‘การบินไทย’ ประกาศเป้าปี 66 โกยรายได้ 1.5 แสนล้าน แม้วีซ่าฟรีไม่ดันจีน-อินเดียเที่ยวเพิ่ม
นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ ประธานคณะผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ไตรมาส 3/2566 บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) และบริษัทย่อยมีรายได้รวมทั้งสิ้น 37,008 ล้านบาท ไม่รวมรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียว เพิ่มขึ้น 12.6% เทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2565 ซึ่งมีรายได้รวม 32,860 ล้านบาท โดยมีผู้โดยสารรวมทั้งสิ้น 3.27 ล้านคน เป็นส่วนของการบินไทย 2.19 ล้านคน และไทยสมายล์ 1.08 ล้านคน มีอัตราการบรรทุกผู้โดยสารเฉลี่ย 77.3% ใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันของปี 2565 เฉลี่ยที่ 77.0% ทำให้งวด 9 เดือนแรกของปี 2566 บริษัทฯ และบริษัทย่อยมีรายได้รวมทั้งสิ้น 115,897 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่อยู่ประมาณ 65,567 ล้านบาท มีค่าใช้จ่ายรวม 86,567 ล้านบาท สูงกว่าปีก่อนที่มีค่าใช้จ่ายรวมอยู่ประมาณ 66,115 ล้านบาท มีกำไรจากการดำเนินงานก่อนต้นทุนทางการเงินที่ 29,330 ล้านบาท ดีกว่างวดเดียวกันของปี 2565 ที่ขาดทุน 548 ล้านบาท จึงคาดการณ์ว่าทั้งปี 2566 จะมีรายได้รวมอยู่ที่ 1.5 แสนล้านบาท ส่วนปี 2567 คาดว่าจะกลับมาใกล้เคียงก่อนช่วงโควิด-19 ที่มีรายได้อยู่ประมาณ 1.8 แสนล้านบาท ส่วนปี 2568 รายได้จะเติบโตมากกว่าช่วงก่อนโควิดแล้ว
“เรามีเงินสดเพิ่มขึ้นมาส่วนใหญ่จากผลประกอบการที่ดีขึ้น แต่ก็ไม่สามารถนิ่งนอนใจได้ เพราะตอนนี้ยังไม่ต้องจ่ายหนี้ที่พักอยู่ แต่ปี 2567 จะต้องเริ่มจ่ายหนี้แล้ว ทำให้ปลายปี 2567 จะต้องหาเงินทุนรวมเพิ่มอยู่ที่ 80,000 ล้านบาท แบ่งออกเป็นการขายหุ้นเพิ่มทุน 25,000 ล้านบาท ซึ่งจะขายให้กับผู้ถือหุ้น ส่วนแปลงหนี้เป็นทุน 37,000 ล้านบาท อีก 5,000 ล้านบาทเป็นดอกเบี้ยพัก หรือดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมประเภทกู้เบิกเงินเกินบัญชีที่ลูกหนี้ค้างชำระตั้งแต่ 3 เดือนขึ้นไป เพื่อให้ปี 2568 ออกจากแผนฟื้นฟูให้ได้” นายปิยสวัสดิ์กล่าว

วีซ่าฟรีไม่ช่วยดันต่างชาติเพิ่ม
นายปิยสวัสดิ์กล่าวว่า แนวโน้มในช่วงถัดไป เนื่องจากขณะนี้เริ่มเข้าฤดูกาลท่องเที่ยว (ไฮซีซั่น) แล้ว แต่ผลกระทบจากความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะสงครามอิสราเอลและกลุ่มฮามาส รวมถึงประเทศอื่นในยุโรป ทำให้เห็นการยกเลิกการจองเที่ยวบินเข้าไทยเพิ่มขึ้นในประเทศกลุ่มยุโรปจนไม่คึกคักเท่าที่ควร ส่วนตลาดจีนและอินเดีย ที่ได้มาตรการวีซ่าฟรีเข้ามาช่วยสนับสนุน ตอนนี้ยังเห็นการเข้ามาน้อยของทั้งสองตลาด อย่างจีนที่ได้ทั้งวีซ่าฟรีและขอหนังสือเดินทาง (พาสปอร์ต) ง่าย แต่ก็ยังเข้ามาเที่ยวไทยน้อยลง เพราะเศรษฐกิจในจีนยังไม่ดี รวมถึงเดิมมีสายการบินจีนจองสล็อตในตารางบินฤดูหนาวกันเข้ามา แต่ขณะนี้ก็เริ่มยกเลิกจองกันแล้ว ประเมินจากวันหยุดชาติจีน (โกลเด้นวีค) ที่เข้ามาจำนวนมากจริงแล้วก็ชะลอตัวลงหลังจากนั้น ส่วนอินเดียก็ยังเข้ามาน้อย อาจเพราะในอินเดียยังไม่ได้มีการประชาสัมพันธ์มาตรการวีซ่าฟรีมากเท่าที่ควร บวกกับการแข่งขันที่สูงขึ้นและผลกระทบของของปัจจัยเหล่านี้ ส่งผลต่อการดำเนินงานในระยะถัดไป ทำให้ความสำคัญคือ จะต้องบริหารการใช้จ่ายให้เหมาะสม โดยยอดจองล่วงหน้าขณะอยู่ประมาณ 75-78% แล้ว ส่วนเดือนธันวาคมนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ 80% ได้ แม้จีนยังเข้ามาไม่ถึงขีดความสามารถในการรองรับ (คาพาซิตี้) ที่วางไว้ประมาณ 60% ของปี 2562 แต่เข้ามาจริงที่ 40% เท่านั้น อาจต้องประเมินช่วงตรุษจีนปี 2567 อีกครั้ง แต่ตอนนี้ยังไม่เห็นการจองที่แข็งแรงเข้ามา
นายปิยสวัสดิ์กล่าวว่า ความท้าทายและความเสี่ยงในปี 2567 ได้แก่ สภาวะการแข่งขันที่คาดว่าจะรุนแรงขึ้นจากจำนวนเครื่องบินที่กลับเข้าสู่ระบบการให้บริการที่เพิ่มขึ้น ปัญหาข้อพิพาทในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบกับการตัดสินใจเดินทางของผู้โดยสาร การชะลอตัวของเศรษฐกิจในประเทศจีน ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องอย่างมีนัยสำคัญ และค่าใช้จ่ายการบริการภาคพื้นในต่างประเทศปรับตัวสูงขึ้นจากปัญหาการขาดแคลนบุคลากร โดยการบินไทยมีปัญหาในเรื่องจำนวนเครื่องบินไม่เพียงพอ ทำให้เส้นทางบินที่มีศักยภาพเดิมที่เคยบินก็ไม่สามารถกลับไปบินได้ แต่ก็พยายามหาทางกลับไปบินใหม่อีกครั้งอยู่ อาทิ ซิดนีย์ มิลาน นาริตะ ซึ่งในปัจจุบันมีเครื่องบินแล้ว 68 ลำ มีการเช่าใหม่ 26 ลำ รับมาแล้ว 3 ลำ ปลายปี 2567 จะรับเข้ามาอีก 10 ลำ เพื่อกลับไปบินในเส้นทางเดิมที่มีศักยภาพต่อไป
นายปิยสวัสดิ์กล่าวว่า บริษัทฯ และบริษัทย่อยมีค่าใช้จ่ายรวม 29,289 ล้านบาท สูงกว่าปี 2565 ซึ่งมีค่าใช้จ่าย 28,940 ล้านบาท ส่วนใหญ่เกิดจากค่าใช้จ่ายที่ผันแปรตามปริมาณการผลิตและปริมาณการขนส่งที่เพิ่มขึ้น เป็นค่าใช้จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิง 11,995 ล้านบาท (41% ของค่าใช้จ่ายรวม) โดยบริษัทฯ และบริษัทย่อยมีกำไรจากการดำเนินงานก่อนต้นทุนทางการเงิน (ไม่รวมรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียว) 7,719 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาส 3/2565 ซึ่งมีกำไร 3,920 ล้านบาท ทั้งนี้ บริษัทฯ และบริษัทย่อยมีต้นทุนทางการเงินซึ่งเป็นการรับรู้ตามมาตรฐานการรายงานทางการเงินฉบับที่ 9 (TFRS 9) จำนวน 3,722 ล้านบาท และมีรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียวที่ส่วนใหญ่มาจากการขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ เป็นค่าใช้จ่ายรวม 2,732 ล้านบาท ส่งผลให้บริษัทฯ และบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิ 1,546 ล้านบาท ในขณะที่ปีก่อน ขาดทุน 4,780 ล้านบาท โดยมี EBITDA หลังหักเงินสดจ่ายหนี้สินตามเงื่อนไขสัญญาเช่าเครื่องบินรวมค่าเช่าเครื่องบินจากการใช้เครื่องบินที่เกิดขึ้นจริง (Power by the Hours) 8,360 ล้านบาท

