับความเสี่ยงสูงได้ ณัฐพลกล่าว

สำหรับสัปดาห์ถัดไป ระหว่าง 23-27 ตุลาคมนี้ บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด มองว่า ดัชนีหุ้นไทยมีแนวรับที่ 1,390 และ 1,370 จุด แนวต้านที่ 1,415 และ 1,440 จุด ตามลำดับ ปัจจัยต้องติดตาม ได้แก่ ตัวเลขส่งออกเดือนกันยายนของไทย ทิศทางเงินทุนต่างชาติ (ฟันด์โฟลว์) รวมถึงผลประกอบการไตรมาส 3/2566 ของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ไทย จะทยอยประกาศผลออกมาด้วย

ขณะที่วงในหุ้นสะท้อนว่า หากเปรียบเทียบภาพกับสงครามรัสเซียและยูเครน กับอิสราเอล-ฮามาส มีรูปแบบคล้ายกันคือ ทำสงครามกลางเมืองใส่กัน รอบนั้นหุ้นไทยให้ความสนใจประเด็นรัสเซียประมาณ 1 เดือน ก่อนเกิดการสู้รบแบบส่งกองกำลังทหารเข้าบุกโจมตีระหว่างกัน หลังจากนั้น 2 สัปดาห์ แม้ความกังวลยังมีอยู่ แต่เห็นผลกระทบผ่านดัชนีหุ้นไทยทยอยปรับลดลงอย่างต่อเนื่องจนเกือบเข้าสู่ภาวะปกติ คือดัชนีหุ้นร่วงจนหาจุดนิ่งได้ หลังจากนั้นจะตอบรับปัจจัยเชิงบวกที่เข้ามาเพื่อรอการดีดตัว (รีบาวด์) ขึ้นแทน ทำให้สงครามระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮามาสนี้ มองว่าน่าจะมีผลอยู่ในความสนใจประมาณ 1 เดือน ก่อนผลกระทบต่อหุ้นจะอยู่ประมาณ 2 สัปดาห์ไม่ต่างกัน เนื่องจากเป็นรูปแบบการทำสงครามที่มีความคล้ายกันอยู่

ปัจจัยที่กล่าวมา ล้วนเป็นสิ่งที่นักลงทุนต้องระมัดระวัง ทั้งเรื่องทอง ค่าเงินบาท และตลาดหุ้น จำเป็นต้องเกาะติดอย่างใกล้ชิดอย่างยิ่งในเวลานี้