GSB NET ZERO in 2050 หมัดเด็ด…ออมสิน ภารกิจลดก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์

GSB NET ZERO in 2050 หมัดเด็ด...ออมสิน ภารกิจลดก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์

GSB NET ZERO in 2050
หมัดเด็ด…ออมสิน
ภารกิจลดก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์

การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ หรือ Net Zero EmissionNet Zero เป็นประเด็นใหญ่ที่ทั่วโลกให้ความสนใจ หลังทั่วโลกต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงสภาพ ภูมิอากาศ ที่ส่อเค้าวิกฤต หากไม่ตระหนักเตือนกันตั้งแต่วันนี้

สัญญาณสำคัญคือ หลายประเทศทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยเผชิญวิกฤตน้ำแล้ง พายุ การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล และภัยพิบัติทางธรรมชาติที่บ่อยครั้งและทวีความรุนแรงมากขึ้น

การตระหนักเตือนไปจนสร้างความร่วมมือหยุดวิกฤตครั้งนี้ เกิดขึ้นชัดเจนบนเวทีประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ COP 26 เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2565 วันนั้นผู้นำจากกว่า 190 ประเทศทั่วโลกมารวมตัวกันที่เมืองกลาสโกว์ สหราชอาณาจักร

Advertisement

เพราะ COP 26 ได้กระตุ้นทุกประเทศที่เข้าร่วมเสนอเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกที่เข้มข้นมากขึ้นกว่าเดิมด้วยเป้าหมายสูงสุดคือการบรรลุ Net Zero ทั่วโลกภายในปี 2050 (พ.ศ.2593) เพื่อควบคุมอุณหภูมิโลกไม่ให้สูงขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียส เทียบกับก่อนยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม

โดยประเทศไทยมีกรอบการพัฒนาอย่างยั่งยืนสอดคล้องกับเวทีโลก โดยเป้าหมายสำคัญคือการมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี พ.ศ.2593 หรือปี 2050 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emission) ภายในปี พ.ศ.2608 หรือปี 2050 สอดรับกับวาระการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ COP26

เมื่อรัฐบาลขยับ เอกชนไทยทุกภาคส่วนต่างขานรับกรอบ Net Zero รวมทั้งภาคส่วนธนาคารด้วย

หนึ่งในนั้นคือธนาคารรัฐอย่าง ธนาคารออมสิน!!

เมื่อเร็วๆ นี้ คณะกรรมการธนาคารออมสินได้มีมติอนุมัติแผนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หรือ Net Zero Emissions Roadmap รวม 3 Scope ภายในปี 2050 โดยกำหนดให้อีก 7 ปีข้างหน้าตั้งเป้า Net Zero

วิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เน้นย้ำว่า ธนาคารออมสินเป็นธนาคารรัฐแห่งแรกที่มุ่งสู่ Net Zero ในปี 2050 พร้อมกำหนดเป้าหมายชัดเจน นับเป็นความท้าทายครั้งสำคัญ

พร้อมอธิบายต่อว่า คณะกรรมการธนาคารออมสินได้มีมติอนุมัติแผนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หรือ Net Zero Emissions Roadmap รวม 3 Scope ภายในปี 2050 ดังนั้นในอีก 7 ปีข้างหน้าจึงตั้งเป้า Net Zero สำหรับ Scope 1 และ 2 คือการลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกของธนาคารจากการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงและไฟฟ้า คิดเป็น 15,308 tCO2e (ตันคาร์บอนไดออกไซด์) และ 32,194 tCO2e ขณะที่ Scope 3 ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกผ่านการให้สินเชื่อแก่ลูกค้าและการลงทุน 1.68 ล้าน tCO2e

รวมปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ต้องจัดการเพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย 1.72 ล้าน tCO2e

โดยธนาคารจะดำเนินการคู่ขนานให้บรรลุเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกในภาพรวมลงมากกว่า 50% ภายในปี 2030 และบรรลุเป้าหมาย Net Zero ในปี 2050

ปัจจุบัน ธนาคารออมสินมีปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในการดำเนินธุรกิจกว่า 97% มาจากการปล่อยสินเชื่อแก่ลูกค้าและการลงทุน (Scope 3) ซึ่งมีการจัดเก็บและคำนวณได้จากวิธีการตามมาตรฐาน Science-Based Target Initiative ที่เป็นสากล

พร้อมกำหนดแผนของธนาคารไว้ 4 ระยะ คือ ปี 2023 ปี 2030 ปี 2040 และปี 2050

โดยปี 2023 เดินหน้านโยบายและการดำเนินการต่างๆ กำหนดธุรกิจต้องห้าม อาทิ งดการปล่อยสินเชื่อแก่ธุรกิจเชื้อเพลิงถ่านหินและธุรกิจเกี่ยวเนื่อง (No Coal and Coal Related Business) กำหนดธุรกิจที่ต้องพิจารณาเป็นพิเศษ กำหนดธุรกิจที่ธนาคารสนับสนุน นอกจากนี้ยังเริ่มการใช้ ESG Score ในการประเมินคุณสมบัติด้าน ESG ของลูกค้าวงเงินสินเชื่อ 500 ล้านบาทขึ้นไป

โดยผลคะแนน ESG Score จะถูกนำมาประกอบการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อ ซึ่งธนาคารจะมอบส่วนลดดอกเบี้ย และ/หรือ อนุมัติเพิ่มวงเงินสินเชื่อให้เป็นพิเศษ เพื่อเป็นการส่งเสริมและสนับสนุนกิจการที่ดีและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

“ธนาคารออมสินเป็นผู้ริเริ่มนำเอา ESG Score มาใช้ประกอบการพิจารณาให้สินเชื่อเงื่อนไขพิเศษเป็นธนาคารแรกของประเทศ” ผู้อำนวยการวิทัยเน้นย้ำ

ปัจจุบันธนาคารได้จัดกลุ่มธุรกิจที่จะสนับสนุนสินเชื่อและการลงทุนออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่

1.Exclusion List หรือธุรกิจที่ไม่สนับสนุน เนื่องจากเป็นธุรกิจที่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมสูง

2.Negative List หรือธุรกิจที่ต้องพิจารณาเป็นพิเศษ โดยหลีกเลี่ยงการให้สินเชื่อแก่ธุรกิจที่มีคะแนน ESG Score ในระดับต่ำมาก โดยธนาคารจะเข้าทำ Positive Engagement กับลูกค้าเพื่อช่วยเหลือ และให้คำปรึกษาในการปรับปรุงดำเนินงานด้านความยั่งยืน รวมทั้งด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งจะช่วยส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนทั้งระบบ

3.Positive List หรือธุรกิจที่ให้การสนับสนุนเป็นพิเศษ ผ่านการกำหนดสิทธิประโยชน์แก่ธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น ธุรกิจในอุตสาหกรรมที่ส่งเสริม BCG ธุรกิจ EV และ Supply Chain หรือกิจการบริษัทที่มีคะแนน ESG Score ในระดับสูง เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังมีมาตรการสนับสนุนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอื่นๆ และโครงการเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม อาทิ การเปลี่ยนมาใช้พลังงานสะอาดโดยติดตั้ง Solar Rooftop ภายในสำนักงานใหญ่และสาขา การเปลี่ยนใช้รถยนต์ไฟฟ้าในธุรกิจธนาคาร โครงการ Community Waste Bank ร่วมกับ UNDP โครงการธนาคารปูม้าส่งเสริมประมงยั่งยืน รวมถึงการปลูกป่าทดแทนป่าเสื่อมโทรมและการอนุรักษ์ป่า เพื่อเป็นแหล่งดูดซับคาร์บอนที่สำคัญ และช่วยพัฒนาชุมชน สร้างอาชีพ เสริมรายได้ให้กับชุมชนโดยรอบ

ขณะที่การปล่อยสินเชื่อสีเขียวคืบหน้าไปมาก ล่าสุดธนาคารออมสินปล่อยสินเชื่อสีเขียวตั้งแต่ปีที่แล้วจนถึง 15 ตุลาคม 2566 มากถึง 2.7 หมื่นล้านบาท

มีลูกค้าสินเชื่อบุคคลจนถึงสินเชื่อธุรกิจ รวม 8,000 ราย ประกอบด้วย 5 โครงการสินเชื่อ BCG Economy ซึ่งเริ่มในปีที่แล้ว ส่วนอีก 4 โครงการได้ทยอยเริ่มในปีนี้ คือ โครงการ Green Home Loan, สินเชื่อบุคคล Go Green, สินเชื่อธุรกิจ Green Biz และสินเชื่อธุรกิจ EV Supply chain

ที่ผ่านมา ธนาคารออมสินร่วมกับบริษัท JGS Synergy power จำกัดที่มีธุรกิจจัดจำหน่ายอุปกรณ์ไฟฟ้าและโซลาร์โซลูชั่น จำหน่ายสินค้ากลุ่มพลังงานทดแทน เดินหน้าส่งเสริมสนับสนุนและช่วยเหลือลูกค้าประชาชนในการให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนในการพัฒนาพลังงานสะอาด และให้ความรู้เกี่ยวกับติดตั้งและบำรุงรักษาระบบการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Rooftop System) ติดตั้งอุปกรณ์ชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า EV Charger / EV Charging Station รวมทั้งเปิดโอกาสให้เข้าถึงพลังงานสะอาด สามารถผลิตไฟฟ้าใช้เองได้ ช่วยลดต้นทุนค่าไฟฟ้า ประหยัดค่าใช้จ่ายในครอบครัว

ธนาคารออมสินมุ่งดำเนินธุรกิจด้วยกรอบแนวคิด ESG ของธนาคารได้สร้างผลลัพธ์เชิงบวก เกิดการเปลี่ยนแปลงมากมายต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และด้านธรรมาภิบาล โดยเฉพาะด้าน E หรือสิ่งแวดล้อม ธนาคารได้สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ผ่านการออกผลิตภัณฑ์การเงินที่ช่วยขับเคลื่อนการดูแลสิ่งแวดล้อม

รวมถึงการจัดจำหน่าย ESG Bond ที่มีส่วนแบ่งตลาดเป็นอันดับ 1 ของตราสารหนี้ภาครัฐ และติด 1 ใน 10 ของตราสารหนี้ภาคเอกชน วงเงินจัดจำหน่ายรวม 20,000 ล้านบาท

ขณะที่ปี 2030 กำหนดแผนท้าทายเพิ่มขึ้น คือ จะไม่มีบริษัทที่ทำธุรกิจถ่านหิน ธุรกิจที่เกี่ยวข้อง พร้อมกำหนดให้ 35% เป็นสัดส่วนสินเชื่อโครงการโรงไฟฟ้าเป็นโรงไฟฟ้าพลังงานสะอาด และกำหนด 40% เป็นสินเชื่อบริษัทจดทะเบียน ปลูกป่า อนุรักษ์ป่า รวม 50,000 ไร่ นอกจากนี้จะไม่ลงทุนเพิ่มในบริษัทจดทะเบียนที่ทำธุรกิจน้ำมันและก๊าซ (การลงทุนหุ้นและหุ้นกู้) และให้บริษัทจดทะเบียนกำหนดเป้าหมาย Net Zero 2050 (สินเชื่อและการลงทุน)

รวมทั้งปี 2040 ไม่มีบริษัทจดทะเบียนที่ทำธุรกิจน้ำมันและก๊าซ และ 60% ของสินเชื่อเป็นโรงไฟฟ้าพลังงานสะอาด และ 100% บริษัทจดทะเบียนกำหนดเป้าหมาย Net Zero 2050 นอกจากนี้ จะไม่ให้สินเชื่อเพิ่มในบริษัทจดทะเบียนที่ทำธุรกิจน้ำมันและก๊าซ ไม่ให้สินเชื่อเพิ่มในโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ เชื้อเพลิงฟอสซิล และไม่ให้สินเชื่อโครงการอสังหาฯที่ไม่ได้รับรองอาคารสีเขียว

เพื่อให้ปี 2050 บรรลุเป้าหมาย Net Zero!!

ปิยะวรรณ ผลเจริญ

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image