ม.หอการค้า เผยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค เดือน ต.ค.โตสูงสุดในรอ 44 เดือน ปชช.มองเศรษฐกิจดี รัฐบาลช่วยลดค่าครองชีพ ด้านดัชนีหอการค้าไทย สวนทาง ลดลงครั้งแรกในรอบ 17 เดือน ภาคธุรกิจกังวลสงคราม ภัยแล้ง ขึ้นค่าแรง
เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน นายธนวรรธน์ พลวิชัย ประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า จากการสำรวจตัวอย่างประชาชนทั่วประเทศจำนวน 2,245 คน พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน ตุลาคม 2566 อยู่ที่ระดับ 60.2 ปรับตัวดีขึ้นจากในเดือนกันยายน 2566 ที่ อยู่ระดับ 58.7 โดยเป็นการปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 และถือว่าดัชนีปรับตัวสูงสุดในรอบ 44 เดือน นับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2562
นายธนวรรธน์กล่าวว่า สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในปัจจุบัน เดือนตุลาคม 2566 อยู่ที่ 44.0 เพิ่มขึ้นจากเดือนกันยายน ที่อยู่ในระดับ 42.9 ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในอนาคต อยู่ที่ 68.0 เพิ่มขึ้นจากเดือนกันยายน ที่อยู่ในระดับ 66.3 ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวม อยู่ที่ 54.5 เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับกันยายน ที่อยู่ในระดับ 53.2 ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสในการหางาน อยู่ที่ 57.0 เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับกันยายน ที่อยู่ในระดับ 55.4 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคต อยู่ที่ 69.2 เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับกันยายน ที่อยู่ในระดับ 67.4
นายธนวรรธน์กล่าวว่า ทั้งนี้ ดัชนีฯทุกรายการปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 และเพิ่มขึ้นสูงสุดในรอบ 44 เดือนเช่นกัน แสดงว่าผู้บริโภคเริ่มกลับมามีความเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจไทยสามารถกลับมาฟื้นตัวใกล้เคียงกับก่อนมีโควิด-19 และประชาชนรู้สึกว่าเศรษฐกิจกลับมาดีขึ้นแล้ว จากที่รัฐบาลลดค่าครองชีพ ได้แก่ ลดราคาน้ำมัน ลดค่าไฟฟ้า สะท้อนจากการแถลงเงินเฟ้อ เดือนตุลาคม 2566 ของกระทรวงพาณิชย์ มีสัญญาณตัวเลขติดลบ หมายความว่ามาตรการของรัฐทำให้ประชาชนไม่มีความกดดันเรื่องของสินค้าราคาแพง จนทำเดือนร้อน และประชาชนมีสัญญาณของความหวังว่ารัฐบาลจะมีมาตรการอื่นๆ ต่อเนื่องอีก อาทิ โครงการดิจิทัลวอลเล็ต
“ช่วงเวลาการทำงานของรัฐบาลตั้งเดือนกันยายนนั้น หรือระยะเวลาการทำงานของรัฐบาล 60 วันนั้น ทำให้ประชาชนมีความหวังว่าเศรษฐกิจจะฟื้นขึ้น อย่างไรก็ดี ยังคงมีความกดดันนเชิงลดทำให้ความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้นไม่สูงมาก และไม่รวดเร็วพอ เช่น สงครามอิสราเอลกับฮามาส และการจับตาในพื้นที่ตะวันออกกลาง ที่จะส่งผลให้กังวล เรื่องไม่แน่นอนของเศรษกิจโลก ราคาน้ำมันที่จะบานปลายหรือไม่ รวมถึงเศรษฐกิจสหรัฐ และจีนที่ยังไม่โดดเด่น การส่งออกก้ไม่ชัดเจนว่าจะฟื้นตัวกลับมาเป็นบวกอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวแนวนโยบายของรัฐที่ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้มองเศรษฐกิจฟื้นตัวอย่างโดดเด่น หรือแม้แต่เหตุการณ์ยิงในห้างดังกลางเมือง ที่ส่งผลต่อการท่องเที่ยว” นายธนวรรธน์กล่าว
นายธนวรรธน์กล่าวว่า ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทย (TCC-CI) เดือนตุลาคม 2566 ซึ่งเป็นการสำรวจความคิดเห็นของภาคธุรกิจ และหอการค้าทั่วประเทศ จำนวน 369 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 24-31 ตุลาคม 2566 โดยดัชนีฯอยู่ที่ระดับ 55.4 ลดลงจากระดับ 56.2 ในเดือนกันยายน 2566 ซึ่งเป็นการปรับลดลงครั้งแรกในรอบ 17 เดือน นับตั้งแต่ มิถุนายน 2565 เนื่องจากนักธุรกิจในแต่ละภูมิภาคมีความกังวลต่อสถานการณ์สงครามในอิสราเอลและกลุ่มฮามาส ซึ่งหากยืดเยื้อจะส่งผลต่อทิศทางเศรษฐกิจในอนาคต
นายธนวรรธน์กล่าวว่า นอกจากนี้ ยังกังวลต่อปัญหาภัยแล้ง ที่จะกระทบต่อการทำเกษตรกรรมในแต่ละพื้นที่ รวมถึงแนวโน้มการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ที่อาจจะเป็นการเพิ่มภาระต้นทุนของภาคธุรกิจ ท่ามกลางทิศทางอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น รวมทั้งมองว่านโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลยังมีน้อยเกินไป ทำให้ไม่สามารถเห็นภาพการกระตุ้นเศรษฐกิจได้ชัดเจน ซึ่งปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ อาจจะส่งผลให้เศรษฐกิจในอนาคตอยู่ในภาวะที่ซึมตัวได้

