‘หยวนต้า’ คาดเงื่อนไข แจกเงินหมื่นดิจิทัล เพิ่มเปลี่ยน ไม่กระทบหุ้นค้าปลีก เหตุแรงช่วยหนุนไม่มาก
นายณัฐพล คำถาเครือ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) หยวนต้า (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า จากกรณีนโยบายแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาทต่อคน ใช้งบประมาณ 5.6 แสนล้านบาท ซึ่งขณะนี้มีความชัดเจนออกมาใน 3 ทางเลือกของการแจกเงินดังกล่าว
ได้แก่ 1.ให้สิทธิเฉพาะผู้ยากไร้ ที่มีอยู่ประมาณ 15-16 ล้านคน ใช้งบประมาณราว 1.5 แสนล้านบาท 2.ตัดกลุ่มผู้มีเงินเดือนเกิน 25,000 บาท และ/หรือ มีบัญชีเงินฝากเกิน 1 แสนบาทออก ใช้งบประมาณราว 4.3 แสนล้านบาท และ 3.ตัดกลุ่มผู้มีเงินเดือนเกิน 50,000 บาท และ/หรือ มีบัญชีเงินฝากเกิน 5 แสนบาทออก ใช้งบประมาณราว 4.9 แสนล้านบาท ส่งผลกระทบต่อทิศทางหุ้นกลุ่มค้าปลีกมากน้อยเท่าใด เทียบจากเดิมที่นายกรัฐมนตรีประกาศว่าจะให้ทุกคน และสามารถใช้จ่ายซื้อได้ทุกอย่าง เบื้องต้นต้องยอมรับว่าที่ผ่านมา ราคาหุ้นค้าปลีกไม่ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นตอบรับประเด็นการแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ตมากนัก เนื่องจากสภาพตลาดยังไม่เอื้ออำนวย รวมถึงยังไม่มีความชัดเจนในรูปแบบและเงื่อนไขมากเท่าที่ควร
นายณัฐพล กล่าวว่า หากประเมินกลุ่มค้าปลีกที่ถูกตัดสิทธิออกไป ไม่ได้รับอานิสงส์เชิงบวกจากการใช้จ่ายภายใต้นโยบายแจกเงินดิจิทัลนี้ จะเป็นกลุ่มค้าปลีกที่จำหน่ายสินค้าขนาดใหญ่จำพวกสินค้าคงทน หรือมีราคาสูงๆ ที่ได้ประโยชน์น้อยลง แต่กลุ่มของกินของใช้มองว่าคงไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เพราะเป็นสินค้าที่ต้องมีการใช้จ่ายอยู่แล้ว อาทิ ร้านสะดวกซื้อ ห้างสรรพสินค้า ทำให้หุ้นที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มค้าปลีกกลุ่มนี้ยังไม่ได้รับผลกระทบด้วย
โดยหากสามารถแจกเงินดิจิทัลได้จริง กลุ่มค้าปลีกเหล่านี้จะเป็นบวกได้มากขึ้นด้วย ส่วนกลุ่มที่ถูกคาดหวังว่าจะได้ประโยชน์สูง แต่ไม่ได้อย่างที่หวัง อาทิ กลุ่มสินค้าไอที กลุ่มเฟอร์นิเจอร์ ก็อาจไม่สดใสมากนัก เพราะเสียประโยชน์ไปจากที่คาดไว้ อาทิ คอมเซเว่น อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ แต่หากเทียบค้าปลีกทั้งกลุ่ม ผลกระทบที่เกิดขึ้นไม่ได้ลบมากนัก แต่ดูเป็นกลางแบบทั่วไป เพราะผลกระทบจะไปกระจุกในกลุ่มหุ้นที่จำหน่ายสินค้าใหญ่ๆ มากกว่า เนื่องจากเดิมรัฐบาลประกาศว่าเงินดิจิทัลสามารถใช้จ่ายซื้อได้ทุกร้านทั้งหมด หุ้นค้าปลีกของใหญ่ๆ จึงตอบรับเชิงบวกขึ้นมา
“ทิศทางของตลาดหุ้นไทย และกลุ่มหุ้นค้าปลีกจะเดินหน้าต่อไปอย่างไรนั้น ขึ้นอยู่กับการฟื้นตัวของผลประกอบการของตัวหุ้นเอง เพราะมาตรการของรัฐบาลคงไม่มีอะไรออกมาแล้ว แต่คาดการณ์ว่าผลประกอบการไตรมาส 4/2566 ของหุ้นค้าปลีกน่าจะดี เพราะเป็นไฮซีซั่นของการจับจ่ายใช้สอย และต้นทุนค่าไฟฟ้าลดลง ทำให้ผลประกอบการไตรมาส 4 น่าจะดีกว่าไตรมาส 3 และดีกว่าปี 2565 ทำให้ตัวหุ้นฟื้นกลับมาได้ แต่คงต้องรอผลประกอบการไตรมาส 3 ออกมาก่อน ซึ่งเท่าที่นักวิเคราะห์ของหยวนต้าคาดการณ์ออกมาก็ไม่ได้มีการโตโดดเด่นมากนัก ออกจะทรงตัวจากปี 2565 ด้วยซ้ำ แต่คาดว่าจะเร่งตัวขึ้นในไตรมาสสุดท้ายของปีได้” นายณัฐพล กล่าว
ทั้งนี้ หลักทรัพย์กลุ่มค้าปลีกที่ถูกจัดอันดับกำไรโตสม่ำเสมอ อาทิ หุ้นบริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) CPALL ราคาล่าสุด 55.25 บาทต่อหุ้น ปรับลดลง 1.50 บาท หรือลบ 2.64% บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) HMPRO ราคา 11.60 บาท ลดลง 0.20 บาท หรือลบ 1.69% บริษัท คอมเซเว่น จำกัด (มหาชน) COM7 ราคา 27.25 บาท ลดลง 0.50 บาท หรือลบ 1.80%

