‘พิมพ์ภัทรา’ รับ 5 ข้อเสนอส.อ.ท.ชลบุรี หารือครม. ลุยยกระดับอุตฯไทย

‘พิมพ์ภัทรา’ รับ 5 ข้อเสนอส.อ.ท.ชลบุรี หารือครม. ลุยยกระดับอุตฯไทย

น.ส.พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดชลบุรี (สอจ.ชลบุรี) พร้อมหารือแนวทางการขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน และยี่ยมชมบริษัท ไลอ้อน (ประเทศไทย) จำกัด (เครือสหพัฒน์) ประกอบกิจการผลิตและจำหน่ายสินค้าอุปโภค บริโภค แบบครบวงจร ว่า จังหวัดชลบุรี มีโรงงานอุตสาหกรรม 4,248 โรงงาน อยู่ในนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ แหลมฉบัง ปิ่นทอง ดับบลิวเอชเอ และปิ่นทอง (แหลมฉบัง) 1,099 โรงงาน นอกนิคมอุตสาหกรรม 3,149 โรงงาน วิสาหกิจชุมชน 620 กลุ่ม OTOP จำนวน 1,395 ราย เหมืองแร่ในจังหวัดได้ประทานบัตร 31 แปลง เปิดการทำเหมือง 22 แปลง ประกอบด้วย อุตสาหกรรมชนิดหินแกรนิต หินปูน และอยู่ระหว่างต่ออายุ 6 แปลง หยุดการทำเหมือง 3 แปลง

โดยจังหวัดชลบุรีมีนักลงทุนชาวต่างชาติ จีน ญี่ปุ่น เกาหลี และยุโรป จำนวนมาก และปัจจุบัน LINE Open Chat กลุ่มผู้ประกอบการอุตสาหกรรม ผู้ประกอบการ SME ในจังหวัดชลบุรี 1,800 ราย เพื่อเป็นช่องทางการประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารด้านอุตสาหกรรม

“ได้รับทราบข้อเสนอแนะจากภาคเอกชน และจะนำข้อเสนอแนะไปหารือกับคณะรัฐมนตรี หรือครม. ต่อไป โดยรัฐบาลให้ความสำคัญและเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำ ไม่ว่าจะเป็นน้ำแล้งหรือน้ำหลาก มีนโยบายวางแผนแก้ไขปัญหาน้ำระยะยาว นอกจากนี้ได้ให้กำลังใจข้าราชการและเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติภารกิจ บริหารจัดการความขัดแย้งระหว่างประชาชนและผู้ประกอบการเป็นภารกิจที่ยิ่งใหญ่มาก ขอบคุณทุกท่านที่เสียสละ และสนับสนุนในทุกๆ กิจกรรมของกระทรวง”น.ส.พิมพ์ภัทรากล่าว

Advertisement

นายณัฏฐ์ธน สารทจีนพงษ์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดชลบุรี สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) กล่าวว่า มีข้อเสนอการพัฒนาเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมในจังหวัดชลบุรี ดังนี้ 1.ส่งเสริมให้มีนิคมอุตสาหกรรมของรัฐ เนื่องจากราคาที่ดินในการนิคมของภาคเอกชนมีราคาค่อนข้างสูงเป็นปัญหาอุปสรรคของนักลงทุนที่ต้องการสร้างโรงงานในนิคมอุตสาหกรรม 2.ต่อยอดพัฒนาเอสเอ็มอีและวิสาหกิจชุมชน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในด้านเทคโนโลยี เงินทุนหมุนเวียน และการตลาด ต่อรองกับผู้ประกอบการที่เป็นแบรนด์ของสินค้าโดยเลือกใช้ผู้ประกอบการไทยเป็นหลัก

3.การจัดตั้งกองทุนเพื่อการพัฒนาตามแนวทางพี่ช่วยน้อง (big brother) ในการช่วยบริหารจัดการแบบมีผลประโยชน์ร่วมกัน 4.การพัฒนาการตรวจประเมินรับรองและสร้างมาตรฐาน เรื่อง carbon neutrality เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน 5.การพัฒนาฝีมือแรงงานภาคอุตสาหกรรมและการยกระดับฝีมือแรงงานตามคุณวุฒิวิชาชีพ ซึ่งยังไม่ตรงเป้าหมายตามความต้องการ และ6.ส่งเสริมอุตสาหกรรมที่มีวัตถุดิบภายในประเทศ อุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับภาคการเกษตร เช่น ยางพารา ปาล์มน้ำมัน มันสำปะหลัง อ้อย พืชสมุนไพร เป็นต้น

นอกจากนี้ อยากให้เพิ่มเติมเขตการค้าเสรี FTA ( Free Trade Area) พัฒนากฎหมายให้ครอบคลุมภาคอุตสาหกรรมในปัจจุบัน และภาครัฐควรมีการรวบรวมฐานข้อมูลให้เป็นปัจจุบัน ทำให้ผู้ประกอบการสามารถนำข้อมูลมาพัฒนาธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image