ชง 3 กลุ่มเป้าหมายแจกดิจิทัลวอลเล็ต กำหนดใหม่เริ่มเม.ย.67

จุลพันธ์ จ่อชงกก.เงินดิจิทัลเคาะกลุ่มเป้าหมายใหม่ กำหนดใหม่เริ่ม เม.ย. 67 รองบฯ เคาะใช้จ่ายในอำเภอ มอบกรุงไทยดูแลระบบ

เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่านดิจิทัล วอลเล็ต ว่า ที่ประชุมมีข้อสรุปชัดเจนในหลายประเด็นแล้ว แต่ในบางประเด็นยังมีข้อขัดแย้ง ซึ่งจะเสนอให้ที่ประชุมใหญ่ซึ่งมีนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เป็นประธาน สรุปรายละเอียดอีกครั้งในสัปดาห์หน้า และนัดวันประชุมอีกครั้ง

นายจุลพันธ์ กล่าวว่า โดยมติที่ประชุมยังมีความเห็นไม่ตรงกัน ได้แก่ กลุ่มเป้าหมายที่จะได้รับสิทธิเงินดิจิทัล 10,000 บาท โดยมีข้อเสนอแนะในการกำหนดกลุ่มผู้ที่จะได้รับสิทธิ ซึ่งต้องการให้ตัดกลุ่มคนรวยออก คณะกรรมการก็รับฟังและมีการปฏิบัติตาม โดยมีความเห็น 3 แนวทาง ดังนี้

1.จ่ายเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อย ซึ่งมีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จำนวน 15-16 ล้านคน ใช้งบประมาณ 1.6 แสนล้านบาท

Advertisement

2.พิจารณาให้ตัดกลุ่มคนที่มีความพร้อมทางสังคม มีรายได้เดือนละ 25,000 บาท หรือมีเงินฝากในบัญชี 1 แสนบาท จะเหลือผู้ที่ได้รับสิทธิ 43 ล้านคน ใช้งบประมาณ 4.3 แสนล้านบาท และ

3.พิจารณาตัดผู้ที่มีรายได้เกินเดือนละ 50,000 บาท หรือมีเงินฝากในบัญชี 5 แสนบาท จะเหลือผู้ได้รับสิทธิ 49 ล้านคน ใช้งบประมาณ 4.9 แสนล้านบาท

นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ทั้งนี้ อีกวาระหนึ่งที่ยังสรุปไม่ลง คือ เรื่องของแหล่งเงิน ยังคงยืนยันว่าจะใช้เงินจากงบประมาณแผ่นดินเป็นหลัก คือใช้เงินในพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณแผนประจำปี และดำเนินการเป็นลักษณะของงบผูกพัน โดยตั้งระยะเวลาโครงการเงินดิจิทัลไว้ราว 4 ปี ใช้เงินงบประมาณปีละ 100,000 ล้านบาท ทำให้อาจจะต้องมีการชะลอการขึ้นเงินของร้านค้าบ้าง โดยใช้วิธีการจูงใจร้านค้าให้ยังคงอยู่ในระบบต่อเนื่องตลอดโครงการ ยิ่งใครอยู่นานก็จะยิ่งมีสิทธิประโยชน์ ซึ่งจะมีการพิจารณารายละเอียดการจูงใจให้ร้านค้าในอยู่ระบบต่อไป

ทั้งนี้ สำหรับการดำเนินงานในช่วงเริ่มต้นของโครงการที่จะใช้ พ.ร.บ.งบประมาณปี 2567 นั้นอาจจะให้โครงการเติมเงินดิจิทัล 10,000 บาท ดำเนินการได้ล่าช้า ตามที่ร่างพ.ร.บ.มีความล่าช้าไป 8 เดือนตามปฏิทินงบประมาณที่จะต้องเริ่มเดือนตุลาคม 2566 จึงเป็นไปได้ว่าโครงการเติมเงินดิจิทัล จะเริ่มดำเนินการได้ในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2567 อย่างไรก็ดี จะเร่งการดำเนินให้เร็วที่สุดตามไทม์ไลน์เดิม”นายจุลพันธ์ กล่าว

นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ขณะที่แหล่งเงินจากทางเลือกอื่นๆ อาทิ เงินกู้นั้น คณะอนุกรรมการฯ มีความเห็นว่าจะใช้เป็นช่องทางสุดท้าย ส่วนการใช้แหล่งเงินกึ่งการคลัง หรือเงินนอกงบประมาณ ตามมาตรา 28 ของ พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง ปี 2561 นั้น ก็เลือกเป็นทางเลือกสุดท้ายเช่นกัน ดังนั้นจากกระแสข่าวที่จะใช้เงินจากธนาคารออมสิน และชดเชยตามม.28 นั้น ยืนยันธนาคารออมสินไม่มีความเกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าวแล้ว อย่างไรก็ดี ที่ไม่ใช้เงินจากออมสิน เนื่องจาก ติดขัดเรื่องกฎหมาย ที่ทำให้รัฐบาลไม่มีอำนาจในการดำเนินการด้วย เพราะฉะนั้น จึงเลือกแหล่งเงินจากงบประมาณเป็นหลัก

นายจุลพันธ์ กล่าวว่าสำหรับเรื่องที่มีความชัดเจนแล้วนั้น ได้แก่ การยืนยันตัวตนมีความเห็นตรงกันว่า จะต้องดำเนินการตามกฎหมายของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โดยผู้ที่เคยได้ใช้สิทธิโครงการของรัฐผ่านแอพพลิเคชันต่างๆ แล้วไม่ต้องยืนยันตัวตน ต้องยืนยันตัวตนเฉพาะผู้ที่ไม่เคยเข้าร่วมโครงการเท่านั้น ขณะที่ร้านค้าที่ต้องการเข้าร่วมโครงการเปิดให้ทั้งบุคคลธรรมดา นิติบุคคล กองทุนหมู่บ้าน วิสาหกิจชุมชน รวมทั้งสินค้าสำหรับอุปโภคบริโภค เป็นต้น

นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ทั้งนี้ได้ข้อสรุปเกณฑ์รัศมีการใช้จ่ายได้ในระดับอำเภอ ซึ่งไม่ได้มีขนาดใหญ่เกินไปที่จะมีการกระจุกตัวของเม็ดเงิน และยังมีร้านค้าเพียงพอให้ประชาชนจับจ่ายใช้สอย โดยระบบการขึ้นเงินของร้านค้านั้น จะต้องเป็นร้านค้าที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) นิติบุคคล และบุคคลธรรมดาที่อยู่ในระบบภาษี ส่วนผู้ที่จะเข้ามาพัฒนาระบบแอพพ์การจ่ายเงินดิจิทัลนั้น ที่ประชุมมีมติให้ธนาคารกรุงไทยเป็นผู้ดำเนินการพัฒนาระบบ เพราะเป็นหน่วยงานที่มีความพร้อม และมีแพลตฟอร์มในการรองรับ ซึ่งสะดวกต่อการพัฒนา ยืนยันว่าค่าใช้จ่ายในการจัดทำระบบต่ำกว่า 12,000 ล้านบาทและการพัฒนาระบบแอพพ์องรัฐในอดีตที่ผ่านมาก็ใช้งบประมาณไม่ถึงหลักหมื่นล้านบาท

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image