รายงานข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนธันวาคม 2559 ที่สำรวจประชาชนทั่วประเทศ 3,412 ราย พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นฯโดยรวม มีค่า 39.1 ปรับเพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับเดือนพฤศจิกายน 2559 ที่มีค่า 35.7 และนับว่ามีค่าสูงสุดในรอบ 21 เดือน ส่วนค่าดัชนีความเชื่อมั่นฯที่มีต่อสถานการณ์ปัจจุบันมีค่า 32.6 เพิ่มขึ้นจาก 28.4 รวมทั้งค่าดัชนีความเชื่อมั่นฯที่มีต่อสถานการณ์ในอนาคต (3 เดือนข้างหน้า) มีค่า 43.5 ปรับเพิ่มขึ้นจาก 40.6 โดยค่าดัชนีทุกรายการปรับตัวดีขึ้น จากปัจจัยบวกที่ภาวะเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มเริ่มฟื้นตัว ราคาข้าวเปลือกปรับตัวและมีเสถียรภาพดีขึ้น และราคายางพาราปรับตัวดีขึ้นเช่นกัน ประกอบกับการท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลปีใหม่และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงปลายปี 2559 ทำให้มีเงินสะพัดและหมุนเวียนในระบบการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น
รายงานข่าวระบุว่าอีกว่า อย่างไรก็ตามค่าดัชนีทุกรายการยังต่ำกว่าระดับ 50 สะท้อนว่าประชาชนยังไม่ค่อยมีความเชื่อมั่นต่อภาวะเศรษฐกิจ เนื่องจากโครงสร้างเศรษฐกิจไทยมีความเปราะบาง ความเหลื่อมล้ำของรายได้และสังคมที่สะสมมานาน ปัญหาเรื้อรังของหนี้ครัวเรือน ค่าครองชีพที่ไม่สอดคล้องกับรายได้ ราคาน้ำมันขายปลีกปรับเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกในเดือนธันวาคมที่ผ่านมา และหลายจังหวัดภาคใต้ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม บ้านเรือนและพื้นที่ทางการเกษตรเสียหาย
รายงานข่าวเพิ่มเติมว่า ความคาดหวังที่มีต่อรายได้ในอนาคต (3 เดือนข้างหน้า) มีค่า 49.7 เพิ่มขึ้นจากเดือนพฤศจิกายน 2559 ที่มีค่า 46.4 โดยมีปัจจัยบวกจากการปรับขึ้นค่าจ้างค่าแรงขึ้นต่ำใน 69 จังหวัด ที่มีผลในวันที่ 1 มกราคม 2560 และรายได้ของชาวนาและชาวสวนยาวปรับตัวดีขึ้นจากการเพิ่มขึ้นของราคาข้าวและยางพารา อย่างไรก็ตามผู้บริโภคยังมีความกังวลเกี่ยวกับรายได้และความเป็นอยู่ ส่งผลให้การวางแผนซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ หรือรถยนต์ใน 6 เดือนข้างหน้า ยังอยู่ในระดับที่ไม่มีความเชื่อมั่นอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งตัวเลขการใช้จ่ายสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็นในปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 54.2 เท่ากับเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นว่าการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคมีแนวโน้มคงตัวแต่ยังอยู่ในระดับที่มีความเชื่อมั่นอย่างต่อเนื่อง

