‘มนพร’ เดินหน้าดันแหลมฉบังเป็นท่าเรือสีเขียว เผยเอกชนทุ่มงบกว่า 145 ล. เปลี่ยนเครื่องจักรหวังลดปริมาณปล่อยก๊าซคาร์บอนฯ 1.5 ล้านกิโลซีโอทู/ปี
เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน นางมนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังเป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (เอ็มโอยู) เพื่อเปลี่ยนเครื่องจักรสำหรับยกขนตู้สินค้าในท่าเรือ (อาร์ทีจี) จากพลังงานดีเซลเป็นพลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ ระหว่างบริษัท แอล ซี เอ็ม ที จำกัด และบริษัท แซด พี เอ็ม ซี โคเรีย จำกัด พร้อมติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานของท่าเรือแหลมฉบัง ว่า ตามนโยบายของรัฐบาลภายใต้การนำของ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ที่ได้ยืนยันถึงความมุ่งมั่นตั้งใจของประเทศไทยในการขับเคลื่อนประเทศไปสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนตามวาระการพัฒนาที่ยั่งยืนปี 2573 ของสหประชาชาติ (ยูเอ็น) โดยไทยได้ประกาศเจตนารมณ์ที่จะผลักดันความร่วมมือกับหุ้นส่วนความร่วมมือทุกระดับในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงส่งเสริมการเข้าถึงบริการพลังงานสมัยใหม่และใช้นวัตกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
นางมนพร กล่าวอีกว่า กระทรวงฯ ในฐานะหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงในการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการขนส่งของประเทศได้ตอบรับนโยบายดังกล่าว ด้วยการสนับสนุนและให้ความสำคัญกับการผลักดันให้ภาคเอกชนที่อยู่ในกำกับดูแล ดำเนินธุรกิจด้วยการนำนวัตกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมาใช้ในท่าเรือ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืน การที่บริษัทแอลซีเอ็มที ผู้ประกอบการภาคเอกชน ซึ่งได้รับสัมปทานจากการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) ในการประกอบธุรกิจท่าเทียบเรือเดินทะเลระหว่างประเทศ ได้ริเริ่มนำนวัตกรรมมาปรับเปลี่ยนเครื่องมือเครื่องจักรที่ให้บริการในท่าเรือให้มาใช้พลังงานสะอาดแทนที่พลังงานจากฟอสซิล เพื่อลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ปล่อยสู่อากาศ ถือเป็นก้าวสำคัญในการดำเนินธุรกิจอันเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และพร้อมสู่การเป็นท่าเรือสีเขียวในอนาคตตามนโยบายของกระทรวงฯ และรัฐบาลไทย

นางมนพร กล่าวว่า สำหรับการปรับเปลี่ยนเครื่องจักรหลักในการให้บริการท่าเทียบเรือระหว่างประเทศในท่าเทียบเรือเอ 0 ท่าเรือแหลมฉบัง (ทลฉ.) โดยทั้ง2 บริษัที่ร่วมเอ็มโอยู มีมูลค่าการลงทุนกว่า 145 ล้านบาท เมื่อการปรับปรุงแล้วเสร็จจะสามารถลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 1.5 ล้านกิโลซีโอทูต่อปี และจะช่วยกระตุ้นให้ผู้ประกอบการรายอื่นได้ตระหนักถึงความสำคัญในการต่อสู้กับภาวะโลกร้อน และการดำเนินธุรกิจขนส่งทางน้ำอย่างยั่งยืนตามนโยบายของรัฐบาลไทย และตามเป้าหมายของยูเอ็นต่อไป
นางมนพร กล่าวว่า นอกจากนี้ ยังได้ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานของท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 ส่วนที่ 1 โครงการพัฒนาศูนย์การขนส่งตู้สินค้าทางรถไฟ การพัฒนาท่าเทียบเรือชายฝั่ง (ท่าเทียบเรือ A) และเยี่ยมชมการปฏิบัติงานของ บริษัท ฮัทชิสิน เทอร์มินัล โดยได้สั่งการให้ กทท. เร่งแก้ไขปัญหาการจราจรติดขัดภายในท่าเรือ ซึ่งเบื้องต้น กทท. ได้จัดทำและใช้งานระบบ TRUCK QUE ที่มีการจองคิวของรถบรรทุกเพื่อจัดคิวรถบรรทุกให้มีความสอดคล้องกับตารางของสายเดินเรือ เพื่อให้รถบรรทุกที่เข้ามารับ – ส่งตู้สินค้า ประหยัดเวลา และลดปัญหาการจราจรติดขัดภายในบริเวณท่าเรือ โดย กทท. จะร่วมกับสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (ดีป้า) ในการพัฒนาท่าเรือให้เป็นสมาร์ทซิตี้ ซึ่งจะมีสิ่งอำนวยความสะดวกที่จำเป็น เช่น บริการโรงแรมที่พัก ร้านอาหาร ปั๊มน้ำมัน เป็นต้น

