หน้าแรก เศรษฐกิจ โรงสี ตั้งข้อ...

โรงสี ตั้งข้อสงสัยปมสินเชื่อ-ความชื้น ‘มาตรการแทรกแซงราคาหอมมะลิ’

8.11.23 | 19:36 น.

โรงสี ตั้งข้อสงสัยปมสินเชื่อ-ความชื้น ‘มาตรการแทรกแซงราคาหอมมะลิ’

เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน แหล่งข่าวในวงการโรงสี เปิดเผยกับ “มติชน” ถึงแนวคิดแทรกแซงราคาการตลาดใช้โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี 2566/67 ตามที่โฆษกรัฐบาลแถลงเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายนที่ผ่านมาว่า วงการค้าข้าวงง และมองว่าทางปฏิบัติหลายเรื่องทำได้ยาก โดยเฉพาะการกำหนดให้สินเชื่อข้าวเปลือกหอมมะลิความชื้น 25% ในราคา 12,000 บาท/ตัน หรือให้แย่งซื้อในราคา 12,200 บาท/ตัน ทางปฏิบัติสถาบันการเกษตรหรือสหกรณ์การเกษตรที่รับซื้อเพื่อเก็บได้นาน ก็ต้องผ่านกระบวนการลดความชื้นตามมาตรฐาน 15% จากความชื้น 25% ให้เหลือ 15% ก็จะมีต้นทุนเพิ่มจากซื้อข้าวเปลือก 12,000-12,200 บาทต่อตัน เป็น 14,352-15,000 บาท เทียบกับราคารับซื้อข้าวเปลือกหอมมะลิตอนนี้เฉลี่ยอยู่ที่ 11,000 บาท จึงมีคำถามว่าที่มอบให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จะให้สินเชื่อนั้น จะให้สินเชื่อตามต้นทุนจริงที่เพิ่มขึ้นไหม หรือให้จริง ส่วนต่างต้นทุนที่สูงขึ้นรัฐบาลเข้าไปชดเชยให้ ธ.ก.ส.หรือไม่ เพราะเชื่อว่า ธ.ก.ส.ก็ต้องระมัดระวังเรื่องนี้ และปล่อยกู้ได้น้อย

“ยังมีข้อสงสัย เรื่องเมื่อสหกรณ์รับซื้อข้าวเปลือกความชื้นสูง ต้องทำให้ข้าวแห้ง ความชื้นไม่เกิน 15% แล้วจะอบอย่างไร เพราะสหกรณ์ไม่มีโรงอบ ก็ต้องเข้าโรงสี และนำมาจัดเก็บที่ยุ้งฉางสหกรณ์ หรือฝากไว้ที่โรงสี ก็ห่วงว่าจะฝากปลาย่างไว้กับแมว แม้จะมีการบริหารจัดการตันละพันบาท จะเพียงพอไหม หากรับซื้อและต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่ม สงสัยว่าจะมีสถาบันเกษตรหรือสหกรณ์กี่รายเข้าโครงการ”

แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า ยังต้องมีการติดตามเรื่องชดเชยอัตราดอกเบี้ย ซึ่งอนุกรรมการด้านผลิตและด้านตลาด เคยหารือ ธ.ก.ส.ระบุว่า คิดในอัตรา 4.85% โดยรัฐช่วยชดเชยดอกเบี้ยให้ 3.85% สหกรณ์การเกษตรจ่ายเพียง 1% ส่วนชาวนาเก็บข้าวไว้ 5 เดือนก็ไม่ต้องเสียดอกเบี้ย สำหรับข้อเสนอของกลุ่มโรงสี ที่ขอรัฐเจรจากับธนาคารกรุงไทย ซึ่งเป็นสถาบันการเงินที่กลุ่มโรงสีใช้สินเชื่อมากสุดถึง 60% นั้น ได้เพิ่มความเข้มงวดปล่อยสินเชื่อและลดวงเงินปล่อยกู้จำนวนมาก บางรายสูงถึง 70-80% และยังเสียค่าตรวจสอบสต๊อกข้าวอีก 7 พันบาท ก็วิตกว่าหากธนาคารกรุงไทยหรือสถาบันการเงินต่างๆ ยังลดวงเงินปล่อยกู้ เงินที่โรงสีจะใช้รับซื้อหรือเก็บข้าวไว้นานๆ ในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยสูง ก็คงเข้ารับซื้อข้าวเปลือกได้ลดลง และต้องเร่งระบายเพื่อควบคุมภาระค่าใช้จ่ายและสต๊อกข้าวไม่สูงเกินไป ดังนั้น จะส่งผลให้บางช่วงเวลาปริมาณข้าวก็ยังออกสู่ตลาดจำนวนมาก หากส่งออกข้าวได้น้อย ราคาข้าวจะลดลง ไม่ได้ตามที่รัฐบาลวางไว้ 12,000 บาทต่อตัน

“หวังว่าการสะท้อนข้อสังเกตนี้ จะทำให้คณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) ในวันที่ 10 พฤศจิกายน จะหารือเรื่องการกำหนดความชื้น ที่สอดคล้องกับการกำหนดราคาข้าวเปลือกที่รัฐซื้อจากเกษตรกร ดูเรื่องต้นทุนแท้จริง และการลดปล่อยกู้เงินให้โรงสีหรือพ่อค้าข้าว อย่างไรก็ตาม ด้านผลิตข้าวเปลือกหอมมะลิภาคอีสานฤดูกาลปีนี้ น่าจะใกล้เคียง 7-7.5 ล้านตันข้าวเปลือก” แหล่งข่าวกล่าว

Advertisement