‘นีโอ’ เผยกำลังซื้อยังดี ปชช.ใช้จ่ายสินค้าอุปโภคดันยอดขายพุ่ง ย้ำคุมราคาเหมาะสม–ไม่แพง!
เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน ที่ โรงแรมเรเนซองส์ ราชประสงค์ นายสุทธิเดช ถกลศรี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท นีโอคอร์ปอเรท จำกัด (มหาชน) หรือ NEO เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยมีการฟื้นตัวอย่างเห็นได้ชัดเจน โดยเฉพาะจากการท่องเที่ยว ซึ่งส่งผลโดยตรงกับกำลังซื้อที่กลับมาชัดเจน อย่างไรก็ตาม ระยะถัดไปเรื่องการกระตุ้นกำลังซื้อจะต้องรอดูนโยบายของรัฐบาลที่จะออกมาช่วยเสริมการใช้จ่ายได้มากขึ้น โดยระบบพื้นฐานของไทยค่อนข้างมั่นคง ดังนั้น กำลังซื้อของผู้บริโภคยังไม่เป็นอุปสรรค และยังมีการใช้จ่ายต่อเนื่อง สะท้อนจากผลประกอบการของบริษัทค้าปลีกยังมีกำไรต่อเนื่อง ซึ่งบ่งบอกว่ากำลังซื้อยังฟื้นตัวได้ดี
ขณะเดียวกัน เรื่องราคาสินค้าสอดคล้องกับกลไกตลาด ถ้ามีสถานการณ์ใหม่ๆ เกิดขึ้น ส่งผลให้สินค้าขาดตลาด จากความต้องการสูง ราคาจะเพิ่มขึ้น แต่ในส่วนของสินค้าภายใต้การผลิตของบริษัทจะเป็นไปตามกลไกของตลาด และจะมีการกำหนดราคาภายใต้การควบคุมของกรมการค้าภายใน ซึ่งสินค้าของบริษัทราคาไม่แพงมาก และยังขายสินค้าได้ต่อเนื่องจากกำลังซื้อในกลุ่มระดับล่างขึ้นบน
นอกจากนี้ การบริหารจัดการต้นทุน บริษัทจะมีการจัดการได้ตามปกติ เนื่องจากตลาดการค้าสินค้าอุปโภคมีหลายบริษัทที่ทำธุรกิจขายสินค้าลักษณะเดียวกัน ดังนั้น จึงมีการแข่งขันด้านราคาตั้งแต่วัตถุดิบต้นน้ำ และปลายน้ำอยู่แล้วอีกทั้งบริษัทมีการทำการติดต่อธุรกิจล่วงหน้ากับผู้ผลิตที่เกี่ยวกับการทำสินค้า เช่น วัสดุบรรจุภัณฑ์ กระดาษ หรือสารที่เป็นส่วนผสมที่นำมาใช้ผลิต ไว้ก่อนรอบการผลิต รวมถึงประสิทธิภาพการทำงานจะเพิ่มขึ้น ทำให้ต้นทุนยังอยู่ในกรอบที่เหมาะสม
“ภาพรวมตลาดยังขยายตัวต่อเนื่อง และไม่มีการชะลอตัวลง แม้ย้อนไปในช่วงโควิดยอดขายยังมีการขยายตัว จากกำลังซื้อการใช้จ่ายในสินค้าจำเป็น นอกจากนี้ สินค้าที่อยู่ภายใต้การควบคุมของกรมการค้าภายในยังมีราคาที่เป็นไปตามกฎหมาย ซึ่งยังไม่มีการปรับราคาขึ้นจนมีผลกระทบต่อกำลังซื้อของประชาชน” นายสุทธิเดชกล่าว
นายสุทธิเดชกล่าวว่า ภาพรวมกำไรของบริษัทในงวด 6 เดือนแรก ปี 2566 เท่ากับ 339.10 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 172.15 ล้านบาท จาก 166.95 ล้านบาท ในงวดเดียวกันของปีก่อนหน้า คิดเป็นอัตราเพิ่มขึ้น 103.12% ขณะที่รายได้รวมยอดในปี 2566 คาดว่าจะเพิ่มขึ้นและคงตัวเลขการเติบโตอยู่ที่ 2 หลัก เมื่อเทียบกับปี 2565 กำไรสุทธิของบริษัทในปี 2565 มีกำไรสุทธิ 568.68 ล้านบาท
ทั้งนี้ บริษัทเป็นผู้จัดจำหน่ายสินค้าอุปโภคครอบคลุมกลุ่มผลิตภัณฑ์หลัก 3 กลุ่ม รวม 8 แบรนด์ ประกอบด้วย 1.ผลิตภัณฑ์ของใช้ในครัวเรือน ประกอบด้วย 3 แบรนด์ ได้แก่ แบรนด์ไฟน์ไลน์ (Fineline) แบรนด์สมาร์ท (Smart) และแบรนด์โทมิ (Tomi) 2.ผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนบุคคล ประกอบด้วย 4 แบรนด์ ได้แก่ แบรนด์บีไนซ์ (BeNice) แบรนด์ทรอส (TROS) แบรนด์เอเวอร์เซ้นส์ (Eversense) และแบรนด์วีไวต์ (Vivite) 3.ผลิตภัณฑ์ของใช้สำหรับเด็ก ภายใต้แบรนด์ดีนี่ (D-nee)
นางปัทมา ถกลศรี รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการพาณิชย์ NEO กล่าวว่า บริษัทวางกลยุทธ์มุ่งมั่นที่จะเป็นบริษัท FMCG แห่งนวัตกรรมของเอเชีย ที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับผู้บริโภค ผ่าน 3 แนวทางขับเคลื่อนธุรกิจสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน ได้แก่ 1.ด้านการตลาดเพื่อเพิ่มความนิยมของผลิตภัณฑ์และเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาด บริษัทมีการนำเสนอนวัตกรรมและผลิตภัณฑ์ใหม่ รวมถึงการปรับปรุงผลิตภัณฑ์เดิมให้มีคุณสมบัติที่ดีขึ้น และมุ่งขยายสินค้าในพอร์ตโฟลิโอไปยังกลุ่มสินค้าระดับพรีเมียมแมส และระดับพรีเมียม เพื่อเพิ่มฐานลูกค้ากลุ่มใหม่
2.ด้านการเพิ่มประสิทธิภาพห่วงโซ่อุปทานอย่างต่อเนื่อง มุ่งพัฒนาการบริหารจัดการวัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด การเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการผลิตอย่างต่อเนื่อง และ 3.การให้ความสำคัญกับการพัฒนาองค์กรอย่างยั่งยืน โดยสร้างวัฒนธรรมองค์กรปลูกฝังความรู้ให้กับบุคลากร สนับสนุนกิจกรรมชุมชน สังคม สิ่งแวดล้อม ตลอดจนสร้างแบรนด์ผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืน
“อุตสาหกรรมสินค้าอุปโภคในไทยเติบโตต่อเนื่อง จากภาวะเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวฟื้นตัว ส่งผลให้อัตราการอุปโภคขยายตัวเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ หลังจากส่งออกสินค้าไปต่างประเทศ 16 ประเทศ มีตลาดหลัก ได้แก่ เวียดนาม กัมพูชา สปป.ลาว และเมียนมา กระเตื้องขึ้น ส่งผลให้อุตสาหกรรมอุปโภคเติบโต โดยบริษัทจะเพิ่มกลยุทธ์ และคุณภาพสินค้าสูงขึ้น เพื่อออกขายสู่ตลาดต่อไป” นางปัทมากล่าว
น.ส.ณิศรา ถกลศรี รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายปฏิบัติการ NEO กล่าวว่า บริษัทมีแผนปรับปรุงและขยายกำลังการผลิตสินค้ากลุ่มผลิตภัณฑ์ของใช้ในครัวเรือน และผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนบุคคล ส่งผลให้กำลังการผลิตรวมทั้งหมดอยู่ที่ 229,296 ตันต่อปี เพิ่มขึ้น 20.86% ต่อปี จากเดิม 142,800 ตันต่อปี ในปี 2563 อีกทั้งบริษัทลงทุนในอาคารและระบบคลังจัดเก็บสินค้าสำเร็จรูปอัตโนมัติ (ASRS) เพื่อรองรับแผนการเติบโตในอนาคต ปัจจุบันสามารถจัดเก็บสินค้าได้ 35,000 พาเลท และกำลังอยู่ระหว่างก่อสร้างอาคารและระบบคลังสินค้าอัตโนมัติรองรับการจัดเก็บสินค้าสำเร็จรูปประมาณ 10,700 พาเลท โดยคาดว่าสามารถเปิดดำเนินการได้ไตรมาส 4 ปี 2566

