หน้าแรก เศรษฐกิจ ปมร้อนน้ำตาลข...

ปมร้อนน้ำตาลขม เร่งเคลียร์-สกัดวุ่น

2.11.23 | 05:40 น.

ปมร้อนน้ำตาลขม เร่งเคลียร์-สกัดวุ่น

จากหวานอาจกลายเป็นขม สำหรับ น้ำตาลทราย ภายใต้อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย ที่ปัจจุบันสร้างรายได้ให้แก่ประเทศปีละประมาณ 200,000 ล้านบาท สร้างรายได้ให้กับอาชีพเกษตรกรร่วม 2,000,000 คน

อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย อยู่ภายใต้การกำกับของกระทรวงอุตสาหกรรม กระทั่งเกิดกรณีการขึ้นราคาน้ำตาลทรายหน้าโรงงานอีก 4 บาทต่อกิโลกรัม (กก.)

โดยสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) ได้ออกประกาศสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย เรื่อง ราคาน้ำตาลทรายภายในราชอาณาจักร เพื่อใช้ประกอบในการคำนวณราคาอ้อยและผลตอบแทนการผลิตและจำหน่ายน้ำตาลทราย ประจำฤดูการผลิตปี 2566/67

ทำให้น้ำตาลทรายขาวเดิมราคา กก.ละ 19 บาท เป็น กก.ละ 23 บาท และน้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์เดิมราคา กก.ละ 20 บาท เป็น กก.ละ 24 บาท มีผลตั้งแต่วันที่ 28 ตุลาคม 2566

Advertisement

เหตุผลของประกาศฉบับนี้ ต้องย้อนไปช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคม ขณะนั้น สอน.พบสถานการณ์ราคาน้ำตาลตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง ระดับ 26-27 เซ็นต์ต่อปอนด์ คิดกลับไทยซึ่งปัจจุบันเงินบาทอ่อนค่า จึงอยู่ที่ 27-28 บาทต่อ กก. ขณะที่ราคาในไทยอยู่ที่ 24-25 บาทต่อ กก.

จึงส่งผลกระทบ 2 ส่วนหลัก คือ จูงใจให้โรงงานน้ำตาลส่งออกมากขึ้น เพราะราคาน้ำตาลในประเทศต่ำกว่า จนเกิดการลักลอบส่งออกน้ำตาลในรูปแบบกองทัพมดไปประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งปกติบริโภคน้ำตาลทรายแพงกว่าไทยอยู่ก่อนแล้ว เหล่านี้ทำให้น้ำตาลในประเทศเริ่มตึงตัว
ประเด็นราคาน้ำตาลทรายจ่อแพง ทั้งตลาดโลก ต่อเนื่องถึงไทย กระทรวงพาณิชย์ทราบดี เพราะออกมาให้สัญญาณตั้งแต่ต้นเดือนกันยายน 2566 เนื่องจากอินเดียผู้ผลิตรายใหญ่ของโลก ห้ามส่งออกจากภัยแล้งที่อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลของประเทศเผชิญอย่างรุนแรง เมื่อสินค้าเข้าสู่ตลาดน้อยแต่ความต้องการคงเดิม จึงดันราคาให้ขยับขึ้นโดยปริยาย

นอกจากนี้ ราคาต่างประเทศที่สูงกว่า ทำให้โรงงานน้ำตาลบางส่วนปรับราคาขายปลีกในประเทศเพื่อขายคนไทยแทนการส่งออก โดยปรับจาก 24-25 บาทต่อ กก. เป็น 28-29 บาทต่อ กก. โดยส่วนต่างราคาที่เพิ่มขึ้นเข้ากระเป๋าผู้ขาย ไม่ได้ส่งถึงชาวไร่ ตลอดจนอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายเลย

ไม่เพียงเท่านี้ สอน.ยังพบสัญญาณการบริโภคในประเทศที่อาจเกิดปัญหาตึงตัวมากขึ้น จากผู้บริโภค 2 กลุ่มหลัก คือ ผู้บริโภคโดยตรง ประมาณ 60% จำหน่ายผ่านผู้ค้าส่ง หรือยี่ปั๊ว และการขายในห้าง หรือโมเดิร์นเทรด ปัญหาที่พบคือ ราคาโรงงานที่ขายให้ยี่ปั๊ว ขึ้นไปถึง 24-25 บาทต่อ กก.แล้ว จากกลไกขึ้นราคาแทนการส่งออก ทำให้ยี่ปั๊วต้องขายน้ำตาลแพงขึ้น อยู่ที่ 28-29 บาทต่อ กก.

ขณะที่โมเดิร์นเทรดยังไม่ขยับราคา เนื่องจากสต๊อกที่มีเป็นการทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้ากับโรงงานน้ำตาลทรายจึงยังขายอยู่ที่ 25-26 บาทต่อ กก.ได้ แต่สิ่งที่ทำให้ สอน.กังวลในเวลานั้นคือ พบยี่ปั๊วเริ่มกว้านซื้อน้ำตาลทรายในโมเดิร์นเทรด จนส่งผลกระทบต่อประชาชนที่เลี่ยงซื้อจากยี่ปั๊วหันซื้อโมเดิร์นเทรดแทน นอกจากนี้ ยังพบว่าโมเดิร์นเทรดเริ่มจำกัดการซื้อ และยังพบว่าโมเดิร์นเทรดลดปริมาณสำรองน้ำตาลลงจาก 20-25 วัน เหลือเพียง 7-10 วัน ยิ่งชัดถึงสัญญาณตึงตัว

ส่วนผู้บริโภคโดยอ้อม หรือตลาดภาคอุตสาหกรรม ใช้น้ำตาลประมาณ 40-50% กลุ่มนี้ทำสัญญาล่วงหน้ากับโรงงานน้ำตาลทำให้ปีนี้ยังไม่กระทบ แต่ปีหน้าหรือฤดูการผลิต 2566/67 ซึ่งจะทำสัญญาช่วงเดือนธันวาคม อาจได้รับผลกระทบหาน้ำตาลมาผลิตสินค้าไม่ได้ เนื่องจากโรงงานอยากส่งออกมากกว่าทำสัญญาขายในอุตสาหกรรม

อย่างไรก็ตาม เพื่อป้องกันภาวะขาดแคลน คณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทรายยังกำหนดให้โรงงานสำรองน้ำตาลในประเทศ เพื่อใช้ยามฉุกเฉินอีก 200,000 ตัน

นอกจากนี้ อีกเหตุผลสำคัญของการขึ้นราคาหน้าโรงงาน ยังมาจากปมปัญหาสิ่งแวดล้อม ฝุ่นพิษจากการเผาอ้อย ทำให้ สอน.วางกรอบใช้เงินจากการขึ้นราคา มาสนับสนุนชาวไร่ตัดอ้อยสดแทนเผาก่อนตัด

โดยมีข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย พบว่าผู้บริโภคกว่า 55% ที่ตอบแบบสำรวจเต็มใจซื้อสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมในราคาที่เพิ่มขึ้น 20% และผู้บริโภค 20% เต็มใจจ่ายค่าสินค้าเพิ่มขึ้น 40% แสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคยินดีจ่ายเพื่อลดปัญหาสิ่งแวดล้อม ซึ่งฝุ่นพิษคือหนึ่งปัญหา

ด้วยเหตุผลทั้งหมด ภายใต้ราคาที่เพิ่มขึ้น 4 บาทต่อ กก. สอน.จึงวางกรอบ 2 ส่วน ส่วนแรก 2 บาทต่อ กก. ประมาณ 5,000 ล้านบาท จะใช้คำนวณราคาอ้อยขั้นต้นในฤดูการผลิตใหม่ 2566/67 ในระบบแบ่งปันผลประโยชน์ 70 (ชาวไร่) : 30 (โรงงาน)

ส่วนสอง อีก 2 บาทต่อ กก.จะนำมาใช้แก้ฝุ่นพิษ จูงใจชาวไร่ตัดสด เพื่อไม่ต้องใช้งบประมาณแผ่นดินมาแก้ปัญหาเหมือนที่ผ่านมา และยังลดการสนับสนุนจากรัฐในพืชเกษตรที่ปัจจุบันรัฐใช้เงินสนับสนุนจำนวนมาก อาทิ ข้าว ปีนี้เตรียมใช้งบประมาณแผ่นดินอุดหนุนเฉียด 70,000 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม แม้ สอน.จะมีเหตุผลมากมายรองรับ แต่กระทรวงพาณิชย์ในฐานะผู้ดูแลราคาสินค้าคัดค้าน จึงได้เห็น

แอ๊กชั่นครั้งสำคัญ เดินหน้าประกาศน้ำตาลเป็นสินค้าควบคุม ให้ราคาหน้าโรงงานกลับไปที่ 19 บาทต่อ กก. และ 20 บาทต่อ กก.เท่าเดิม

พร้อมกำกับขายปลีกในโมเดิร์นเทรด 24-25 บาทต่อ กก. ขณะที่ราคาขายทั่วไปในตลาดจะขึ้นกับระยะทางซึ่งกรมการค้าภายในพิจารณา พร้อมควบคุมการส่งออก โดยหากส่งออกเกิน 1 ตัน ต้องได้รับอนุญาตจากเลขาคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ

ส่วนที่ชาวไร่เสียประโยชน์ให้กระทรวงอุตสาหกรรม ขอรับการสนับสนุนจากรัฐบาลทั้ง 2 ส่วน ล่าสุดลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว เมื่อวันที่ 31 ตุลาคมที่ผ่านมา

ท่าทีการเบรกจากกระทรวงพาณิชย์ถึงกระทรวงอุตสาหกรรมครั้งนี้ ทำให้ชาวไร่ออกมาประกาศเตรียมจัดม็อบปิดโรงงานน้ำตาล เพราะมองว่าถูกแทรกแซงราคา และยังตั้งคำถามถึงระบบอ้อยและน้ำตาลทราย ที่อดีตเป็นสินค้าควบคุม ก่อนจะลอยตัวช่วงปี 2561 จากหน้าโรงงาน 19-20 บาท เหลือ 15-16 บาทต่อ กก. กลับไม่มีใครตั้งคำถาม ราคาสินค้าไม่มีการลดราคาคืนให้ผู้บริโภค

นอกจากนี้ การกำหนดสินค้าควบคุม จากเดิมประกาศลอยตัว อาจย้อนแย้งกับเป้าหมายการลอยตัว เพราะไทยเคยถูกบราซิลฟ้องร้องต่อองค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) กรณีอุดหนุนน้ำตาล ซึ่งเป็นสิ่งที่กระทรวงพาณิชย์ให้กระทรวงอุตสาหกรรมขอรับการสนับสนุนหลังพยายามชี้แจงการใช้เงินเพื่อดำเนินการ 2 ส่วน

นอกจากนี้ ในมุมผู้ส่งออกถึงกระทรวงพาณิชย์ ที่จะคุมส่งออกซอยยิบตั้งแต่ 1 ตันขึ้นไป หากใบอนุญาตล่าช้า ผลกระทบที่เกิดขึ้นใครจะรับผิดชอบ

ดังนั้น ปมร้อนน้ำตาลขมรอบนี้ ทุกฝ่ายต้องหันหน้าคุยกัน เพื่อสกัดผลกระทบที่อาจบานปลาย จบยาก ก็เป็นได้!!