ธปท.ชี้ทางสู้ความเสี่ยง เศรษฐกิจไทยต้องแข็งแรง มีกันชน เปิดทางเลือกใหม่ให้กับธุรกิจ
เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) กล่าวปาฐกถาหัวข้อ Towards a more resilient future ปรับโหมดนโยบายการเงินสู่เศรษฐกิจยั่งยืน ในงานสัมมนา Thailand Next Move 2024 ว่า สำหรับการที่ประเทศไทยจะก้าวต่อไปสู่ความมั่งคั่งอย่างยั่งยืนนนั้น จำเป็นที่จะต้องมี resiliency(ความยืดหยุ่น) ที่มากก็เดิม โดยการมี resiliency ไม่ใช่แค่การมีเสถียรภาพ แต่ resiliency มีองค์ประกอบเรื่องความทนทาน ความยืดหยุ่น และการล้มแล้วลุกได้เร็ว
นายเศรษฐพุฒิ กล่าวว่า อย่างที่เห็นว่าโลกนั้นเปลี่ยนไปเยอะ และมีความเสี่ยงต่างๆเพิ่มสูง ซึ่งความเสี่ยงทางเศรษฐกิจโลกบางอย่างเราอาจคุ้นชิน เช่น การเติบโตของเศรษฐกิจประเทศสำคัญๆ อย่างจีนที่ลดลง เป็นต้น ที่เรายังสามารถรับมือได้ แต่ที่น่าเป็นห่วงคือ ในตอนนี้ก็มีความเสี่ยงใหม่ๆ ที่ไม่คุ้นชิน ทำให้คาดการณ์ลำบากว่า ผลท้ายสุดจะเป็นอย่างไรบทเรียนในโลก 10-20 ปี นั้นที่ดูออกยาก คือ ผลข้างเคียงที่มีความเสี่ยงที่สูงมาก อาทิ สถานการณ์ในตะวันออกลาง อาจนำไปสู่เหตุการณ์ที่คาดไม่ถึง จึงเป็นที่มาว่า resiliency จะกลับมาเป็นพระเอก จากเดิมที่เราเน้นกระตุ้นเพื่อออกจากวิกฤตโควิด แต่ขณะนี้ด้วยบริบทเปลี่ยนแปลง resiliency จึงกลับมามีบทบาท
นายเศรษฐพุฒิ กล่าวว่า ทั้งนี้ resiliency องค์ประกอบแรกคือเสถียรภาพ หากไปพิจารณาดูที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ ให้คำแนะนำแต่ละประเทศในการดูแลเศรษฐกิจนั้น สิ่งที่ไอเอ็มเอฟเน้น ก็คือเสถียรภาพ เช่น การทำเงินเฟ้อให้กลับมาอยู่ในกรอบเป้าหมาย เก็บลูกกระสุนการคลังไว้ ดูแลเสถียรภาพระบบสถาบันการเงิน และปรับโครงสร้างต่างๆให้รับกระแสโลกใหม่ๆ และทำอย่างไรจะไปถึงจุดนั้นได้นั้น สิ่งที่ประเทศไทยต้องทำ คือ การมีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ หมายถึง ไม่มีวิกฤติ และดูแลให้เศรษฐกิจโตตามศักยภาพที่ 3-4% ต่อปี เงินเฟ้ออยู่ในกรอบ 1-3% และ ที่สำคัญอย่าให้เกิดความไม่สมดุลการเงิน
“ถ้าถามว่าตอนนี้ เสถียรภาพเศรษฐกิจของไทย เป็นอย่างไร ตอบสั้นๆ คือ โอเค ใช้ได้ แต่ยังชะล่าใจไม่ได้ โดยถ้าดูจากตัวเลขเศรษฐกิจ มีบางตัวที่โอเค คือ มิติความมั่นคงในต่างประเทศ มีความมั่งคั่ง จากดุลบัญชีเดินสะพัดที่เกินดุล มีทุนสำรองระหว่างประเทศสูง งบดุลของบริษัทขนาดใหญ่ยังอยู่ในเกณฑ์ดี”นายเศรษฐพุฒิ กล่าว
นายเศรษฐพุฒิ กล่าวว่า ส่วนเสถียรภาพที่โอเคน้อยหน่อย ได้แก่ หนี้ครัวเรือนที่อยู่ระดับสูง ที่91% เทียบจีดีพี แม้จะลดลงจากสูงสุดที่ 94% แล้วแต่ก็ยังสูงมาก และอยู่ในแนวโน้มโตตลอดในช่วงโควิด โดยเกณฑ์ต่างประเทศทั่วไป ก็ต้องรักษาไว้ที่ระดับ 80% เพราะฉะนั้น ในมิตินี้ ดูยังมีปัญหา และจับตามอง อีกตัวคือ ความอ่อนแอภาคการคลัง สะท้อนจากตัวเลขหนี้สาธารณะต่อจีดีพี ระดับ62%นั้น ถ้าเทียบกับต่างประเทศ ก็มีหลายประเทศที่สูงสุดกว่าไทย แต่ถ้าเทียบอดีตของไทยก็ถือว่าสูงกว่าที่เคยเป็น เพิ่มขึ้นค่อนข้างเร็ว โดยมองว่ายังไม่ถึงขั้นเกิดปัญหา แต่ต้องใส่ใจ และชะล่าใจไม่ได้
นายเศรษฐพุฒิ กล่าวว่า สิ่งที่เห็นอีกคือเรื่องความกังวลของตลาดที่มากขึ้น อันดับแรก เห็นว่าพอร์ตไทยมีเงินไหลออก แม้เสถียรภาพต่างประเทศจะดี แต่ยอมรับว่า มีเงินไหลออก 8.4 พันล้านเหรียญสหรัฐ โดยไหลออกทั้งตลาดบอนด์และตลาดทุน และค่อนข้างสวนทางประเทศอื่นในภูมิภาคที่เงินไหลเข้า สะท้อนความกังวลตลาดของไทย รวมทั้งค่าเงินก็ผันผวนสูงเมื่อเทียบในอดีตที่ 8-9% นอกจากนี้ยังมีกังวลเรื่องของผู้เล่น ไม่ว่าจะเครดิตเรตติ้ง โดยจุดที่กังวล คือ วิกฤตการคลัง สอดคล้องกับไอเอ็มเอฟที่อยากให้ขาดดุลน้อยลง ใส่ใจในหนี้สาธารณะให้อยู่ในเกณฑ์ที่โอเค
นายเศรษฐพุฒิ กล่าวว่า สำหรับองค์ประกอบที่สอง คือ ภูมิคุ้มกันทางการเงิน โดยในการดูแลเศรษฐกิจ อันดับแรกชนต้องดี ที่จะช่วยในหลายเรื่อง และเรื่องพื้นฐานเลยคือ งบดุลภาครัฐและเอกชนต้องแข็งแรง สัดส่วนหนี้ต่อทุนไม่ควรสูง มีเงินสำรอง และเมื่อภาวะช็อกอะไรที่แปลกและใหม่ ไม่รู้ผลค้างเคียงเป็นอย่างไร ดังนั้นทางที่ดีคือมีกันชนเยอะๆ
นายเศรษฐพุฒิ กล่าวว่า ภูมิคุ้นกันอีกอย่างคือ ขีดความสามารถในการดำเนินนโยบายการเงิน (policy space) ภาครัฐเองต้องมีกระสุนที่เพียงพอในการดูแลเศรษฐกิจ และธนาคารกลางต้องมีความสามารถปรับดอกเบี้ยตามสถานการณ์ได้ และที่สำคัญเมื่อยิ่งต้องเจอความเสี่ยงที่คาดไม่ถึง ก็จำเป็นต้องสร้างทางเลือกใหม่ๆ เหมือนกับมีถนนหลัก ถนนรองด้วย ถ้าเกิดเหตุที่ทางหลักไปไม่ได้ ก็ยังมีทางเลือกอื่นที่จะไปต่อได้
นายเศรษฐพุฒิ กล่าวว่า ส่วนองค์ประกอบที่สาม คือการเติบโตในโอกาสใหม่ ซึ่งโอกาสใหม่ๆนั้น จะทำให้ภาคครัวเรือน หรือภาคธุรกิจ มีความหวังในโตได้ โดยโอกาสนี้ต้องเป็นสิ่งใหม่ๆจริงๆ เพราะถ้าโตแบบเดิมยิ่งนานวันก็ยิ่งลำบาก เช่นเรื่องความยั่งยืน ที่ตัวเลขฟ้องว่าจะโตลำบาก คือ 1 ใน 3 ของแรงงานไทยอยู่ในภาคเกษตร ที่ได้รับผลกระทบจากเรื่องสิ่งแวดล้อม และอุตสาหกรรมไทยยังอยู่ในโลกเก่า เช่น อุตสาหกรรมปิโตรเคมี ยานยนต์ เป็นต้น
“การโตแบบเดิมจะส่งผลประโยชน์ให้ทั่วถึงอย่างที่ควรจะเป็นก็ทำไม่ได้ ซึ่งถ้าการเติบโตที่ผ่านมา มักใส่ใจเรื่องการเติบโตด้านตัวเลข แต่ไม่รู้ว่าการเติบโตไปที่ตรงไหน อยู่กับใคร ซึ่งถ้าผลประโยชน์อยู่ในวงแคบ ก็เหมือนกับโตในฐานแคบ โอกาสที่จะresilien ก็ลำบาก โดยดูตัวเลขกว่า 20 ปีที่ผ่านมา พบว่า รายได้ประชาชาติไม่หักเงินเฟ้อโต จากปี 2544 มาถึงปี 2564 มีกี่เติบโตมากว่า 3 เท่า ฟังดูโอเค แต่เมื่อไล่ดูว่ารายที่เติบโตไปที่ไหน ก็พบว่า ภาพสะท้อนประโยชน์การเติบโตของเศรษฐกิจไม่ได้มีกระจายตัว”นายเศรษฐพุฒิ กล่าว
นายเศรษฐพุฒิ กล่าวว่า โดยพบว่า รายได้ภาครัฐ โต 2.7 เท่า รายได้ภาคแรงงานโต 2.7 เท่า แต่รายได้ที่โตมากสุดคือกำไรภาคธุรกิจ ที่โตเกือบ 5 เท่า และถ้าดูการกระจายรายได้ของภาคธุรกิจพบว่า เอสเอ็มอีไม่ได้โตสูง ดังนั้น การกระจุกตัวของรายได้จะในภาคธุรกิจขนาดใหญ่
นายเศรษฐพุฒิ กล่าวว่า ในส่วนของบทบาท ธปท.ที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยโตอย่างยั่งยืน มี resiliency คือ ธปท.จะปรับเปลี่ยนโหมดการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ให้ออกจากโหมดโควิด ไปสู่การทำให้เศรษฐกิจโตอย่างมีเสถียรภาพ จึงทำให้นโยบายการเงินต่างๆของธปท.กลับเข้าสู่ภาวะปกติ อาทิ ปรับขึ้นดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไปตามความเหมาะสม เงินเฟ้อกลับเข้ากรอบ เป็นต้น รวมถึงการปรับเกณฑ์นโยบายการเงินที่เคยยืดหยุ่นไว้ในช่วงโควิด ให้กลับสู่ภาวะปกติ เพราะถ้านโยบาบการเงินที่ผ่อนปรนเกินไปในเวลาที่เศรษฐกิจโลกที่มีความเสี่ยงรูปแบบใหม่นั้น มันเหมาะสม ก็เหมือนกับถนนที่ฝนตก ฟ้ามืด แต่รถก็ยังเหยียบคันเร่งเต็มที่ จึงเป็นที่มาสู่การที่ธปท.ถอนคันเร่ง กลับสู่ภาวะปกติให้มากที่สุด
นายเศรษฐพุฒิ กล่าวว่า ด้านภูมิคุ้มกันก็ดูเรื่อง ระบบธนาคารพาณิชย์ หนี้ครัวเรือนและเรื่องกันชน ความเสี่ยงจากต่างประเทศ อาทิ หนี้ครัวเรือนที่พยายามทำให้กลับมาสู่สมดุล ทำอย่างไรให้คนมีหนี้ปิดจบหนี้ได้ กลับมามีภูมิทางการเงิน นอกจากนี้ เรื่องของทางเลือก โอกาสใหม่ๆ ธปท.ได้ผลักดันการใช้เงินสกุลพื้นที่อื่นๆ อาทิ การใช้เงินเยน เงินหยวน เป็นอีกทางเลือกให้กับภาคธุรกิจ นอกไปจากการใช้สกุลดอลลาร์สหรัฐที่ปัจจุบันมีความผันผวน รวมไปถึงการสร้างระบบการชำระเงิน เช่นการพัฒนาสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง เพื่อเสริมให้เป็นทางเลือกใหม่กับการชำระเงิน เป็นต้น

