‘ซีอีโอ เอไอเอส’ ชี้ แพคเน็ตเหมาะสมกับสภาพปัจจุบัน ยันไม่คิด ‘ฮั้วราคา’ คู่แข่ง จ่อปล่อยฟีเจอร์ใหม่บูสสปีด 5G พุ่งปรี๊ด!
เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส กล่าวถึงกรณีที่มีกระแสสังคมระบุว่าปัจจุบันค่าบริการมีการปรับตัวสูงขึ้นสวนทางกับคุณภาพนั้น ขอชี้แจงว่าในช่วง 2-3 ปีก่อนหน้านี้ มีการขับเคี่ยวแย่งชิงลูกค้าผู้เล่นในตลาดจากเบอร์ 3 หวังขึ้นมาเป็นเบอร์ 2 จึงมีการทำราคาที่ดุเดือดเพื่อแย่งลูกค้า แต่เมื่อสถานการณ์ทุกอย่างกลับมาสู่สภาพปกติปัจจุบัน สิ่งที่สามารถพูดได้ว่าขณะนี้อยู่ในช่วงราคาสมเหตุสมผล และราคายังมีการแข่งขันกันอยู่เสมอ สงครามราคายังดำเนินต่อไป เอไอเอส ไม่คิดฮั้วราคากับคู่แข่งอย่างแน่นอน และยืนยันได้ว่าประเทศไทยมีอัตราค่าบริการโทรศัพท์มือถือหากเทียบกับคุณภาพถือว่าถูกกว่าต่างประเทศอย่างมาก
นายสมชัย กล่าวว่า สำหรับปัญหาของคุณภาพอินเทอร์เน็ตที่มีผู้ใช้บางรายระบุว่าคุณภาพต่ำลงนั้น ขอยืนยันว่าเอไอเอส ใช้ความพยายามอย่างสูงทั้งทีมวิศวกรและเทคโนโลยีเพื่อให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุด ซึ่งข้อชี้แจงว่าปัญหา 5G ที่อาจจะเกิดขึ้นในโซเชียลนั้นตามหลักมาจาก 3 เหตุผล คือ 1.แพคเกจอินเทอร์หมดก็จะได้ใช้ความเร็วที่ลดลง Fair Use Policy (FUP) 2.อยู่ที่พื้นที่อับสัญญาณหรือไม่มี 5G ในพื้นที่นั้น และ 3.อยู่ในพื้นที่ที่มีการใช้งานหนาแน่น

“เอไอเอสลงทุนเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีให้กับคนไทย ด้วยงบลงทุน 2-3 หมื่นล้านบาทต่อปี หรืออาจสูงถึง 4 หมื่นล้านบาท ซึ่งราคาค่าบริการอินเตอร์ของเอไอเอส ถือว่าอยู่ในระดับเหมาะสม เพราะถูกควบคุมภายใต้การกำกับของสำนักงานกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และเรทยังอยู่ต่ำกว่าที่ กสทช.กำหนด”นายสมชัยกล่าว
นายสมชัย กล่าวว่า ดังนั้น เพื่อให้ประสบการณ์ 5G ของลูกค้าไม่สุด เอไอเอสได้เปิดฟังกชั่นใหม่โดยจะเริ่มต้นเดือนธันวาคมนี้ คือ นวัตกรรม 5G Living Network ล้ำหน้าขั้นสุด ด้วยความร่วมมือกับบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือเอ็นที ที่จะทำให้ลูกค้าของเอ็นที และเอไอเอส แบ่งเป็น 5G Boost Mode , Live Mode และ Game Mode โดยจะใช้ท่อรับส่งสัญญาณตรงได้ทันที เพื่อให้ลูกค้าที่ต้องการใช้งาน 5G อย่างเต็มประสิทธิภาพสามารถเลือกใช้ความเร็วได้เต็มคาปาซิตี้ จากสถานีฐานที่เอไอเอส มี 46,590 แห่ง มีไฟเบอร์ออฟติกยาวกว่า 254,000 ล้านตารางกิโลเมตร โดยจะเข้าถึงลูกค้าได้มากกว่า 13 ล้านครัวเรือนในปี 2567
ทั้งนี้ เอไอเอส รายงานผลประกอบการในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2566 ทำรายได้ 137,555 ล้านบาท โต 0.6% จากปีที่ผ่านมา และมีกำไร 22,084 ล้านบาท เติบโตขึ้น 18% นับเป็นการเติบโตอย่างแข็งแกร่งของทุกกลุ่มธุรกิจทั้ง ธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ ที่วันนี้มีผู้ใช้บริการ 5G รวมกว่า 8.5 ล้านราย โตพุ่งถึง 54% ทางด้านธุรกิจอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงอย่าง AIS Fibre ก็ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมสามารถโกยลูกค้ารวมทะลุ 2.38 ล้านราย โดย AIS ยังคงเดินหน้าลงทุนในการเพิ่มขีดความสามารถของโครงข่ายที่ 27,000-30,000 ล้านบาท รวมจากที่ให้บริการมายาวนานกว่า 30 ปี เอไอเอส ลงทุนไปแล้วกว่า 1 ล้านล้านบาท
“Boost Mode คือทำให้ลูกค้ามี Network on Demand เวลาที่ลูกค้ากด Boost จะใช้ 5G ได้เต็มสปีด 3 ชั่วโมงซึ่งจะมีค่าใช้จ่ายเล็กน้อยตอนนี้กำลังทำรายละเอียดอยู่”นายสมชัยกล่าว

