เทหมดหน้าตัก!! กู้ 5 แสนล้าน แจกเงินดิจิทัล เสียงค้านดังขรม ‘กู้ไม่ได้-ใช้ไม่คุ้ม’

13.11.23 | 12:17 น.
เทหมดหน้าตัก!! กู้5แสน ล.แจกเงินดิจิทัล เสียงค้านดังขรม‘กู้ไม่ได้-ใช้ไม่คุ้ม’

จากคำแถลงของ เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ถึงความชัดเจนโครงการเติมเงิน 10,000 บาทผ่านดิจิทัลวอลเล็ต เมื่อวันศุกร์ที่ 10 พฤศจิกายน 2566 สรุปได้ว่า โครงการเงินดิจิทัลนั้น มีวัตถุประสงค์เพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ ย้ำว่าไม่ใช่โครงการสงเคราะห์

⦁เคลียร์ชัดเงินดิจิทัลกู้ 5 แสนล้านบ.

สิ่งสำคัญที่หลายฝ่ายจับจ้อง ในด้านของประชาชน คือใครเป็นผู้ได้รับเงินดิจิทัล คำตอบคือ ประชาชนอายุ 16 ปีขึ้นไป และมีเงินเดือนต่ำกว่า 70,000 บาท หรือมีเงินในบัญชีรวมกันน้อยกว่า 500,000 บาท คิดเป็นจำนวนประชากรผู้ได้รับจำนวน 50 ล้านคน ซึ่งเป็นการปรับตามที่ฝ่ายนักวิชาการ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) และยังสรุปที่การใช้จ่ายผ่านแอพพลิเคชั่นเป๋าตังตามที่หลายฝ่ายเสนอ

ส่วนที่มาของงบประมาณที่ใช้ในโครงการ นายเศรษฐายืนยันไม่ใช่การพิมพ์เงินใหม่ การออกเงินสกุลดิจิทัล หรือคริปโทเคอร์เรนซี แต่เป็นจากเงินบาทที่รัฐบาลจะออกพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) เงินกู้ จำนวน 5 แสนล้านบาท ตามมาตรา 53 พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ.2561 ซึ่งกำหนดให้การกู้เงินของรัฐบาลนอกเหนือจากที่บัญญัติไว้ในกฎหมายว่าด้วยการบริหารหนี้สาธารณะ เฉพาะกรณีที่มีความจำเป็นที่จะต้องดำเนินการโดยเร่งด่วนและอย่างต่อเนื่องเพื่อแก้ไขปัญหาของประเทศ โดยไม่อาจตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีได้ทัน

⦁ชูฮ่องกง-ญี่ปุ่นต้นแบบแจกเงิน

Advertisement

รัฐบาลยังได้อ้างอิงว่าการออกแบบมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเช่นนี้ มีหลายประเทศได้ดำเนินการเช่นกัน ในทวีปเอเชียใน ได้แก่ ฮ่องกง กับญี่ปุ่น

โดยฮ่องกงออกมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายโดยรัฐบาลแจกคูปองเงินดิจิทัลแก่ประชาชนรายละ 5,000 ดอลลาร์ฮ่องกง (ประมาณ 23,000 บาท)แบ่งจ่ายสองช่วง ระยะแรกเริ่มเมษายน-ตุลาคม 2566 แจก 3,000 ดอลลาร์ฮ่องกง หากใช้จนหมดภายในวันที่ 30 มิถุนายน รับอีก 2,000 เหรียญฯ ใช้ถึงวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2567 รัฐบาลคาดการณ์คูปองเงินดิจิทัลจะเพิ่มผลิตภัณฑ์มวลรวมฮ่องกง 0.6% ต่อปี

เป็นมาตรการแจกคูปองเงินดิจิทัลที่ดำเนินการครั้งที่ 3 รอบแรกปี 2564 และรอบ 2 ปี 2565 เงื่อนไขแจกสองงวด ขณะที่เศรษฐกิจฮ่องกงปี 2565 ช่วงครึ่งปีแรกที่แจกเงินอยู่ที่ -2.55% ขณะที่ครึ่งปีหลังหดตัวมากกว่าอยู่ที่ -4.35%

ขณะที่ญี่ปุ่น ต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ประกาศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ วงเงิน 17 ล้านล้านเยน หรือราว 4 ล้านล้านบาท เพื่อบรรเทาผลกระทบเงินเฟ้อสูง หนึ่งในนั้นคือแจกเงินสด 70,000 เยนต่อคน (ประมาณ 16,700 บาท) ให้ครัวเรือนรายได้น้อย เพิ่มการอุดหนุนเชื้อเพลิง และมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการลดภาษีเงินได้และที่อยู่อาศัย 40,000 เยนต่อคน (ประมาณ 9,600 บาท)

คาดว่าจะทำให้รัฐบาลก่อหนี้สาธารณะสูงขึ้นอีก ซึ่งญี่ปุ่นถือเป็นประเทศก่อหนี้สูง ปี 2565 มีหนี้สูงถึง 261% ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากสถาบันวิจัยโนมูระคาดการณ์ว่า การลดอัตราภาษีชั่วคราวและการแจกเงิน จะช่วยจีดีพีที่แท้จริงของญี่ปุ่นเพียง 0.2% ต่อปี และประชาชนญี่ปุ่นถึง 65% ไม่เห็นด้วยกับการลดภาษีเพื่อแก้ปัญหาค่าครองชีพ

⦁กระแสวิจารณ์เงินดิจิทัล

ด้านโครงการดิจิทัลวอลเล็ตของไทย หลังนายกรัฐมนตรีออกมาเคลียร์ชัด ก็มีทั้งเสียงสนับสนุนและติติง โดยเฉพาะประเด็นความคุ้มค่าของโครงการ เกี่ยวกับการออก พ.ร.บ.เงินกู้ 5 แสนล้านบาท

ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล ประธานกรรมการด้านวิชาการพรรคพลังประชารัฐ ระบุว่า การออกพระราชบัญญัติเพื่อกู้เงินสำหรับโครงการนี้ กระทำไม่ได้ ด้วยเหตุผล พระราชบัญญัติการบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ.2548 มาตรา 206 ให้กระทรวงการคลังกู้เงินได้เฉพาะเพื่อวัตถุประสงค์อย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้ 1.ชดเชยการขาดดุลงบประมาณหรือเมื่อมีรายจ่ายสูงกว่ารายได้ 2.พัฒนาเศรษฐกิจและสังคม 3.ปรับโครงสร้างหนี้สาธารณะ 4.ให้หน่วยงานอื่นกู้ต่อ และ 5.พัฒนาตลาดตราสารหนี้ในประเทศ

ส่วนตัวมีความเห็นว่า ช่องทางเดียวที่โครงการเงินดิจิทัลจะใช้ได้ ก็คือ 2.พัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ส่วนช่องทางอื่นนั้น เป็นปัญหาเฉพาะเรื่อง ที่ไม่สามารถดัดแปลงมาใช้กับโครงการเงินดิจิทัล

แต่ช่องทางกู้เงินเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม มีปัญหาอยู่ในกฎหมาย มาตรา 22 การกู้เงินเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ให้กระทําได้เมื่อมีความจําเป็นต้องใช้จ่ายเงินนอกเหนือจากงบประมาณรายจ่ายประจําปีและต้องใช้เป็นเงินตราต่างประเทศ หรือจําเป็นต้องกู้เงินเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางการเงินของประเทศ ซึ่งโครงการแจกเงินดิจิทัลไม่มีความจำเป็นจะต้องอาศัยแหล่งเงินกู้ต่างประเทศ และไม่มีความจำเป็นจะต้องนำเงินไปใช้ในต่างประเทศ

ส่วนเงื่อนไขส่วนหลังของมาตรา 22 ซึ่งเปิดช่องให้ กรณีจําเป็นต้องกู้เงินเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางการเงินของประเทศนั้น การกู้เงินเพื่อแจกเงินดิจิทัล เพื่อสนับสนุนการอุปโภคบริโภคของประชาชน ย่อมไม่สามารถตีความได้ว่า เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางการเงินของประเทศ

⦁หอค้าไทยเชื่อเงินดิจิทัลกระตุ้นศก.

ขณะที่ “สนั่น อังอุบลกุล” ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เคยให้ความเห็นไว้ก่อนหน้านี้ถึงแนวทางการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านนโยบายเงินดิจิทัล 10,000 บาทของรัฐบาลว่า ในหลักการสามารถดำเนินการได้ รวมทั้งสนับสนุนแนวทางกระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวอย่างรวดเร็วและยั่งยืน อย่างไรก็ตาม รัฐบาลจำเป็นต้องมีการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในมิติต่างๆ ไปพร้อมกัน

เพื่อให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้อย่างเหมาะสม รัฐบาลต้องใช้เม็ดเงินจำนวนมากภายใต้สถานการณ์ที่ประเทศมีข้อจำกัดทางด้านงบประมาณ จึงจำเป็นต้องใช้งบประมาณให้เกิดประโยชน์และคุ้มค่าต่อเศรษฐกิจสูงสุด

หอการค้าไทยมีข้อเสนอก่อนหน้านี้

อาทิ ให้รัฐบาลใช้ระบบที่มีอยู่ของธนาคารกรุงไทยนั่นคือแอพพ์เป๋าตัง ที่มีประชาชนลงทะเบียนยืนยันตัวตนและใช้จ่ายผ่านแอพพลิเคชั่นแล้วถึง 40 ล้านคน

อีกทั้งให้รัฐบาลควรสนับสนุนให้เกิดการใช้จ่ายและลงทุนในทุกระดับ เน้นการซื้อสินค้าหรือบริการที่ผลิตขึ้นภายในประเทศ เชื่อว่าจะเกิดการกระจายรายได้และหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วและหลายรอบเป็นข้อเสนอที่รัฐบาลรับฟังแล้วนำไปปรับปรุง

“ธนวรรธน์ พลวิชัย” ประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ให้ความเห็นว่า การจะกระตุ้นเศรษฐกิจคือ การใส่เงินก้อนใหม่เข้าไปในระบบเศรษฐกิจ เวลารัฐบาลทำโครงการใดๆ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ รัฐบาลจะจัดทำแผนงบประมาณและนำเงินภาษีที่จัดเก็บได้กลับมาหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ หรือใช้วิธีกู้เงินมาเพื่อทำโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ อาจอัดฉีดเงินให้ประชาชนผ่านโครงการต่างๆ

สำหรับโครงการแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ตที่หลายฝ่ายวิตกว่าจะส่งผลให้เกิดเงินเฟ้อนั้น ปัจจุบันแม้จะไม่มีการแจกเงินดิจิทัลหรือขึ้นเงินเดือนข้าราชการ เงินก็เฟ้ออยู่แล้ว ดังนั้น หากรัฐบาลแจกเงินดิจิทัลหรือขึ้นเงินเดือนให้ข้าราชการแล้วเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นอยู่ในกรอบ 2-3% ถือว่าพอคุมได้

“ล่าสุด แบงก์ชาติประเมินว่าปีหน้าอัตราเงินเฟ้อจะอยู่ที่ 2.5% เท่านั้น ต่ำกว่ากรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ จึงไม่มีอะไรน่ากังวล” ธนวรรธน์ระบุ

เป็นเสียงวิพากษ์วิจารณ์ ทั้งติติงและเสนอแนะ ที่รัฐบาลรับไปพิจารณา ซึ่งยังมีอีกหลายขั้นตอนกว่าจะมีการแจกเงินดิจิทัล เพื่อให้เกิดผลต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจคุ้มค่าอย่างแท้จริง