หน้าแรก เศรษฐกิจ ดีมานด์ลักชัว...

ดีมานด์ลักชัวรี่สุดแกร่ง ‘ไรมอนแลนด์’ ผุดบ้านหลังละ 300-1,000 ล้าน เจาะเศรษฐีไทย ต่างชาติ

7.11.23 | 20:40 น.

ดีมานด์ลักชัวรี่สุดแกร่ง ‘ไรมอนแลนด์’ ผุดบ้านหลังละ 300-1,000 ล้าน เจาะเศรษฐีไทย ต่างชาติ

วันที่ 7 พฤศจิกายน นายกรณ์ ณรงค์เดช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไรมอน แลนด์ จำกัด(มหาชน) เปิดเผยว่า ตลาดคอนโดมิเนียมระดับลักชัวรี่ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องไปอีกหลายปี เนื่องจากลูกค้ามีกำลังซื้อสูง ส่วนใหญ่ซื้อสดและไม่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจและความผันผวนจากปัจจัยต่างๆที่เกิดขึ้น รวมถึงไม่กังวลจากอัตราดอกเบี้ยที่ปรับตัวสูงขึ้น ประกอบกับยังมีลูกค้าต่างชาติหาซื้อคอนโดมิเนียมในประเทศไทย เพื่อเป็นบ้านหล้งที่สองเข้ามาต่อเนื่องและต้องการซื้อห้องขนาดใหญ่ ทำให้บริษัทโฟกัสพัฒนาโครงการลักชัวรีมากขึ้น

นายกรณ์กล่าวว่า ปัจจุบันบริษัทมี โครงการคอนโดมิเนียมพร้อมอยู่ซึ่งอยู่ระหว่างขาย 2 โครงการ ได้แก่ โครงการ ดิ เอสเทลล์ พร้อมพงษ์ มูลค่าโครงการ 5,200 ล้านบาท สูง 37 ชั้น 146 ยูนิต ยังเหลือ3 ยูนิตสุดท้าย โดยปรับราคาขายลงมา 20% อยู่ที่ 256,000 บาท/ตารางเมตร(ตร.ม.) เพื่อปิดการขายโดยเร็ว ซึ่งโครงการนี้ได้รับการตอบรับค่อนข้างดี ทั้งชาวไทยและต่างชาติ โดยลูกค้าต่างชาติซื้อเต็มโควต้า 49% แล้ว

นายกรณ์ ณรงค์เดช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไรมอน แลนด์ จำกัด(มหาชน)

นายกรณ์กล่าวว่า อีกโครงการเทตต์ สาทร ทเวลฟ์ มูลค่า 4,400 ล้านบาท เป็นโครงการร่วมทุนกับโตเกียว ทาเทโมโนะ สูง 40 ชั้น 231 ยูนิต มียอดขายแล้ว 97% อยู่ระหว่างทยอยโอนให้ลูกค้า ยังเหลือ 10 ยูนิตสุดท้าย ตั้งเป้าถึงสิ้นปี 2566 จะมียอดโอน 2,600 ล้านบาท โดยตั้งแต่เดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ลูกบ้านโอนไวมาก มีโอนไปแล้ว 1,800 ล้านบาท คาดปิดการขายต้นปี 2567

“โครงการนี้ปัจจุบันมีโควต้าลูกค้าชาวต่างชาติแล้ว 40% โดยชาวต่างชาติที่ซื้อ 5 อันดับแรก ได้แก่ จีน อเมริกา สิงคโปร์ ไต้หวัน และออสเตรเลีย ส่วนใหญ่ซื้อเพื่ออยู่เอง 60% ลงทุน 40% โดยชาวจีนซื้อราคาแพงสุด 110 ล้านบาท เป็นห้องขนาด 180 ตร.ม. ซึ่งเป็นการซื้อ 3 ห้องมาคอมบายให้เป็นขนาดใหญ่ เพราะโครงการนี้เราไม่มีห้องเพนต์เฮ้าส์”นายกรณ์กล่าว ​

Advertisement

นายกรณ์กล่าวว่าสำหรับแผนการเปิดโครงการของบริษัทในปี 2567 ยังคงเดินหน้าเปิดโครงการในระดับลักชัวรี่ และซุปเปอร์ลักชัวรี่อย่างต่อเนื่อง ประมาณ 4 โครงการ มูลค่ากว่า 10,000 ล้านบาท เป็นคอนโดมิเนียม 2 โครงการย่านซีบีดีและแนวราบ 2 โครงการ โดยจะเป็นปีแรกที่จะเปิดขายโครงการแนวราบใน 2 ทำเล ได้แก่ ใจกลางสุขุมวิทย่านพร้อมพงษ์ เป็นบ้านเดี่ยวอัลตร้าลักชัวรี่ขนาดเกิน 3 ชั้น ราคาเริ่มต้น 300 ล้านบาทต่อหลัง และโครงการวิลล่าหรูที่หาดกมลา จ.ภูเก็ต บนเนื้อที่ 23 ไร่ จำนวน 10 ยูนิต ราคาเริ่มต้นหลังละ 600 ล้านบาท ถึง 1,000 ล้านบาท ขณะนี้กำลังปรับรูปแบบ

นายกรณ์กล่าวว่า ส่วนแผนการซื้อที่ดินใหม่ได้ปรับแผนชะลอการซื้อที่ดินเข้ามาเก็บไว้เป็นแลนด์แบงก์​เพราะการซื้อที่ดินและยังต้องรอการพัฒนา ทำให้มีภาระค่าใช้จ่ายด้านดอกเบี้ยและภาษีที่สูง ซึ่งจะผลต่อต้นทุนของบริษัทที่สูงขึ้น

อีกทั้งปัจจุบันยังมีความเสี่ยงในการขออนุญาตด้านรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม(อีไอเอ) ที่เข้มข้นมากขึ้น จึงต้องปรับแผนเป็นการ่วมกับพันธมิตรเจ้าของที่ดินเพื่อร่วมกันพัฒนาโครงการแต่ยังไม่ปิดโอกาสในการซื้อที่ดินที่เป็นทำเลมีศักยภาพดีจริงๆ และราคาไม่สูงมากจนเกินไป