หน้าแรก เศรษฐกิจ AIS พร้อมใช้ฐ...

AIS พร้อมใช้ฐานข้อมูล 44 ล้านเลขหมาย ทำโมเดลช่วยรัฐบาลพัฒนาพื้นฐานดิจิทัล ปท.

6.11.23 | 16:03 น.

‘เอไอเอส’ ตอบรับนโยบายรัฐ หนุนสร้างเศรษฐกิจยั่งยืน ผ่านการพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัล

เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ บริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส กล่าวในงาน AIS THE NEXT EVOLUTION ว่า การพัฒนาและผลักดันเศรษฐกิจของประเทศ ในฐานะที่เป็นภาคเอกชน และดำเนินงานต่อเนื่องในเรื่องการผลักดันให้เทคโนโลยีเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ และสอดรับกับทิศทางของโลกที่มุ่งเน้นเรื่องความยั่งยืนมากขึ้น ดังนั้น จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะใช้เทคโนโลยีเข้ามาเป็นสื่อกลางในการพัฒนาเศรษฐกิจให้เติบโตในอนาคต

ขณะนี้สถานการณ์ของการจัดตั้งรัฐบาลนิ่งแล้ว เหลือเพียงแต่ว่าจะพัฒนาและแก้ไขปัญหาสังคม และเศรษฐกิจอย่างไร แม้การเมืองจะนิ่งแต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงของโลกที่ยังเผชิญปัญหา ตั้งแต่วิกฤตโควิด ปัจจุบันโลกก็มีปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ หรือการแบ่งโลกสองขั้ว ระหว่างสหรัฐและยุโรป กับจีนและรัสเซีย สิ่งเหล่านี้ มีผลต่อการพัฒนาประเทศ นอกจากนี้ มีสงครามในอิสราเอล-กลุ่มฮามาสปะทุขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยที่กระทบต่อประเทศไทยต่อการวางแนวทางที่จะเติบโตในอนาคต

สิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศมีการเปลี่ยนแปลงทั้งปัญหาเรื่องซัพพลายเชนที่ถูกกีดกัน ปัญหาพลังงาน อัตราเงินเฟ้อ และดอกเบี้ยที่คงอยู่ระดับสูง ซึ่งการพัฒนาประเทศต่อไป แม้ไทยจะมีโครงสร้างพื้นฐานที่ดีอยู่ รวมถึง ระบบโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล (Digital Infrastructure) ที่รัฐบาลแทบไม่ต้องลงทุน ซึ่งเอกชนสามารถลงทุนให้ประเทศพัฒนาต่อไปได้

“เอไอเอสในฐานะองค์กรใหญ่ได้เสนอโมเดล ที่จะทำให้ประเทศเติบโตอย่างยั่งยืน อย่างการทำระบบโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่เอกชนพัฒนาต่อเนื่อง จากนั้นต้องสนับสนุนให้ผู้ประกอบการได้ใช้โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลให้เกิดประโยชน์ โดยเอไอเอสมีฐานลูกค้า 44 ล้านเลขหมาย เชื่อว่าเกินครึ่งของประเทศ มีข้อมูลพฤติกรรมลูกค้า สามารถนำสินค้าและบริการของอุตสาหกรรมอื่นๆ มาใส่มือลูกค้าได้อย่างที่พึงพอใจ รวมถึงพันธมิตรจะสนับสนุนเพิ่มประสิทธิภาพและลดค่าใช้จ่าย ช่วยให้ตลาดเล็กและใหญ่เกิดการพัฒนาได้มากขึ้น” นายสมชัยกล่าว

Advertisement

นายสมชัยกล่าวว่า ทั้งนี้ ได้เน้นย้ำให้เห็นถึงการดำเนินธุรกิจของเอไอเอสที่จะให้ความสำคัญกับ พาย 3 ชิ้น ที่มาประกอบกันเป็นอีโคซิสเต็มของเอไอเอส และพร้อมที่จะเชื่อมต่อสู่ทุกภาคส่วนเพื่อเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน ซึ่งได้แก่

1.พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลอัจฉริยะ จากโครงข่าย 5G และเน็ตบ้าน พร้อม 5G Platform เพื่อภาคอุตสาหกรรม ด้วยการลงทุนในปีนี้ที่ 27,000-30,000 ล้านบาท

2.เชื่อมต่อธุรกิจข้ามอุตสาหกรรม พร้อมร่วมมือกับผู้ประกอบการรายย่อยกว่า 1.8 ล้าน ร้านค้าทั่วประเทศ สร้างการเติบโตไปด้วยกัน พร้อมประโยชน์เพื่อลูกค้า และ 3.ยกระดับขีดความสามารถของความท้าทายในยุคดิจิทัล และคนไทยผ่านแพลตฟอร์มการศึกษา รวมถึงส่งเสริมความรู้ทักษะดิจิทัลสร้างภูมิคุ้มกันภัยไซเบอร์

นอกจากนั้น การดำเนินงานภายใต้วิสัยทัศน์ Cognitive Tech-Co เพื่อส่งมอบสินค้าและบริการที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าและคนไทยในการก้าวข้ามทุกข้อจำกัด และเติมเต็มอีโคซิสเต็มอีโคโนมี ที่วันนี้ เอไอเอสมองการเติบโตของทุกภาคส่วนร่วมกันทั้งอีโคซิสเต็ม ทำให้โครงข่ายสื่อสารต้องมีความสามารถใหม่ๆ ที่มีความพร้อมที่จะเอื้อต่อการเติบโตของระบบนิเวศทางเศรษฐกิจด้วยเช่นกัน

นายสมชัยกล่าวว่า เอไอเอส พร้อมที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความแข็งแกร่งและยั่งยืนของประเทศไทย ผ่านการวิวัฒน์ครั้งสำคัญของโลกดิจิทัลและอุตสาหกรรมโทรคมนาคมไทย THE NEXT EVOLUTION ที่จะก้าวสู่การพลิกโฉมประสบการณ์การใช้งานของลูกค้าในทุกมิติ จากโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลอัจฉริยะทั้งโทรศัพท์เคลื่อนที่ เน็ตบ้าน บริการลูกค้าองค์กร และดิจิทัลเซอร์วิส

เพื่อให้ประสบการณ์ 5G ของลูกค้าได้มากขึ้น เอไอเอสได้เปิดฟังกชั่นใหม่โดยจะเริ่มต้นเดือนธันวาคมนี้ คือ นวัตกรรม 5G Living Network ล้ำหน้าขั้นสุด ด้วยความร่วมมือกับบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือเอ็นที ที่จะทำให้ลูกค้าของเอ็นที และเอไอเอส แบ่งเป็น 5G Boost Mode, Live Mode และ Game Mode โดยจะใช้ท่อรับส่งสัญญาณตรงได้ทันที เพื่อให้ลูกค้าที่ต้องการใช้งาน 5G อย่างเต็มประสิทธิภาพสามารถเลือกใช้ความเร็วได้เต็มคาปาซิตี้ จากสถานีฐานที่เอไอเอส มี 46,590 แห่ง มีไฟเบอร์ออฟติกยาวกว่า 254,000 ล้านตารางกิโลเมตร โดยจะเข้าถึงลูกค้าได้มากกว่า 13 ล้านครัวเรือนในปี 2567

ในส่วนของโครงข่ายเน็ตบ้านนั้น ความร่วมมือกับบริษัท ทริปเปิลที บรอดแบนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ 3BB จะทำให้เกิดประโยชน์กับการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตของคนไทยในวงกว้างมากยิ่งขึ้น ถึงกว่า 13 ล้านครัวเรือน ซึ่งเอไอเอสเปิดตัวเทคโนโลยีล่าสุด WiFi 7 เป็นรายแรกในไทย ร่วมกับ TP-Link ที่มาพร้อมเราน์เตอร์มาตรฐาน WiFi 7 ในการรองรับดีไวซ์ให้เชื่อมต่อได้ ลดปัญหาเกี่ยวกับช่องสัญญาณที่แออัด ทำให้ใช้งานได้ไหลลื่น รองรับการสตรีมแบบวีดีโอแบบ 8K การใช้งาน VR ที่ตอบโจทย์ทุกคนในบ้านได้อย่างครบถ้วน

นอกจากนี้ ยังมีความร่วมมือกับไมโครซอฟต์ ครั้งแรกใน South East Asia ที่พร้อมให้บริการ Microsoft Teams Phone ที่ช่วยให้องค์กรสามารถบริหารจัดการระบบสื่อสารได้อย่างสะดวก ปลอดภัย ประหยัดต้นทุน เพราะพนักงานสามารถโทรออกไปยังเบอร์ภายนอกและรับสายได้ผ่าน Microsoft Teams รวมถึงการนำสุดยอดนวัตกรรม genAI ที่จะมาช่วยยกระดับการทำงานของโลกยุคใหม่อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นกับ Microsoft 365 Copilot for Enterprise

นายสมชัย กล่าวว่า นอกเหนือจากการนำดิจิทัลเข้ามาสร้างการเข้าถึงอย่างเท่าเทียมแล้ว ยังส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีอย่างสร้างสรรค์และปลอดภัยให้มีทักษะและเป็นพลเมืองดิจิทัลที่มีคุณภาพผ่านภารกิจ AIS อุ่นใจ CYBER นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2562 อย่างต่อเนื่อง เพื่อลดผลกระทบจากภัยไซเบอร์ที่เกิดขึ้นหลากหลายรูปแบบในปัจจุบัน ผ่านหลักสูตรการเรียนรู้อุ่นใจไซเบอร์ 4P ที่มีผู้เรียนแล้วกว่า 300,000 ราย

ขณะที่ด้านสิ่งแวดล้อมได้มุ่งสร้าง Green Network ผ่านการบริหารจัดการด้วยนวัตกรรม อย่างการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) เข้ามาใช้ในสถานีฐานเพื่อบริหารจัดการพลังงานให้เหมาะสมกับปริมาณการใช้งานของลูกค้า หรือแม้แต่การเพิ่มสัดส่วนของการใช้พลังงานหมุนเวียนจากทั้งพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม

“เราตระหนักดีว่า บทบาทหลักของ AIS นอกจากสร้างมาตรฐานทั้งมิติของสินค้า บริการ นวัตกรรม และการดูแลลูกค้าอย่างเป็นเลิศแล้ว เรายังมีภารกิจในการสนับสนุนการเดินหน้าของประเทศ สู่การเป็น Sustainable Nation ซึ่งพนักงาน AIS ทุกคน พร้อมอย่างยิ่งที่จะทุ่มเทและทำให้ภารกิจนี้ประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน” นายสมชัยกล่าว