‘ดร.อนุสรณ์’ คาดจีดีพีปีนี้โตต่ำกว่าปี’65 ส่วน’67 ขยายตัวได้ 3.5-4.5% ระบุแจกเงินดิจิทัล-ประชานิยม พอช่วยได้บ้าง

9.11.23 | 17:47 น.

‘ดร.อนุสรณ์’ คาดจีดีพีปีนี้โตต่ำกว่าปี’65 ส่วน’67 ขยายตัวได้ 3.5-4.5% ระบุแจกเงินดิจิทัล-ประชานิยม พอช่วยได้บ้าง แต่อาจเป็นเป็นปัญหาจรยะวิบัติหากพักชระหนี้-เสี่ยงภาวะการคลัง

เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน รศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐกิจดิจิทัล การลงทุนและการค้าระหว่างประเทศ และ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวในงานสัมมนา “ทิศทางเศรษฐกิจไทยปี 2567” ณ. โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล กล่าวว่า ความน่าเชื่อถือและการคาดการณ์ภาวะเศรษฐกิจของนักเศรษฐศาสตร์และสำนักวิจัยเศรษฐกิจลดลงตามลำดับ เนื่องจากเศรษฐกิจโลกมีพลวัตและผันผวนสูง ปัจจัยตัวแปรต่างๆเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาและบางทีก็เกิดขึ้นนอกเหนือจากสมการที่คำนวณเอาไว้ การโจมตีอิสราเอลของกลุ่มฮามาสในวันที่ 7 ตุลาคมเป็นสิ่งที่ไม่ได้มีการคาดการณ์ไว้ก่อนล่วงหน้าในโมเดลพยากรณ์เศรษฐกิจและปัจจัยนี้ส่งผลกระทบต่อตลาดการเงินและเศรษฐกิจโลกทันที

ราคาน้ำมันราคาทองคำเพิ่มสูง ตลาดหุ้นปรับฐานลง เงินทุนไหลเข้าตลาดพันธบัตรและถือครองดอลลาร์สหรัฐฯมากขึ้น โลกเราซับซ้อนและมีความไม่แน่นอน เมื่อทำนายอะไรที่เกี่ยวกับพฤติกรรมของคนในสังคมจำนวนมาก มันไม่ใช่วิทยาศาสตร์แบบฟิสิกส์ที่มีกฎตายตัว เศรษฐศาสตร์จึงต้องอาศัยวิธีการอ่านข้อเท็จจริง ขั้นตอนการอนุมานและตั้งสมมติฐาน บนประสบการณ์และสัญชาตญาณที่อยู่บนรากฐานวิทยาศาสตร์ที่พยายามสร้างแบบจำลองเพื่อพยากรณ์และคาดการณ์ตัวแปรต่างๆออกมาให้ใกล้เคียงความจริงในอนาคตมากที่สุด เพื่อประโยชน์ในการวางแผน การตัดสินใจ ตั้งแต่ระดับครัวเรือน ระดับกิจการ ระดับอุตสาหกรรม นโยบายระดับประเทศ ระดับภูมิภาคและระดับโลก

ชี้ภาวะสงคราม ทำคาดการณ์ศก.โลกยากขึ้น

รศ. ดร. อนุสรณ์ กล่าวต่อว่า ผลกระทบยังคาดการณ์ยาก เอาเฉพาะปัจจัยสงครามเพราะยังไม่รู้สงครามจะขยายวงไปอย่างไร แต่ยืดเยื้อแน่ ๆ จะมีการออกมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจกันรุนแรงหรือไม่ สงครามขยายวงเป็นสงครามภูมิภาคตะวันออกกลางไหม ราคาน้ำมันอาจทะลุ 100 ดอลลาร์หากสงครามระดับภูมิภาค หากอิหร่านจะปิดช่องแคบฮอร์มุซ อาจดันให้ราคาน้ำมันขึ้นไปทะลุ 130-150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลได้ สถานการณ์สงครามยูเครนกับระบอบปูตินรัสเซียก็ยังไม่สิ้นสุด การคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจโลกในปี พ.ศ. 2566 และ 2567 จึงเป็นเรื่องยาก มีโอกาสผิดผลาดสูง ย้ำว่า เศรษฐศาสตร์ไม่ใช่ศาสตร์แบบเคมีหรือฟิสิกส์ที่มีกฎเกณฑ์ตายตัว

Advertisement

ขอยึดการพยากรณ์อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจโลกของกองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือไอเอ็มเอฟ และ ธนาคารโลก ล่าสุด ไอเอ็มเอฟเผยแพร่รายงาน World Economic Outlook เมื่อเดือนตุลาคม รายงานนี้ยังไม่ได้มีการศึกษาผลกระทบของสงครามอิสราเอลคาดการณ์ว่า อัตราการขยายตัวเศรษฐกิจโลกปีหน้า (2567) อยู่ที่ 2.9% ลดลงเล็กน้อยจากปีนี้ (2566) ขยายตัว 3.0% การเติบโตที่ระดับ 2.9-3.0% ถือว่าเป็นการอัตราการขยายที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในช่วงปี พ.ศ. 2548-2557 อยู่ที่ 3.9% ขณะที่อัตราการขยายตัวของจีดีพีโลกเคยติดลบ -2.8% ในปี พ.ศ. 2563 จากการล็อคดาวน์ทางเศรษฐกิจอันเป็นผลจากการระบาดใหญ่ของโควิด ต่อมา ปี พ.ศ. 2564 เศรษฐกิจโลกฟื้นกลับมาขยายตัวได้ 6.3% ในปีหน้า หลายประเทศยังเผชิญอัตราเงินเฟ้อสูงต่อไป อัตราเงินเฟ้อโดยเฉลี่ยทั่วโลกลดลงแต่ต้องจับตาผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลางที่จะมีต่อราคาพลังงานอย่างใกล้ชิด ปัญหาภัยแล้งจากปรากฎการณ์เอลนีโญอาจทำให้ราคาอาหารและราคาธัญพืชเพิ่มสูงกว่าปรกติ

สหรัฐขยายเพดานหนี้กระทบเชื่อมั่น

ความไม่แน่นอนในเรื่องการขยายเพดานหนี้สหรัฐอเมริกาส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของค่าเงินดอลลาร์และพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอเมริกา หนี้สาธารณะของสหรัฐอเมริกาทะลุเพดานหนี้ 32 ล้านล้านดอลลาร์ ขบวนการออกจากดอลลาร์ การลดการถือครองดอลลาร์ในทุนสำรองหันไปถือทองคำมากขึ้น (De-Dollarization) เกิดมากขึ้นตามลำดับหากสหรัฐอเมริกายังแก้ปัญหาหนี้สาธารณะ การขาดดุลงบประมาณและดุลการค้าไม่ได้ อย่างไรก็ตาม บทบาทของเงินดอลลาร์สหรัฐฯในระบบการเงินระหว่างประเทศในฐานะเงินสกุลหลักจะยังคงดำรงอยู่ต่อไปอีกระยะหน้าจากการที่ไม่มีเงินสกุลอื่นหรือเงินในรูปแบบอื่นๆมาทดแทนได้ในเวลาอันสั้น

แต่ปัญหาภาระหนี้สาธารณะจำนวนมหาศาล ล่าสุด (ตัวเลข ณ. สิงหาคม พ.ศ. 2566) หนี้สาธารณะทั้งหมดของรัฐบาลสหรัฐอเมริกาอยู่ที่ 32.91 ล้านล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 2 ล้านล้านดอลลาร์ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมาจะเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อความมีเสถียรภาพมั่นคงของดอลลาร์ การที่หนี้สาธารณะทะลุเพดานก่อให้เกิดความขัดแย้งอย่างหนักในรัฐสภาเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวและนำไปสู่ความสุ่มเสี่ยงในการปิดหน่วยงานรัฐ รัฐบาลขาดสภาพคล่อง หากไม่ขยายเพดานหนี้ชั่วคราว ขณะเดียวกันการขยายเพดานไป เรื่อยๆทุกปีเมื่อมีการจัดทำงบประมาณก็ไม่ได้แก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของหนี้สาธารณะ

หลายประเทศเพิ่มทองตำเป็นทุนสำรองระหว่างประเทศ

ประเด็นความยุ่งยากและปัญหาในการขยายเพดานหนี้จะกระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกา กระทบต่อความเชื่อมั่นต่อค่าเงินดอลลาร์ พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และจะทำให้ บทบาทของเงินดอลลาร์ บทบาทของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ลดลง เรื่อย ๆ ในทุนสำรองระหว่างประเทศของประเทศต่างๆ ช่วงที่ผ่านมา ธนาคารกลางหลายประเทศได้เพิ่มสัดส่วนของ “ทองคำ “ มากขึ้นเรื่อย ๆ ทองคำเป็นสิ่งที่หนุนหลังค่าเงินที่มีความมั่นคงมากกว่า เงินเฟียต (Fiat Money) ที่ออกโดยธนาคารกลางสหรัฐฯ (ดอลลาร์สหรัฐฯ) ธนาคารกลางยุโรป (เงินยูโร) ธนาคารกลางจีน (เงินหยวน) ธนาคารกลางญี่ปุ่น (เงินเยน) การเก็บสะสมทองคำเพิ่มเติมของธนาคารกลางหลายแห่ง สะท้อนให้เห็นถึงความไม่มั่นใจต่อเงินดอลลาร์และสกุลเงินท้องถิ่นของตัวเองอีกด้วย เวลาเรานึกถึงเงินที่มั่นคง เรามักจะนึกถึงทองคำเสมอ มนุษย์พยายามสร้างรูปแบบของเงินที่ดีกว่าทองคำมาตลอดหลายศตวรรษ อุปทานของทองคำที่ถูกขุดขึ้นมาใหม่มีปริมาณน้อยกว่าอุปทานที่มีอยู่เดิมจึงทำให้มูลค่าทองคำไม่ผันผวน มีความมั่นคง และ สามารถเก็บรักษามูลค่าดีมาก การสร้างรูปแบบของเงินที่ดีกว่าทองคำมาตลอดหลายศตวรรษจึงยังไม่สำเร็จ

รศ.ดร.อนุสรณ์ กล่าวต่อว่า ผลกระทบของการแตกขั้วของโลกาภิวัตน์ การแยกขั้วของภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจของโลก (Geo-Economic Fragmentation – GEF) จะทำให้รูปแบบการค้า การผลิตและการลงทุนระหว่างประเทศเปลี่ยนแปลงไป อุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบโดยตรง คือ อุตสาหกรรมพลังงานโลก อุตสาหกรรมไฮเทค อุตสาหกรรมชิ้นส่วนอิเลคทรอนิกส์โดยเฉพาะบรรดาชิปต่างๆ อุตสาหกรรมการเงินการธนาคาร สินค้าโภคภัณฑ์บางตัว มีการแบ่งขั้วมากขึ้นเรื่อย ๆ การตอบโต้ด้วยกำแพงภาษีระหว่างจีนกับสหรัฐอเมริกาลดลงบ้างแต่จะมีการกีดกันการค้าเพิ่มขึ้นในรูปแบบอื่นๆที่ซับซ้อนขึ้น การเคลื่อนย้ายฐานการผลิตเกิดขึ้นด้วยเหตุปัจจัยทางด้านภูมิรัฐศาสตร์มากกว่าปัจจัยทางเศรษฐศาสตร์ ประเด็นผลกระทบของ GEF ขณะนี้ต้องการการศึกษาวิจัยในเชิงลึกเพิ่มเติม

ชี้ไทยรับผลกระทบโดยตรงและทางอ้อม

ในเบื้องต้นระยะสั้นผลกระทบที่ต่อภาคส่วนต่างๆของเศรษฐกิจไทยมีความแตกต่างหลากหลาย มีบางภาคส่วนหรือบางอุตสาหกรรมได้รับผลลบทั้งโดยตรงและโดยอ้อม จากการกีดกันทางการค้าและการลงทุน รวมทั้งการคว่ำบาตรเศรษฐกิจระหว่าง สหรัฐอเมริกาและพันธมิตรชาติตะวันตก กับ จีน สงครามทางการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐอเมริกาที่เริ่มปรากฎตั้งแต่สมัยประธานาธิบดีทรัมป์ ขณะเดียวกัน ผลกระทบของ GEF ต่อบางภาคส่วนเป็นบวกในระยะสั้น แต่ในระยะยาวแล้ว GEF น่าจะส่งผลลบอย่างมีนัยยสำคัญต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก โอกาสของการขยายตัวของการค้าการลงทุน การเพิ่มสวัสดิการและรายได้ต่อหัวของประชาชนทั่วโลกรวมทั้งไทย

รศ.ดร.อนุสรณ์ กล่าวต่อว่า สงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐอเมริกาช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทำให้มีการย้ายฐานการลงทุนบางส่วนจากจีนมายังอาเซียนมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ปัจจัยเรื่องการเคลื่อนย้ายการลงทุนจากผลกระทบสงครามการค้าจะเกี่ยวพันกับแนวโน้มว่า สงครามทางการค้าและการแข่งขันทางเศรษฐกิจระหว่างจีนสหรัฐอเมริกาจะพัฒนาอย่างไรต่อไปในอนาคต ข้อพิพาทและความขัดแย้งทางการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ จะพัฒนาไปในรูปแบบการค้าและการลงทุนเป็นอย่างไร สิ่งนี้จะมีส่วนสำคัญในการกำหนดรูปแบบความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจในระบบทุนนิยมโลกาภิวัตน์ยุคใหม่ ภูมิภาคอาเซียนโดยรวมนั้นยังคงเป็นภูมิภาคที่นักลงทุนต่างชาติให้ความสนใจอยู่เนื่องจากมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจโดยเฉลี่ยสูงกว่าภูมิภาคอื่น ขณะที่ สิทธิประโยชน์ทางภาษี โครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ ผลิตภาพแรงงาน ค่าจ้างแรงงาน สิทธิประโยชน์จากเอฟทีเอ ส่วนแบ่งมูลค่าส่งออกในตลาดโลก ความยากง่ายในการทำธุรกิจ ของ ภูมิภาคอาเซียนโดยภาพรวมก็อยู่ในระดับที่แข่งขันได้ โดยเฉพาะมาเลเซีย สิงคโปร์ เวียดนามและไทย การฟื้นตัวของเศรษฐกิจอาเซียนเกิดขึ้นต่อเนื่อง ความวิตกกังวลเรื่องการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนลดลงบ้าง เพราะจีนอาจขยายตัวได้ 5.4% ในปีนี้ และเศรษฐกิจจีนจะขยายตัวได้อย่างต่ำในปีหน้า 4.6% จากที่มีการคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ที่ 4.2% เศรษฐกิจจีนมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจโลกและไทย ขณะนี้ขนาดของเศรษฐกิจจีนคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 18.4% ของจีดีพีโลก

คาดปีหน้าศก.ไทยขยายตัว 3.5-4.5%

รศ.ดร.อนุสรณ์ กล่าวต่อว่า อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทยปีหน้าน่าจะอยู่ในช่วง 3.5-4.5% (จะมีเผยแพร่ตัวเลขคาดการณ์เศรษฐกิจอย่างเป็นทางการโดยศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยในเดือนธันวาคม) อัตราเงินเฟ้อของไทยอยู่ในระดับต่ำมากและเดือนตุลาคมอัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบ -0.31% สะท้อนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจและกำลังซื้อที่ชะลอลง นอกจากนี้ผลของมาตรการค่าครองชีพของรัฐบาลกดเงินเฟ้อให้ลดต่ำลงด้วย แต่ปัจจัยนี้น่าจะเกิดผลชั่วคราวเท่านั้น เพราะรัฐบาลมีข้อจำกัดในการชดเชยและอุดหนุนราคาพลังงานเพิ่มขึ้นตามลำดับ นอกจากนี้ดัชนีราคาผู้ผลิตเดือนตุลาคมก็ติดลบ -2.3% สะท้อนระยะต่อไปอัตราเงินเฟ้อยังลดลงได้อีก ความจำเป็นในการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในมีมากขึ้น คาดว่า อัตราเงินเฟ้อไทยปี พ.ศ. 2567 จะอยู่ที่ระดับ 2-3% อัตราการขยายตัวของการบริโภคภาคเอกชนเพิ่มอย่างน้อย 3.5-4% ภาครัฐเพิ่ม 1.5-2% อัตราการขยายของการลงทุนภาครัฐอยู่ที่ 3-3.5% และภาคเอกชนอยู่ที่ 4-5%

ชี้ปีนี้จีดีพีขยายตัวต่ำกว่าปี 65เหตุตั้งรบ.ช้า

รศ.ดร. อนุสรณ์  กล่าวต่อว่า หากสงครามในตะวันออกกลางไม่ขยายวงจนกระทบแหล่งผลิตและส่งออกน้ำมัน จากการประเมินปัจจัยและตัวแปรต่างๆล่าสุด (ณ. พ.ย. 2566) มีโอกาสที่อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจปี 2566 อาจต่ำกว่าปี 2565 ได้คาด อัตราการขยายตัว จีดีพี ไตรมาสสาม ปี 2566 อยู่ที่ 1.7-1.8% และ อัตราการขยายตัว จีดีพี ไตรมาสสี่ ปี 2566 อยู่ที่ 3.8-3.9% ทำให้ทั้งปีอยู่ที่ 2.5% การที่ จีดีพี ไตรมาสสองและสามต่ำกว่าคาดเพราะมีความล่าช้าในการจัดตั้งรัฐบาล การผ่านงบประมาณปี 2567 ล่าช้าทำให้การลงทุนและการบริโภคภาครัฐติดลบในไตรมาสสองและสาม โครงการแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาทควรมีความชัดเจนโดยเร็ว หากแจกเงินสูงถึง 5.6 แสนล้านบาท จะทำให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นได้ 1.14-3% ในปีหน้าบนฐานการเติบโตเดิม ผลของการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยนโยบายนี้จะเป็นเท่าไหร่ขึ้นอยู่กับจำนวนหมุนรอบของเงินและมีการรั่วไหลออกจากระบบแค่ไหน

อย่างไรก็ตาม ผลบวกอาจถูกหักล้างด้วยข้อจำกัดในการเข้าถึงเทคโนโลยี การก่อหนี้สาธารณะอาจส่งผลให้เกิด Crowding Out Effect ไปเบียดบังการลงทุนภาคเอกชน เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ควรระมัดระวังความเสี่ยงทางการคลัง เพราะเศรษฐกิจไทยอาจประสบปัญหาที่ไม่ได้คาดการณ์ไว้ จึงควรทำ Fiscal Consolidation ลดการขาดดุลและลดหนี้สาธารณะเพื่อให้มีพื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) เพื่อรับมือกับปัญหาทางเศรษฐกิจและปัญหาต่างๆในอนาคต รัฐบาลควรเพิ่มรายได้จากฐานภาษีทรัพย์สินและอาจลดภาษีจากฐานรายได้ลงมา การดำเนินการดังกล่าวจะช่วยเพิ่มอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะยาวได้ หนี้สาธารณะต่อจีดีพีอาจทะลุเพดาน 70% ในอีก 6 ปีข้างหน้าได้หากเศรษฐกิจไม่ขยายตัวตามเป้าหมายและไม่มีการปฏิรูประบบการคลังของประเทศ และ การขาดดุลงบประมาณยังคงเพิ่ม เรื่อย ๆ อย่างต่อเนื่อง

คาดปีหน้าส่งออกเพิ่ม 3.4-4%

เศรษฐกิจไทยได้รับผลบวกจากการขยายตัวอย่างมากของการส่งออกอาหารและสินค้าเกษตร ภาคส่งออกและภาคท่องเที่ยวของไทยยังคงฟื้นตัวต่อเนื่อง การขยายตัวของการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมอาหารเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ทำให้เศรษฐกิจไทยยังฟื้นตัวต่อเนื่องแม้นอาจชะลอตัวลงบ้างจากผลกระทบจากภายนอก คาดการณ์ว่าปีหน้า อัตราการขยายของมูลค่าของการส่งออกจะเพิ่มขึ้นได้ประมาณ 3.4-4% อัตราการขยายตัวของการนำเข้าจะอยู่ที่ระดับ 3% และดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลเพิ่มจากรายได้จากภาคบริการและท่องเที่ยว 8.5 พันล้านดอลลาร์ ปีหน้า ค่าเงินบาทจึงมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นสู่ระดับค่าเฉลี่ยทั้งปีที่ประมาณ 33.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ โดยปลายปี พ.ศ. 2567 เงินบาทอาจจะอยู่ที่ 31-32 บาทต่อดอลลาร์ได้

การปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายสูงเกินไปจะกดทับการลงทุนที่กำลังฟื้นตัว เพราะอัตราผลตอบแทนที่คาดหวังว่าจะได้รับเพิ่มขึ้นอันเนื่องมาจากการลงทุนเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งหน่วย (Marginal Efficiency of Investment-MEI) หากยังสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยในตลาด หน่วยการผลิตจะยังขยายการลงทุนไปเรื่อยๆ จนกระทั่ง MEI เท่ากับ อัตราดอกเบี้ย ในภาวะที่ระบบเศรษฐกิจไทยมีกำลังการผลิตส่วนเกินอยู่ อัตราเงินเฟ้อค่อนข้างต่ำ รัฐบาลก่อหนี้เพิ่ม สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีสูงมาก ทางการไม่ควรปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีกในหนึ่งหรือสองไตรมาสข้างหน้า อัตราเงินเฟ้ออาจเพิ่มขึ้นจากราคาพลังงานปรับสูงขึ้น ในระบบเศรษฐกิจแบบเสรีนิยม อัตราดอกเบี้ยจึงทำหน้าที่เป็นกลไกจัดสรรทรัพยากรของสังคมและระบบเศรษฐกิจตามการขึ้นลงของราคาของเงิน หรือ อัตราดอกเบี้ย ที่ระดับอัตราดอกเบี้ย ณ. ระดับใดระดับหนึ่งในระบบการเงิน หน่วยเศรษฐกิจที่มีประสิทธิภาพในการลงทุนจะสามารถประมูลเงินทุนไปดำเนินในกระบวนการผลิต (คือสามารถรับภาระของดอกเบี้ย) ส่วนหน่วยเศรษฐกิจที่มีประสิทธิภาพต่ำย่อมไม่สามารถได้เงินทุนไปขยายการผลิต

ชี้นโยบายประชานิยมช่วบกระตุ้นศก.ปีหน้าได้ แต่ระวังระยะยาวจะเป็นปัญหาจริยะวิบัติ

ส่วนผลกระทบของนโยบายประชานิยมของรัฐบาลใหม่ ไม่ว่าจะเป็น นโยบายพักหนี้ นโยบายแจกเงินดิจิทัล วอลเลต 10,000 บาท นโยบายขึ้นค่าแรงขั้นต่ำและปรับเงินเดือนข้าราชการ จะช่วยกระตุ้นทางด้านอุปสงค์และการใช้จ่าย จะส่งผลบวกต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจปีหน้า ช่วยกระตุ้นการบริโภค บรรเทาภาระหนี้สินและความยากลำบากทางเศรษฐกิจชั่วคราวสำหรับครอบครัวรายได้น้อย บรรเทาปัญหาความเหลื่อมล้ำได้บ้างกรณีขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ แต่ระยะยาวแล้วต้องระมัดระวังผลต่อปัญหาจริยะวิบัติ (Moral Hazard) ในภาคการเงินกรณีนโยบายพักชำระหนี้ ส่วนนโยบายแจกเงินต้องระวังความเสี่ยงเรื่องฐานะการคลังของประเทศหากแจกคน 56 ล้านคน อาจไม่ได้ช่วยเพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจระยะยาว และกระทบพื้นที่การคลังในการรองรับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจในอนาคต หากลดขนาดของเม็ดเงินในการแจกลงมาจะช่วยลดความเสี่ยงทางการคลังและไม่ได้ทำให้ประสิทธิภาพการกระตุ้นเศรษฐกิจลดลงมากนัก การแจกเงินดิจิทัล ผ่านเทคโนโลยีบล็อกเชน เท่ากับลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานของระบบเศรษฐกิจดิจิทัล

เศรษฐกิจไทยกำลังมาถึงขีดจำกัดและจำเป็นต้องปฏิรูปและปรับโครงสร้างใหม่เพื่อเป็นฐานสำหรับการเติบโตใหม่ในทศวรรษหน้า นโยบายส่งเสริม Soft power การส่งเสริมการลงทุนอุตสาหกรรมใหม่ๆ รัฐบาลใหม่ต้องเอาใจใส่ควบคู่กับนโยบายประชานิยมและนโยบายสวัสดิการสังคมที่เป็นจุดเน้นในการหาเสียงในการเลือกตั้งครั้งนี้ นโยบายประชานิยมสวัสดิการจะมีรายจ่ายเพิ่มขึ้นทุกปีตามโครงสร้างสังคมสูงวัยและตามสภาพที่เรียกว่าเป็น “กับดักประชานิยม” หากไม่ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อฐานรายได้ใหม่แล้ว คาดได้ว่า ไทยจะเผชิญปัญหาวิกฤติฐานะทางการคลังในอนาคตอย่างแน่นอน

การเติบโตด้วยการขับเคลื่อนจากฐานทรัพยากร (Resource-Driven Growth) และ ฐานแรงงานราคาถูกนั้นได้มาถึงขีดจำกัดจากความทรุดโทรมทางด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ค่าแรงขั้นต่ำที่ต้องปรับตัวสูงขึ้นเพื่อเพียงพอต่อการดำรงชีพและบรรเทาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและความเป็นธรรมในการกระจายรายได้ ประสิทธิภาพการผลิตโดยรวมของไทย (Total Factor Productivity of Thailand) นั้นยังมีอัตราการเติบโตต่ำ ธุรกิจอุตสาหกรรมที่มีผลิตภาพสูงส่วนใหญ่เป็นโรงงานการผลิตของบรรษัทข้ามชาติที่มีการใช้เทคโนโลยีและทุนเข้มข้น งานวิจัยหลายชิ้นที่ศึกษาเกี่ยวกับประสิทธิภาพการผลิตรวมของไทยขยายตัวต่ำกว่า 1.2-1.3% ในช่วงสามทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีระดับประสิทธิภาพในการผลิต (Productive Efficiency) อยู่กึ่งกลางระหว่างประเทศที่ใช้แรงงานเป็นหลักและประเทศที่ใช้ทุนเป็นหลักจึงสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน การสูญเสียความสามารถในการแข่งขันนี้จะยาวนานมากจนกว่าไทยสามารถพัฒนากิจการที่มูลค่าเพิ่มสูง การผลิตใช้ปัจจัยทุนหรือเทคโนโลยีเข้มข้น พร้อมกับ สามารถพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีของตัวเอง ปัจจัยประสิทธิภาพการผลิตนี้เป็นสิ่งที่ส่งผลต่อพื้นฐานความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว ซึ่งแตกต่างจากปัจจัยค่าแรง นโยบายสาธารณะ และ อำนาจตลาดที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้รวดเร็วและใช้เวลาสั้นกว่ามาก

แนะพัฒนาเทคโนโลยีนวัตกรรมในกิจการส่งออก

รศ.ดร.อนุสรณ์ กล่าวอีกว่า การพัฒนาเศรษฐกิจของไทยนั้นขาดการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมภายใน เทคโนโลยีและนวัตกรรมต่างๆที่ใช้ในธุรกิจอุตสาหกรรมโดยเฉพาะกิจการส่งออกล้วนเป็นเทคโนโลยีต่างชาติที่เราซื้อมาทั้งสิ้น การสร้างขึ้นมาเอง หรือพัฒนาต่อยอด สร้างนวัตกรรมสร้างฐานเติบโตใหม่ หากรัฐบาลใหม่ต้องการพัฒนาประเทศให้หลุดพ้นกับดักรายได้ระดับปานกลางโดยอาศัยการเติบโตภาคอุตสาหกรรมเป็นกลไกหลัก รัฐบาลใหม่ต้องมีนโยบายสนับสนุนอุตสาหกรรมที่เหมาะสม ต้องสร้างอุตสาหกรรมใหม่ ลงทุนพัฒนาเทคโนโลยีของตัวเองและลดการพึ่งพาเทคโนโลยีต่างชาติ อุตสาหกรรมที่ไทยมีความสามารถในแข่งขันสูงและมีผลิตภาพสูง รัฐควรมีนโยบายเชิงรับ เช่น สนับสนุนการวิจัย พัฒนานวัตกรรม ผ่อนคลายกฎระเบียบเพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการทำธุรกิจ ลดการทุจริตรั่วไหล

ส่วนอุตสาหกรรมที่ไทยมีผลิตภาพต่ำแข่งขันได้ไม่ดีนัก ควรใช้นโยบายเชิงรุก เช่น การให้สินเชื่อสนับสนุน การใช้มาตรการปกป้องอุตสาหกรรมภายในและใช้มาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษีหากจำเป็น การปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมและการส่งเสริมธุรกิจขนาดย่อม ขนาดเล็ก ขนาดกลาง ต้องเน้นการสนับสนุนทางด้านโครงสร้างพื้นฐานทางด้านวิจัยและนวัตกรรม รวมทั้ง การปรับระบบภาษีเพื่อให้เกิดแรงจูงใจและความสามารถในการแข่งขันที่ดีขึ้นผ่านผลิตภาพที่สูงขึ้น ส่งเสริมให้เกิดอุตสาหกรรม New S-Curve เช่น อุตสาหกรรมหุ่นยนต์ อุตสาหกรรมการบินและโลจีสติกส์ อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงและเคมีชีวภาพ อุตสาหกรรมดิจิทัล อุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร และดำเนินการพัฒนาประเทศโดยยึดแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน SDGs 17 ข้อที่ไทยได้ไปให้สัตยาบันเอาไว้กับประชาคมโลก นอกจากนี้ควรเตรียมการในการพัฒนาระบบการศึกษาและตลาดแรงงานให้สามารถมีทักษะทำให้งานกับหุ่นยนตร์และ AI ได้อย่างดี