หุ้นไทยดีดบวก 24 จุด รับเฟดไม่เซอร์ไพรส์ คงดอกเบี้ยตามคาด ดัชนียืนเหนือ 1,400 จุดได้

หุ้นไทยดีดบวก 24 จุด รับเฟดไม่เซอร์ไพรส์ คงดอกเบี้ยตามคาด ดัชนียืนเหนือ 1,400 จุดได้

วันที่ 2 พฤศจิกายน 2566 ผู้สื่อข่าวรายงานภาวะหุ้นวันนี้ว่า หุ้นเคลื่อนไหวในแดนบวก โดยเปิดตลาดภาคเช้ามาที่ระดับ 1,379.96 จุด ก่อนปิดตลาดภาคบ่ายที่ระดับ 1,403.99 จุด ปรับเพิ่มขึ้น 24.03 จุด หรือ 1.74% โดยดัชนีทำจุดสูงสุดที่ระดับ 1,407.81 จุด และทำจุดต่ำสุดที่ระดับ 1,391.54 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขายที่ 44,380.64 ล้านบาท

โดยนายณัฐพล คำถาเครือ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) หยวนต้า (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า นายณัฐพล คำถาเครือ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) หยวนต้า (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทย ดัชนีปรับขึ้นอย่างร้อนแรง หลังจากปรับลดลงไปแตะระดับ 1,371 จุด เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม ที่ผ่านมา เทียบกับวันที่ 1 ตุลาคม ที่อยู่ระดับ 1,469 จุด ถือเป็นการปรับลดลงกว่า 100 จุด ภายในระยะเวลาไม่ถึง 1 เดือน

ทำให้เมื่อมีปัจจัยบวกสนับสนุนอย่างผลประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) คงดอกเบี้ยที่ 5.50% ตามที่คาดไว้ และถ้อยแถลงของเฟดชี้ว่าเฟดยังไม่ได้ตัดสินใจถึงแนวทางดอกเบี้ยในการประชุมครั้งหน้า ซึ่งสัญญาเฟดฟันด์ฟิวเจอร์ให้น้ำหนักเฟดคงดอกเบี้ยถึงกลางปี 2567 ก่อนลดดอกเบี้ยลง ทำให้ดัชนีหุ้นตอบรับในเชิงบวกผ่านการดีดตัวขึ้น (รีบาวด์) แบบร้อนแรง แต่มองว่ายังไม่สามารถเป็นขาขึ้นได้ในระยะยาว เพราะมีระดับแนวต้านที่ 1,420 จุด และ 1,445 จุด ที่ค่อนข้างแข็งและโอกาสทะลุผ่านขึ้นไปยังยากอยู่ โดยช่วงที่เหลืออีก 2 เดือนของปี 2566 (พฤศจิกายน-ธันวาคม) ให้ระดับดัชนีสูงสุดที่ระดับ 1,450 จุดเท่านั้น เนื่องจากยังมีความเสี่ยงจากปัจจัยสงครามอิสราเอลและกลุ่มฮามาสกดดันอยู่

Advertisement

“จากเดิมต้นปีที่ผ่านมา คาดการณ์ระดับดัชนีสูงสุดตั้งแต่ 1,500-1,700 จุด แต่เนื่องจากเจอปัจจัยเสี่ยงภายนอกประเทศแบบไม่สามทรถควบคุมได้ ตั้งแต่การปรับขึ้นดอกเบี้ยของเฟด รวมถึงหลายธนาคารกลางทั่วโลก ตามมาด้วยปัญหาอสังหาริมทรัพย์และหนี้ในจีน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (บอนด์ยีลด์) สหรัฐ ที่ปรับขึ้นต่อเนื่องกระทบกับผลตอบแทนสินทรัพย์เสี่ยง และล่าสุดอย่างสงครามอิสราเอลและกลุ่มฮามาส ที่ส่งผลกระทบต่อราคาพลังงาน ภาพเศรษฐกิจ รวมถึงความเชื่อมั่นในด้านต่างๆ จึงให้กรอบดัชนีไว้ในระดับ 1,450 จุดเท่านั้น” นายณัฐพล กล่าว

นายณัฐพล กล่าวว่า ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการเคลื่อนไหวของดัชนีหุ้นในระยะถัดจากนี้แบ่งเป็นปัจจัยต่างประเทศ ได้แก่ การปรับขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐ สถานการณ์สงครามอิสราเอลและกลุ่มฮามาส จะรุนแรงหรือขยายตัวมากขึ้นอย่างไร รวมถึงการชำระหนี้ของอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ในจีนอย่างเอเวอร์แกรนด์ ที่จะจัดการได้ราบรื่นหรือเกิดการสะดุดอย่างไร ส่วนปัจจัยในประเทศอเป็นนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจหลักของรัฐบาลใหม่ ผ่านการแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาทต่อคน ว่าจะสามารถออกมาได้หรือไม่ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนกลุ่มหุ้นบางกลุ่มที่ได้รับอานิสงส์เชิงบวก จึงยังมองว่าตลาดหุ้นไทยขณะนี้เน้นเป็นการเทรดดิ้งหรือซื้อขายในระยะสั้นจะเหมาะสมกับภาวะความเสี่ยงและความไม่แน่นอนที่มีอยู่มากกว่า ซึ่งแนะนำหุ้นที่น่าสนใจอยู่ ได้แก่ หุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้า อาทิ จีพีเอสซี บีกริม ไฟแนนซ์ อาทิ สวัสดิ์ และค้าปลีก อาทิ ซีพีออลล์

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image