แนะไทยควรเปิดเสรีตลาดแรงงานเพิ่มขึ้นและจูงใจให้นักวิชาชีพ แรงงานทักษะสูงเข้ามาทำงานและตั้งถิ่นฐานในประเทศไทย
รศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐกิจดิจิทัล การลงทุนและการค้าระหว่างประเทศ และ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้เปิดเผยภายหลังหารือแลกเปลี่ยนข้อมูลและความเห็นสถานการณ์ทางเศรษฐกิจระหว่างผู้บริหารและทีมนักเศรษฐศาสตร์ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ(ไอเอ็มเอฟ) นำโดยคอรีนน์ เดอเลอชาต์ หัวหน้าแผนกเอเชีย-แปซิฟิก ไอเอ็มเอฟ แอนด์ มิสซิยอง เชฟ ฟอร์ ไทยแลนด์ และ ทีมนักเศรษฐศาสตร์จากธนาคารแห่งประเทศไทย กับ ผู้บริหารหอการค้า และ นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม
รศ.ดร.อนุสรณ์ เปิดเผยว่า ทางทีมผู้บริหารและคณะนักเศรษฐศาสตร์จากกองทุนการเงินระหว่างประเทศให้ความสนใจต่อ ผลกระทบต่อการแตกตัวของโลกาภิวัตน์ การแยกขั้วของภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจของโลก(จีอีเอฟ) ต่อเศรษฐกิจ การค้าการลงทุนของไทย กระบวนการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล การสร้างความสามารถในการแข่งขัน การผ่อนคลายกฎระเบียบสำหรับการลงทุน การเพิ่มผลิตภาพ ปัญหาการขาดแคลนแรงงานและสังคมสูงวัย ผลของนโยบายประชานิยมของรัฐบาลใหม่ ประเด็นทั้งหลายเหล่านี้อยู่ในความสนใจขององค์กรระหว่างประเทศ นักลงทุนและนักวิเคราะห์เกี่ยวกับนโยบายสาธารณะ ผลกระทบต่อการแตกตัวของโลกาภิวัตน์ การแยกขั้วของภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจของโลกต่อเศรษฐกิจ การค้าการลงทุนของไทย ประเด็นผลกระทบของเรื่องนี้ ขณะนี้ต้องการการศึกษาวิจัยในเชิงลึกเพิ่มเติม ในเบื้องต้นระยะสั้นผลกระทบที่ต่อภาคส่วนต่างๆของเศรษฐกิจไทยมีความแตกต่างหลากหลาย มีบางภาคส่วนหรือบางอุตสาหกรรมได้รับผลลบทั้งโดยตรงและโดยอ้อม จากการกีดกันทางการค้าและการลงทุน รวมทั้งการคว่ำบาตรเศรษฐกิจระหว่าง สหรัฐอเมริกาและพันธมิตรชาติตะวันตก กับ จีน สงครามทางการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐอเมริกาที่เริ่มปรากฎตั้งแต่สมัยประธานาธิบดีทรัมป์ ขณะเดียวกัน ผลกระทบของจีอีเอฟต่อบางภาคส่วนเป็นบวกในระยะสั้น แต่ในระยะยาวแล้ว จีอีเอฟน่าจะส่งผลลบอย่างมีนัยยสำคัญต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก โอกาสของการขยายตัวของการค้าการลงทุน การเพิ่มสวัสดิการและรายได้ต่อหัวของประชาชนทั่วโลกรวมทั้งไทย
รศ.ดร.อนุสรณ์ กล่าวต่อว่า สงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐอเมริกาช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทำให้มีการย้ายฐานการลงทุนบางส่วนจากจีนมายังอาเซียนมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ปัจจัยเรื่องการเคลื่อนย้ายการลงทุนจากผลกระทบสงครามการค้าจะเกี่ยวพันกับแนวโน้มว่า สงครามทางการค้าและการแข่งขันทางเศรษฐกิจระหว่างจีนสหรัฐอเมริกาจะพัฒนาอย่างไรต่อไปในอนาคต ข้อพิพาทและความขัดแย้งทางการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ จะพัฒนาไปในรูปแบบการค้าและการลงทุนเป็นอย่างไร สิ่งนี้จะมีส่วนสำคัญในการกำหนดรูปแบบความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจในระบบทุนนิยมโลกาภิวัตน์ยุคใหม่ ภูมิภาคอาเซียนโดยรวมนั้นยังคงเป็นภูมิภาคที่นักลงทุนต่างชาติให้ความสนใจอยู่เนื่องจากมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจโดยเฉลี่ยสูงกว่าภูมิภาคอื่น ขณะที่ สิทธิประโยชน์ทางภาษี โครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ ผลิตภาพแรงงาน ค่าจ้างแรงงาน สิทธิประโยชน์จากเอฟทีเอ ส่วนแบ่งมูลค่าส่งออกในตลาดโลก ความยากง่ายในการทำธุรกิจ ของ ภูมิภาคอาเซียนโดยภาพรวมก็อยู่ในระดับที่แข่งขันได้ โดยเฉพาะมาเลเซีย สิงคโปร์ เวียดนามและไทย ไทยนั้นจะมีการปัญหาเรื่อง Rule of Law และการบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม เพราะประเด็นนี้จะเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติมากที่สุด
รศ.ดร.อนุสรณ์กล่าวอีกว่า ส่วนการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาและพันธมิตรชาติตะวันตกต่อรัสเซียมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยจำกัดเพราะแม้นไทยมีจุดยืนสนับสนุนนโยบายมนุษยธรรม ต่อต้านการทำสงครามหรือการรุกรานอธิปไตยประเทศอื่น แต่ไทยก็วางตัวเป็นกลางต่อความขัดแย้งดังกล่าว ผลกระทบจากกรณีขัดแย้งดังกล่าวต่อการค้า การลงทุนและภาคการท่องเที่ยวจึงจำกัด อย่างไรก็ตาม ผลของสงครามระหว่างอิสราเอลและฮามาสกระทบต่อตลาดการจ้างงานแรงงานไทยโดยตรง ทำให้ครอบครัวรายได้น้อยหรือยากจนที่อาศัยรายได้จากการส่งออกแรงงานได้รับผลกระทบนับแสนคน ประเทศไทยควรเปิดเสรีตลาดแรงงานเพิ่มขึ้นและจูงใจให้นักวิชาชีพ แรงงานทักษะสูงเข้ามาทำงานและตั้งถิ่นฐานในประเทศไทย ส่วนผลกระทบของนโยบายประชานิยมของรัฐบาลใหม่ ไม่ว่าจะเป็น นโยบายพักหนี้ นโยบายแจกเงินดิจิทัล วอลเลต 10,000 บาท นโยบายขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ จะส่งผลบวกต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจระยะสั้น ช่วยกระตุ้นการบริโภค บรรเทาภาระหนี้สินและความยากลำบากทางเศรษฐกิจชั่วคราวสำหรับครอบครัวรายได้น้อย บรรเทาปัญหาความเหลื่อมล้ำได้บ้างกรณีขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ แต่ระยะยาวแล้วต้องระมัดระวังผลต่อปัญหาจริยะวิบัติ (Moral Hazard) ในภาคการเงินกรณีนโยบายพักชำระหนี้ ส่วนนโยบายแจกเงินต้องระวังความเสี่ยงเรื่องฐานะการคลังของประเทศหากแจกคน 56 ล้านคน หากแจกเฉพาะคนยากจนน่าจะทำได้และไม่มีความเสี่ยงทางการคลัง ส่วนการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำควรปรับขึ้นได้แต่ต้องผ่านระบบไตรภาคีและค่อยๆทยอยปรับขึ้น การปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่หลังวิกฤตการณ์เศรษฐกิจปี 2540 กำลังมาถึงขีดจำกัดและจำเป็นต้องปฏิรูปและปรับโครงสร้างใหม่เพื่อเป็นฐานสำหรับการเติบโตใหม่ในทศวรรษหน้า รัฐบาลใหม่ต้องเอาใจใส่ควบคู่กับนโยบายประชานิยมและนโยบายสวัสดิการสังคมที่เป็นจุดเน้นในการหาเสียงในการเลือกตั้งครั้งนี้ นโยบายประชานิยมสวัสดิการจะมีรายจ่ายเพิ่มขึ้นทุกปีตามโครงสร้างสังคมสูงวัยและตามสภาพที่เรียกว่าเป็น “กับดักประชานิยม” หากไม่ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อฐานรายได้ใหม่แล้ว คาดได้ว่า ไทยจะเผชิญปัญหาวิกฤติฐานะทางการคลังในอนาคตอย่างแน่นอน
ส่วนประเด็นเรื่องการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลและเตรียมความพร้อมสู่เศรษฐกิจดิจิทัลนั้น ดร. อนุสรณ์ได้แลกเปลี่ยนกับทีมงานไอเอ็มเอห ความว่า ตนมีความเห็นว่า ว่า รัฐบาลใหม่ต้องเดินหน้าลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทางด้านเศรษฐกิจดิจิทัลเพื่อเปลี่ยนผ่านระบบเศรษฐกิจสู่เศรษฐกิจที่อาศัยฐานนวัตกรรม ใช้พลังงานต่ำ มีประสิทธิภาพสูง โดยใช้มาตรการภาษีสร้างแรงจูงใจและลงทุนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลให้ทั่วถึงและราคาถูก บริษัทขนาดใหญ่ของไทยจำนวนหนึ่งมีการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล (Digital Transformation) ได้ดีระดับหนึ่งแต่ยังไม่มีบริษัทไหนลงทุนเรื่อง AI หรือ สมองกลอัจฉริยะ ส่วนบริษัทขนาดกลางและขนาดเล็กไม่มีเงินทุนในการลงทุนด้านดังกล่าว แต่ช่วงเกิดการแพร่ระบาดของโรค Covid-19 ทำให้มีการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลมากขึ้นในหลายกิจการแม้นกิจการที่ไม่ได้สนใจต่อการปรับเปลี่ยนดังกล่าวก็ตาม คือ โดนสถานการณ์แวดล้อมบังคับ
การเติบโตด้วยการขับเคลื่อนจากฐานทรัพยากร (Resource-Driven Growth) และ ฐานแรงงานราคาถูกนั้นได้มาถึงขีดจำกัดจากความทรุดโทรมทางด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ค่าแรงขั้นต่ำที่ต้องปรับตัวสูงขึ้นเพื่อเพียงพอต่อการดำรงชีพและบรรเทาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและความเป็นธรรมในการกระจายรายได้ ประสิทธิภาพการผลิตโดยรวมของไทย (Total Factor Productivity of Thailand) นั้นยังมีอัตราการเติบโตต่ำ ธุรกิจอุตสาหกรรมที่มีผลิตภาพสูงส่วนใหญ่เป็นโรงงานการผลิตของบรรษัทข้ามชาติที่มีการใช้เทคโนโลยีและทุนเข้มข้น งานวิจัยหลายชิ้นที่ศึกษาเกี่ยวกับประสิทธิภาพการผลิตรวมของไทยขยายตัวต่ำกว่า 1.2-1.3% ในช่วงสามทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีระดับประสิทธิภาพในการผลิต (Productive Efficiency) อยู่กึ่งกลางระหว่างประเทศที่ใช้แรงงานเป็นหลักและประเทศที่ใช้ทุนเป็นหลักจึงสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน การสูญเสียความสามารถในการแข่งขันนี้จะยาวนานมากจนกว่าไทยสามารถพัฒนากิจการที่มูลค่าเพิ่มสูง การผลิตใช้ปัจจัยทุนหรือเทคโนโลยีเข้มข้น พร้อมกับ สามารถพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีของตัวเอง ปัจจัยประสิทธิภาพการผลิตนี้เป็นสิ่งที่ส่งผลต่อพื้นฐานความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว ซึ่งแตกต่างจากปัจจัยค่าแรง นโยบายสาธารณะ และ อำนาจตลาดที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้รวดเร็วและใช้เวลาสั้นกว่ามาก
การพัฒนาเศรษฐกิจของไทยนั้นขาดการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมภายใน เทคโนโลยีและนวัตกรรมต่างๆที่ใช้ในธุรกิจอุตสาหกรรมโดยเฉพาะกิจการส่งออกล้วนเป็นเทคโนโลยีต่างชาติที่เราซื้อมาทั้งสิ้น การสร้างขึ้นมาเอง หรือพัฒนาต่อยอด สร้างนวัตกรรมสร้างฐานเติบโตใหม่ หากรัฐบาลใหม่ต้องการพัฒนาประเทศ
ให้หลุดพ้นกับดักรายได้ระดับปานกลางโดยอาศัยการเติบโตภาคอุตสาหกรรมเป็นกลไกหลัก รัฐบาลใหม่ต้องมีนโยบายสนับสนุนอุตสาหกรรมที่เหมาะสม อุตสาหกรรมที่ไทยมีความสามารถในแข่งขันสูงและมีผลิตภาพสูง รัฐควรมีนโยบายเชิงรับ เช่น สนับสนุนการวิจัย พัฒนานวัตกรรม ผ่อนคลายกฎระเบียบเพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการทำธุรกิจ ลดการทุจริตรั่วไหล ส่วนอุตสาหกรรมที่ไทยมีผลิตภาพต่ำแข่งขันได้ไม่ดีนัก ควรใช้นโยบายเชิงรุก เช่น การให้สินเชื่อสนับสนุน การใช้มาตรการปกป้องอุตสาหกรรมภายในและใช้มาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษีหากจำเป็น การปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมและการส่งเสริมธุรกิจขนาดย่อม ขนาดเล็ก ขนาดกลาง ต้องเน้นการสนับสนุนทางด้านโครงสร้างพื้นฐานทางด้านวิจัยและนวัตกรรม รวมทั้ง การปรับระบบภาษีเพื่อให้เกิดแรงจูงใจและความสามารถในการแข่งขันที่ดีขึ้นผ่านผลิตภาพที่สูงขึ้น

