ตลาดรถยนต์สิ้นปีคึกคัก
‘รถไฟฟ้า-สันดาป’บุก
‘มอเตอร์เอ็กซ์โป 2023’
ใครสนใจจะซื้อรถยนต์ใหม่ หรือไม่ได้ซื้อ แต่สนใจเทคโนโลยียานยนต์ ตลาดรถยนต์ปลายปีถือว่าคึกคักสุดๆ ของปีก็ว่าได้
ค่ายรถยนต์ไฟฟ้าจากจีนกรีธาทัพเข้ามาเมืองไทย หลากหลายยี่ห้อมีให้เลือกมากมาย ส่งผลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อตลาดรถยนต์เมืองไทยอย่างชัดเจน
เพราะเมื่อเกิดการแข่งขันระหว่างค่ายรถจากจีนกับญี่ปุ่น ระยะหลังหันมานำเสนอเทคโนโลยีประหยัดน้ำมันมากขึ้น โดยเฉพาะเทคโนโลยีไฮบริด ถูกนำมาใส่ในรถยนต์รุ่นเล็กลงเรื่อยๆ จากเดิมจะอยู่ในเฉพาะรถยนต์ขนาดใหญ่หรือรถหรู
ที่สำคัญราคารถยนต์รุ่นใหม่แต่ละรุ่นเครื่องยนต์ไฮบริด ราคาจะลดลงมาก หากเทียบกับเมื่อก่อน
นอกจากนี้ มาตรการสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์ของรัฐบาล ช่วยกระตุ้นตลาดรถยนต์ปลายปีได้อย่างมาก
หลังจากปีนี้ ตั้งแต่ต้นปีตลาดทั้งรถยนต์และรถจักรยานยนต์ เจอมาตรการเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อของแบงก์ชาติ ทำให้การปล่อยสินเชื่อทำได้ไม่ง่ายเมือนเดิม ตลาดรถยนต์ปีนี้ตัวเลขล่าสุดจนถึงเดือนกันยายนที่ผ่านมา หัวทิ่มลงมา 16.3%
รบ.ได้อนุมัติ มาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า ระยะที่ 2 หรือ EV 3.5 ระยะเวลา 4 ปี (2567-2570) เพื่อส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าขยายตัวอย่างต่อเนื่องให้เกิดการลงทุนผลิตรถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น ผู้ประกอบการรายใหม่ๆ รวมถึงสนับสนุนให้เกิดการลงทุนทั้งรถยนต์นั่ง รถกระบะไฟฟ้า และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ให้ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมมาตรการ EV3.0 ก่อนหน้านี้ ยื่นขอรับสิทธิประโยชน์ตามมาตรการใหม่นี้เพิ่มได้ ภายใต้เงื่อนไข
รถยนต์ไฟฟ้าราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท แบตเตอรี่ตั้งแต่ 50 kWh จะได้รับเงินอุดหนุน 50,000-100,000 บาท/คัน ขนาดแบตเตอรี่ต่ำกว่า 50 kWh จะได้รับเงินอุดหนุนระหว่าง 20,000-50,000 บาท/คัน
รถกระบะไฟฟ้าราคาไม่เกิน 2 ล้าน แบตเตอรี่ตั้งแต่ 50 kWh จะได้เงินอุดหนุน 50,000-100,000 บาท/คัน
รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าราคาไม่เกิน 150,000 บาท แบตเตอรี่ตั้งแต่ 3 kWh จะได้รับเงินอุดหนุน ระหว่าง 5,000-10,000 บาท/คัน
มาตรการ EV 3.5 จะลดอากรนำเข้าไม่เกินร้อยละ 40 สำหรับการนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าสำเร็จรูป (CBU) 2 ปีแรก (พ.ศ.2567-2568) กรณีรถไฟฟ้าราคาไม่เกิน 2 ล้านบาทลดภาษีสรรพสามิตจากร้อยละ 8 เหลือร้อยละ 2 รถยนต์ไฟฟ้าไม่เกิน 7 ล้านบาท ตั้งเงื่อนไขกระตุ้นการลงทุนในประเทศ ให้ผู้ได้รับการสนับสนุนผลิตเพื่อชดเชยการนำเข้าภายในปี 2569 อัตราส่วน 1 : 2 หรือ นำเข้า 1 คัน ผลิตชดเชย 2 คัน เพิ่มอัตราส่วนเป็น 1 : 3 ภายในปี 2570 พร้อมกำหนดให้แบตเตอรี่ของรถยนต์ไฟฟ้าสำเร็จรูปที่นำเข้า ผลิตในประเทศไทยจะต้องได้รับมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) และต้องผ่านการทดสอบมาตรฐานตามมาตรฐานสากลจากศูนย์ทดสอบยานยนต์และยางล้อแห่งชาติ (ATTRIC)
นอกจากนี้ ที่ประชุมเห็นชอบให้กรมสรรพสามิตขยายเวลาการจดทะเบียนยานยนต์ไฟฟ้าที่ได้รับสิทธิตามมาตรการ EV 3 จากเดิมต้องจดทะเบียนภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2566 ให้ขยายเวลาเป็นต้องจำหน่ายภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2566 และต้องจดทะเบียนภายในวันที่ 31 มกราคม 2567 เพื่อให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อยานยนต์ไฟฟ้าภายในงาน Thailand International Motor Expo หรือ มอเตอร์ เอ็กซ์โป จัดขึ้นเดือนธันวาคม 2566 ยื่นจดทะเบียนได้ทันภายในมกราคม 2567
ส่วน บีโอไอ แจ้งตัวเลขจากมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า ระยะแรก หรือ EV 3 ปี 2565 มีผู้เข้าร่วมมาตรการ 13 แบรนด์ จาก 15 บริษัท ทั้งในประเภทรถยนต์นั่งไฟฟ้า รถกระบะไฟฟ้า และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า
ช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ (มกราคม-กันยายน 2566) มียอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าใหม่ 50,340 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนถึง 7.6 เท่า
ทางด้าน นายขวัญชัย ปภัสร์พงษ์ ประธานจัดงาน กล่าวถึงการจัดงาน มอเตอร์ เอ็กซ์โป หรือ มหกรรมยานยนต์ ว่า ปีนี้เป็นการจัดครั้งที่ 40 ถือว่าเป็นศูนย์รวมยานยนต์ จัดแสดงทั้งรถยนต์ รถจักรยานยนต์ เรือ และอากาศยาน ณ อาคารชาลเลนเจอร์ อิมแพค เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 30 พฤศจิกายน-11 ธันวาคม ภายใต้แนวคิด “ยานยนต์ : ความหมายที่มากกว่า-Mobility: Imagination and Beyond” มีค่ายรถยนต์เข้าร่วมงานทั้งหมด 40 แบรนด์ จาก 11 ประเทศ รถจักรยานยนต์ 23 แบรนด์ จาก 7 ประเทศ รวมถึงมีธุรกิจ เรือ และเพิ่มการจัดแสดงอากาศยาน ทำให้งานมีความสมบูรณ์แบบจากการแสดงยานยนต์ครบวงจรทั้ง ทางบก เรือ และอากาศเป็นครั้งแรก
“สถานการณ์ตลาดรถยนต์ปีนี้ค่อนข้างชะลอตัว เพราะสถาบันการเงินคุมเข้มการปล่อยสินเชื่อยานยนต์ ทำให้ผู้ประกอบการต่างมองการจัดงานรถยนต์สุดท้ายของปี เชื่อว่าจากสถานการณ์ต่างๆ ในขณะนี้ ทั้งผู้ขายและผู้ซื้อจะกลับมาดีขึ้น สถาบันการเงินให้เครดิตมากขึ้นกว่าที่ผ่านมา เห็นได้จากบีโอไอแจ้งว่า รถยนต์ไฟฟ้าได้รับการสนับสนุนคันละ 1.5 แสนบาท ถ้าผู้ซื้อมาทันก่อนวันที่ 31 ธันวาคม 2566 ทำให้มั่นใจว่าการซื้อขายรถในงานจะคล่องตัว แต่พอสิ้นสุดมาตรการอีวี 33 หลังจาก 31 ธ.ค. ส่วนลดจะเหลือคันละ 1 แสนบาท แสดงให้เห็นว่าหน่วยงานรัฐให้การสนับสนุนเน้นการซื้อขายรถในงานปีนี้เป็นหลัก ดังนั้น บรรดาค่ายรถต่างๆ จึงขนรถรุ่นใหม่และโปรโมชั่นกันมาอย่างเต็มที่ คาดว่าจะมีผู้เข้าชมเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 1.3 ล้านคน เป็น 1.4 ล้านคนในปีนี้ หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 10% ส่วนเงินสะพัดในงานนี้จะเพิ่มจาก 3.5-3.6 หมื่นล้านบาท เป็น 4 หมื่นล้านบาท หรือ เพิ่มขึ้นประมาณ 10% เช่นกัน” นายขวัญชัยกล่าว
รถยนต์ 40 แบรนด์ ได้แก่ AION, AUDI, BENTLEY, BMW, BYD, CHANGAN, FORD, GWM, HONDA, HYUNDAI, ISUZU, JEEP, KIA, LEXUS, LOTUS, MASERATI, MAZDA, MERCEDES-BENZ, MG, MINI, MITSUBISHI, MOKE, NETA, NEX, NISSAN, PEUGEOT, POCCO, PORSCHE, SMOGO, SUBARU, SUZUKI, TATA, TESLA, TOYOTA, VOLVO, WULING รวมถึงชุดแต่ง และรถยนต์จากผู้นำเข้าอิสระ ได้แก่ BMW M PERFORMANCE, CARLSSON, M’Z SPEED และ SWIFT
ที่น่าจับตาก็คือ ปีนี้รถยนต์ไฟฟ้ารายใหม่เข้าร่วมเพิ่มอีก 3 ราย ได้แก่ เทสลา ฉางอาน และไอออน รวมทั้งปีนี้โตโยต้าจะเปิดตัวรถกระบะไฟฟ้าไอเอ็มวีโออีกด้วย
ส่วนรถจักรยานยนต์ 23 แบรนด์ ได้แก่ ALPHA VOLANTIS, BMW, CINECO, CYCLONE, EM EV BIKE THAILAND, FELO, HANWAY, HARLEY-DAVIDSON, HONDA, I-MOTOR, KAWASAKI, LAMBRETTA, LYVA, RAPID, ROYAL ALLOY, ROYAL ENFIELD, SCOMADI, SMOGO, SOLAR, SUZUKI, TRIUMPH, YAMAHA และ ZEEHO
มีรถจักรยานยนต์ไฟฟ้ารายใหม่เข้ามาถึง 7 ราย ได้แก่ RAPID, I-MOTOR, LYVA, CINECO, CYCLONE, ZEEHO และ SMOGO
นอกจากนี้ ยังมีรถมือสอง 4 แบรนด์ ได้แก่ BMW PREMIUM SELECTION, JUST CAR, MERCEDES-BENZ CERTIFIED, PRE-OWNED VEHICLES และ VOLVO SELEKT
มีพื้นที่ JOIN BOAT PLATFORM จัดแสดงเรือมากกว่า 10 ลำ
รวมทั้ง มอเตอร์ เอ็กซ์โป 2023 ร่วมกับ สถาบันการเรียนการสอน เทคโนโลยี นวัตกรรม บริการภาคพื้น และเช่าเหมาลำ รวม 14 องค์กร ได้แก่ โรงเรียนการบินไทยอินเตอร์ไฟลอิ้ง, สมาคม Blue Bird, สมาคมกีฬาทางอากาศ, สถาบันการบินพลเรือน, EASY 2018, PULSE SCIENCE, TOP Engineering, MU Space and Advanced Technology, YAMAHA, SIT, AAS, สยาม ซีเพลน, First Global Jet และ SAVIATION เปิดพื้นที่จัดแสดงโซนอากาศยานเป็นครั้งแรกอีกด้วย
ถือว่าเป็นงานใหญ่ เป็นอีเวนต์กระตุ้นตลาดรถยนต์ปลายปีให้คึกคักขึ้น หลังจากซบเซามานาน

