หน้าแรก เศรษฐกิจ ปลดล็อกประมง ...

ปลดล็อกประมง สะสางปัญหาตังเก

11.11.23 | 05:55 น.

ปลดล็อกประมง สะสางปัญหาตังเก

จากกรณีที่ประชุมคณะกรรมการแก้ไขปัญหาประมงทะเล ครั้งที่ 1/2566 เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2566 ซึ่งมี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุม มีมติเห็นชอบให้มีการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายลำดับรองที่ได้ผ่านการหารือชาวประมงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งประมงพื้นบ้าน ประมงพาณิชย์ ตลอดจนผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เพื่อการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของชาวประมงที่เคยเรียกร้องมาจนได้ข้อยุติแล้ว 11 เรื่อง อาทิ เรื่องการจัดทำเครื่องหมายประจำเรือประมงพาณิชย์ในน่านน้ำไทย เรื่องการกำหนดเครื่องมือที่ห้ามใช้ทำการประมงในเขตทะเลชายฝั่ง ทั้ง 22 จังหวัดชายทะเล, เรื่องการเปรียบเทียบปรับเรือประมงที่กระทำความผิด, เรื่องการยึดเครื่องมือทำประมงหรือกักเรือประมง, เรื่องแรงงานต่างด้าวที่ทำงานในเรือประมง ฯลฯ เพื่อช่วยแก้ปัญหาและบรรเทาความเดือดร้อนให้ชาวประมง

โดย ร.อ.ธรรมนัสเน้นย้ำให้หาแนวทางออกร่วมกัน มุ่งเน้นการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมายให้เหมาะสมควบคู่กับการบริหารจัดการทรัพยากรประมงทะเลอย่างยั่งยืนตามนโยบายที่นายกรัฐมนตรีให้ไว้

เสียงสะท้อนจากผู้แทนชาวประมงต่อเรื่องประเด็นดังกล่าว “มงคล สุขเจริญคณา” ประธานคณะกรรมการบริหารสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย มองว่า เรื่องนี้ชาวประมงเป็นผู้เสนอให้แก้เอง ซึ่งได้หารือกับกรมประมง และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แล้ว ดังนั้น รัฐบาลสามารถแก้ไขเองได้เลยทันที นอกจากนี้ ยังมีกฎหมายลูกของกรมประมงอีก 8 ฉบับ และของกรมเจ้าท่า กระทรวงคมนาคมอีกกว่า 10 ฉบับ ซึ่งยังไม่เบ็ดเสร็จ จึงมองว่าเป็นแค่การแก้ไขกฎหมายลูกเบื้องต้นเท่านั้น ที่จะช่วยผ่อนคลายวิธีการปฏิบัติต่างๆ ที่เป็นปัญหาในการประกอบอาชีพของชาวประมง ทำให้ชาวประมงทำงานได้สะดวกขึ้น ดังนั้นหากต้องการแก้ไขปัญหาแบบภาพรวมอย่างยั่งยืนต้องแก้กฎหมายประมงในภาพใหญ่ คือ พ.ร.ก.ประมง 2558 ที่จะต้องแก้ไขในสภา ซึ่งต้องใช้เวลาเป็นปีๆ จึงจะเป็นการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนถือว่าประสบความสำเร็จ หากทำเร็วชาวประมงก็จะฟื้นตัวกลับมาได้เร็วที่สุด

“ปัจจุบันชาวประมงเจ๊งกันหมดเลิกกิจการไปจนเหลือน้อยมาก มีปัญหามากมาย เช่น การเข้าเขตไม่ได้เจตนา การตีเส้นผิด ถูกปรับกันไปคนละ 1-2 ล้าน รวมๆ แล้วในช่วง 8 ปีที่ผ่านมาถูกปรับกันไปไม่น้อยกว่า 2,000 ล้านบาท นอกจากนี้ประมงพื้นบ้านไม่สามารถประกอบอาชีพหน้าบ้านของตนเองได้ เนื่องจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ออกกฎหมายที่กำหนดเครื่องมือไม่ให้ชาวประมงทำ เรื่องนี้ขอให้กระจายอำนาจให้คณะกรรมการประมงจังหวัดแต่ละแห่งมีอำนาจกำหนดชนิดประมงในแต่ละพื้นที่เอง

Advertisement

ส่วนประมงพาณิชย์มีปัญหาการแจ้งเข้าแจ้งออก ขอให้แก้ไขเอกสารได้ 24 ชั่วโมง จะได้ไม่ถูกปรับ เช่น แจ้งผิด 1 คน ถูกปรับ 2 ล้านบาท รวมทั้งการเข้าเขตไม่ได้เจตนา ก็ขอให้ดูว่ามีเจตนาหรือไม่ ตลอดจนการยื่นเอกสารขอให้ยื่นครั้งเดียวไม่ต้องยื่นกันบ่อยๆ เป็นต้น อีกทั้งขอให้ควบคุมการนำเข้าสัตว์น้ำจากประเทศใบเหลืองใบแดงเข้ามาตีตลาด ทำให้ราคาสัตว์น้ำของไทยมีราคาตกต่ำ ซึ่งชาวประมงได้รับความเดือดร้อนจากการแก้ไขปัญหา IUU จนได้รับใบเขียวแล้ว

ผลที่ได้รับคือราคาสัตว์น้ำตกต่ำอีก จึงขอให้กระทรวงเกษตรฯควบคุมสัตว์น้ำดังกล่าว ต้องห้ามเด็ดขาด และขอให้จัดหาน้ำมันราคาถูกจากรัสเซีย อิหร่าน หรือประเทศอื่นๆ ที่ราคาถูก มาให้ชาวประมงใช้ได้แล้ว เพราะปัจจุบันน้ำมันแพงเกินไป สภาพการทำมาหากิน ความเป็นอยู่ชาวประมงเดือดร้อนมาก” มงคลกล่าว

ด้าน พิศาล ศันติวิชยะ นายกสมาคมประมงปากน้ำชุมพร ระบุว่า หากรัฐบาลต้องการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน ควรแก้กฎกระทรวงที่อยู่ในอำนาจของรัฐมนตรีว่าการหรืออธิบดีด้วย หากแก้แต่ พ.ร.ก.ปี 2558 ก็คงเป็นแค่การบรรเทาทุกข์เท่านั้น เช่น เรื่องการเขียนอัตลักษณ์ข้างเรือจากเดิมที่ให้เวลาแค่ 30 วัน หากไม่ทำก็ถูกปรับเป็นล้าน แต่ตอนนี้ขยายเวลาเป็น 60 วัน ซึ่งต้องเขียนเป็นปัจจุบัน 2 ปี 1 ครั้ง ก็ทำให้พอมีเวลาได้หายใจบ้าง

“สิ่งที่อยากให้แก้ไขเพิ่มเติมอีกก็คือ เรื่อง VMH ติดตามเรือ ที่ระบุว่าหาก VMH ดับ ต้องนำเรือเข้าฝั่งภายใน 4 ชม.และต้องแจ้งเข้า-ออก ลง LOGBOOK เป็นเรื่องที่หยุมหยิมเกินไป และไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ยั่งยืน เพราะในความเป็นจริงเรือประมงบางลำต้องใช้เวลาในการนำเรือเข้าฝั่ง 1-2 วัน เรื่องชีวิตความเป็นอยู่ของชาวประมงในปัจจุบันดีขึ้นหน่อยที่น้ำมันราคาถูกลง แต่สินค้าที่จำเป็นก็พากันขึ้นราคาไปรอล่วงหน้าก่อนจะมีการปรับเงินเดือนข้าราชการแล้ว ขณะที่ค่าแรงชาวประมงอยู่ที่วันละ 350-600 บาทขึ้นกับประสบการณ์การทำงาน และแรงงานประมงที่เป็นชาวเมียนมา ได้กินอาหารทะเลสดๆ มากกว่าคนไทยที่ต้องกินแต่ปลาแช่น้ำแข็ง

การนำสินค้าทะเลจากประเทศที่ได้ใบแดงเข้ามาโจมตีสินค้าทะเลของเราที่ได้ใบเขียวแล้ว ถือเป็นความช้ำใจที่อยากให้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาด้วยเพราะเป็นสิ่งไม่ถูกต้อง แถมยังมีการนำสินค้าทะเลจากประเทศที่ได้ใบแดงผ่านไทยส่งไปขายแถวอียูด้วย ถือเป็นการโจมตีสินค้าทะเลของไทยโดยตรง เช่น หมึกในไทยมีมากอยู่แล้ว จะนำเข้ามาทำไม ถ้าจะนำเข้าก็ควรนำเข้าแต่สินค้าที่ไม่มีในไทยเท่านั้น” พิศาลกล่าว

ขณะที่ มงคล มงคลตรีลักษณ์ นายกสมาคมการประมงสมุทรสาคร มองว่า ในฐานะนายกสมาคมการประมงสมุทรสาคร ตนเป็นชาวประมงรุ่นใหม่ และเป็นคณะกรรมการแก้ไขปัญหาประมงทะเลด้วยนั้น มติที่ออกมาเบื้องต้นนี้แม้เป็นเพียงการแก้ไขกฎหมายลูก ภายใต้ พ.ร.ก.เดิมโดยไม่ส่งผลกระทบต่อข้อบังคับของ IUU แต่ถือเป็นไปในทิศทางที่ดีที่ทุกฝ่ายได้ร่วมกันแก้ปัญหาให้พี่น้องชาวประมงเพื่อนำไปสู่ความยั่งยืนในอนาคต ขณะนี้รอเพียงการประกาศใช้เท่านั้น สิ่งเหล่านี้นับเป็นแนวโน้มที่ดีที่อาชีพประมงได้รับการเหลียวแลแก้ไขภายใน 2 เดือน โดยเฉพาะการอำนวยความยุติธรรมให้พี่น้องชาวประมง เช่น เรื่องการวางประกันเรือได้ การต่อสู้คดีเอง การแก้ไขระเบียบแจ้งเรือเข้าออกที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของชาวประมงแต่ละประเภทอย่างแท้จริง การเปิด-ปิด ระบบ VMS ในช่วงเรือหยุดเดินทะเล ตลอดจนการผ่อนปรนลดขั้นตอนด้านของเอกสารต่างๆ ให้น้อยลง หรือการรวบรวมข้อกฎหมายอีกหลายๆ ฉบับให้เป็นฉบับเดียว

สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นปัญหาที่นำเสนอมาตลอดตั้งแต่ 4 ปีที่แล้ว แต่เพิ่งได้รับการตอบสนองแก้ไข จึงถือเป็นแนวโน้มที่ดีที่อนาคตของชาวประมงไทยจะกลับมาสดใสและเจริญเติบโตเป็นเจ้าทะเลกันได้อีกครั้ง นอกจากการแก้ไข 11 ข้อแล้ว ชาวประมงอยากให้รัฐบาลช่วยเหลือเพิ่มเติม เรื่องการเร่งรัดกองทุนเพื่อจัดซื้อเรือคืน และการสนับสนุนเรื่องของเงินกู้ยืมปลอดดอกเบี้ยหรือดอกเบี้ยต่ำ เพื่อฟื้นฟูอาชีพให้ชาวประมงมีโอกาสกลับมาลงทุนทำมาหากินกันอีกครั้ง หรือแม้แต่เรื่องแรงงานที่มีการแก้ไขร่างไปแล้ว รอการประกาศใช้ ถ้าเป็นไปได้อยากให้ช่วยพิจารณาเรื่องน้ำมันม่วงเพื่อชาวประมงชายฝั่ง

“สภาพการทำอาชีพประมงในปัจจุบัน ยังทรงๆ เหมือนเดิม เพราะยังคงต้องปฏิบัติตามกฎหมายเก่าไปก่อน เพื่อรอกฎหมายใหม่ถ้ามีการประกาศใช้แล้วเชื่อได้ว่า จะทำให้การทำอาชีพประมงดีขึ้นอย่างแน่นอน เพราะนอกจากช่วยแก้ปัญหาและอำนวยความสะดวกด้านงานธุรการแล้ว ยังลดขั้นตอนการติดต่องานกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้องลงทำให้เกิดความสะดวกและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น ส่วนการดูแลเรื่องต่างๆ จะเป็นของหน่วยงานที่ต้องรับผิดชอบโดยตรงจบที่หน่วยงานเดียว เช่น การจดทะเบียนเรือใหม่ ชาวประมงสามารถยื่นขอจดทะเบียนเรือต่อกรมเจ้าท่า เพื่อทดแทนเรือเก่าในขนาดเท่าเดิมได้เลย ตรงนี้
นอกจากทำให้อาชีพประมงเดินหน้าได้อย่างยั่งยืนแล้ว ยังส่งผลให้อุตสาหกรรมต่อเรือฟื้นคืนชีพอีกครั้งด้วย” นายกประมงสมุทรสาครกล่าวทิ้งท้าย

เป็นเสียงสะท้อนไปยังรัฐบาลเพื่อให้ปลดล็อก แก้ปัญหาความเดือดร้อนของชาวประมง