‘ทิสโก้’มองปีนี้เศรษฐกิจดี อานิสงส์รัฐลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน-การเมืองมีเสถียรภาพ แต่ต้องจับตาภาวะดอกเบี้ยขาขึ้น ลุ้นตลาดรถยนต์คัมแบ๊ก ออเดอร์พุ่งครั้งแรกในรอบหลายปี

12.01.17 | 16:19 น.

นายสุทัศน์ เรืองมานะมงคล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มทิสโก้ เปิดเผยว่า ทิศทางเศรษฐกิจปี 2560 จะขยับตัวดีขึ้นเล็กน้อยจากปีที่ผ่านมา จึงคาดว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจจะขยายตัวประมาณ 3-3.6% จากปัจจัยราคาพืชผลการเกษตรที่ปรับตัวดีขึ้น ความลงตัวและความชัดเจนในเรื่องการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ ขณะที่การเมืองมีเสถียรภาพ คาดว่าจะดึงการลงทุนจากต่างชาติได้ ทั้งนี้ ยังมีปัจจัยที่จะต้องเฝ้าระวังคือภาวะเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่คาดการณ์ว่าจะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยในช่วงกลางปี 1-3 ครั้ง หากอัตราดอกเบี้ยปรับขึ้นเล็กน้อย ในอัตรา 0.25% ก็อาจจะไม่กระทบการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายมากนัก


“ยอดการซื้อรถยนต์ในปีนี้จะเพิ่มขึ้นเป็นปีแรกในรอบหลายปี เห็นได้จากยอดการขายรถยนต์ของพันธมิตรทางธุรกิจที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ตลาดรถยนต์ขยายตัวประมาณ 2-5% จึงทำให้สินเชื่อรถยนต์ในปีนี้จะเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน จากปัจจัยระยะเวลาเฉลี่ยในการใช้รถยนต์ นโยบายการคืนภาษีรถยนต์คันแรก อย่างไรก็ตาม มองว่าภาวะเศรษฐกิจในปีนี้จะเป็นตัวกดดันการตัดสินใจซื้อรถยนต์ของผู้บริโภค เนื่องจากผู้บริโภคจะพิจารณาภาวะเศรษฐกิจเป็นหลัก ดังนั้น จึงมีความเป็นไปได้ทั้ง 2 ทางว่าผู้บริโภคอาจจะตัดสินใจซื้อรถยนต์เพิ่มขึ้นหรือน้อยลง” นายสุทัศน์กล่าว

นายศักดิ์ชัย พีชะพัฒน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มทิสโก้ เปิดเผยว่า ทิศทางการทำธุรกิจในปีนี้จะขยายฐานลูกค้าให้ครอบคลุมทุกกลุ่ม สำหรับเป้าหมายลูกค้าในกลุ่มเงินฝาก จะเป็นลูกค้าระดับกลาง-บน ส่วนเป้าหมายลูกค้ากลุ่มสินเชื่อจะเป็นลูกค้าระดับกลาง-ล่าง ดังนั้น การขยายสาขาธนาคารจะพิจารณาตามความเหมาะสมในพื้นที่ โดยตั้งเป้าขยายสาขาธนาคารเพิ่มอีก 6 แห่ง จาก 57 แห่งในปัจจุบัน และจะขยายสาขาของ “สมหวัง เงินสั่งได้” เพิ่มอีก 50 แห่ง จากปัจจุบันมีสาขา 150 แห่ง เพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้าระดับฐานราก ที่มีเงินเดือน 12,000-20,000 บาท

นายศักดิ์ชัยกล่าวว่า สำหรับผลการดำเนินงานในปี 2559 ที่ผ่านมา มีกำไรสุทธิ 5,005.40 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17.8% จากปี 2558 จากกลุ่มธุรกิจสินเชื่อเช่าซื้อ 60% สินเชื่ออเนกประสงค์ 10% และสินเชื่อเพื่อผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ทั้งนี้ พบว่าในปีที่ผ่านมามีเงินสินเชื่อรวม 224,934 ล้านบาท ลดลง 5.6% จากปี 2558 นอกจากนี้ ในส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง อยู่ที่ 25.9% เนื่องจากสินเชื่ออ่อนตัวลง รายได้ดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้น การบริหารต้นทุนการเงินอย่างมีประสิทธิภาพ และรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยจากธุรกิจหลักเพิ่มขึ้น

Advertisement