‘ภูมิธรรม’ลุยภารกิจ
ลดค่าครองชีพ-ปั๊มส่งออกฟื้นศก.
หมายเหตุ – นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้สัมภาษณ์พิเศษกับมติชน ถึงความคืบหน้าการทำงานตามนโยบาย ลดค่าครองชีพ เพิ่มรายได้ สร้างโอกาส ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงพาณิชย์ ในช่วง 60 วันหลังรัฐบาลเริ่มปฏิบัติหน้าที่ และแผนการดำเนินนโยบายในอนาคตนับจากนี้
⦁ ความคืบหน้าภารกิจ 2 เดือนแรก
ได้มอบนโยบายเน้น 3 ด้าน คือ ลดค่าใช้จ่ายประชาชน เพิ่มรายได้ และเพิ่มโอกาสการลดค่าใช้จ่าย มุ่งลดค่าครองชีพในชีวิตความเป็นอยู่ประจำวัน ส่วนการเพิ่มรายได้คือการหาตลาดใหม่ ผลักดันสินค้าไปทั่วโลก ส่วนขยายโอกาสคือ เพิ่มช่องทางลงทุนหรือการค้าให้ทั้งคนตัวเล็ก ตัวกลาง ตัวใหญ่ เป็น 3 ภารกิจหลักให้นโยบายไว้กับผู้บริหารและข้าราชการในกระทรวงพาณิชย์ สอดคล้องไปกับนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล หรือควิกวิน (Quick Win)
นโยบายเรื่องแรก ลดค่าครองชีพ เริ่มจากทำโครงการพาณิชย์สั่งลุย ลดค่าใช้จ่าย ดึงผู้ผลิต ค้าปลีก ผู้ให้บริการต่างๆ ลดราคาสินค้าอุปโภคบริโภคและค่าบริการ 50-60% รวมกว่าล้านรายการ แบบลดราคาโดยตรง หรือซื้อ 2 แถม 1 เป็นต้น เริ่มตั้งแต่เดือนตุลาคม-ธันวาคม 2566 คาดว่าจะช่วยประหยัดเงินประชาชน 2-3 พันล้านบาท เนื่องจากก่อนรัฐบาลเข้ามา ภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนมีปัญหาค่าครองชีพสูงและสินค้าราคาแพง จึงเริ่มต้นเรื่องลดค่าครองชีพเป็นเรื่องแรก การดูแลค่าครองชีพประชาชน กระทรวงพาณิชย์มี 2 เครื่องมือหลักคือ เครื่องมือด้านกฎหมาย เช่น ประกาศเป็นสินค้าควบคุม พักใบอนุญาต กำหนดบทลงโทษ แต่จะพยายามใช้เป็นขั้นสุดท้าย ถือเป็นไม้แข็ง แต่เลือกใช้ไม้อ่อนการบริหารจัดการก่อน ใช้หลักความร่วมมือกัน
ให้นโยบายกับข้าราชการและเอกชนว่า ผมอยากเห็นจุดสมดุลของทุกส่วน ทั้งฝ่ายส่งออก ผู้ประกอบการผลิต และผู้บริโภค กระทรวงพาณิชย์เป็นส่วนกลาง ท่ามกลางความต้องการไม่ตรงกัน เมื่อมีสินค้าต้นทางขึ้น ด่านแรกกระทรวงพาณิชย์เจอก่อน ทั้งที่จริงๆ กระทรวงพาณิชย์เป็นปลายน้ำ แม้ขึ้นจากต้นน้ำกลางน้ำ พอสินค้าขาดกระทรวงพาณิชย์เจอก่อนว่าปล่อยให้สินค้าขาดได้อย่างไร ดังนั้นเมื่อสินค้าจะขึ้นราคา ก็จะเชิญผู้ประกอบการทุกห่วงโซ่มาคุย ผมเข้ามาแรกๆ ได้คุยกับคนตัวเล็ก เอสเอ็มอี เกษตรกร เพื่อรับทราบปัญหาและติดขัดอะไรแพง อะไรคือปัญหา
ขณะเดียวกันสำรวจประชาชนว่าต้องการอะไร พร้อมดึงความร่วมมือภาคค้าปลีกใหญ่ส่วนกลาง และห้างท้องถิ่น ขอความร่วมมือคุมราคาสินค้าโดยไม่ต้องใช้กฎหมาย ขอให้มีสินค้าเพียงพอขายตลอดเวลาขอความร่วมมือ จะเริ่มก่อน 3 เดือน ดูว่ามีผลสำเร็จอย่างไร ได้รับความร่วมมือที่ดี ต้องขอบคุณทุกส่วน เราเช็กราคาสินค้าทั่วไปโดยยึดบรรทัดฐานราคาสินค้าจากห้างใหญ่ ที่มีส่วนแบ่งตลาดมาก คุยกับเขาให้เอากำไรลดลงหน่อย แต่เพิ่มประมาณการขายให้มากขึ้น ส่วนอื่นๆ ผมก็จะมีมาตรการดูแลต่อไป อาทิ เรื่องต้นทุน
พร้อมกันนั้น ได้ใช้รถเคลื่อนที่ (โมบาย) ธงฟ้า เป็นอีกเครื่องมือป้อนสินค้าราคาถูกถึงประชาชน มีหน่วยเคลื่อนที่ใน กทม.กว่า 100 หน่วย ผมสั่งให้เพิ่มการประชาสัมพันธ์ ขณะนี้สั่งให้เพิ่มเครือข่ายร้านธงฟ้า ร้านธงฟ้ามอบนโยบายให้เขาคิดไปถึงการให้บริการดิจิทัลวอลเล็ตด้วย ต้องมีหลายหมื่นแห่งทั่วประเทศ ดูรายละเอียดจะเห็นร้านธงฟ้าตั้งอยู่ในจังหวัดใหญ่อย่างกรุงเทพฯ หัวเมืองใหญ่ ต้องการให้เตรียมพร้อมร้านค้ารับดิจิทัลวอลเล็ตเมื่อออกมา ดังนั้นเมื่อประชาชนมีวอลเล็ต ก็ต้องมีจุดใช้บริการให้ครอบคลุมทุกอำเภอและยิ่งครบทุกตำบลยิ่งดี ร้านธงฟ้าจะมีบทบาทเรื่องนี้ ทั้งสินค้าทั่วไป และอาหารสดด้วย คิดว่าทางดิจิทัลวอลเล็ตมีการปรับเปลี่ยนบ้าง เป็นให้แค่รัศมี 4 กิโลเมตร ต้องขยายระยะทางไกลขึ้น ร้านค้าระดับตำบลต้องมี เพื่อกระจายรายได้ถึงรายเล็กรายย่อย
การดูแลราคาสินค้า อย่างราคาน้ำตาลทราย ฝ่ายผลิตต้องการขึ้น 4 บาทต่อกิโลกรัม แต่กระทรวงพาณิชย์ยังเห็นว่าสูงไป และไม่เห็นด้วยจะผลักดันภาระแก้ปัญหาฝุ่นให้ประชาชนต้องแบกรับภาระ จึงให้นำน้ำตาลทรายขึ้นเป็นสินค้าควบคุม พร้อมกับให้ 2 ฝ่ายคุยกัน ได้ข้อสรุปอย่างไรก็จะเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายในเดือนพฤศจิกายนนี้
นโยบายเรื่องสอง คือ ต้องปรับเพิ่มตัวเลขการส่งออก และเพิ่มรายได้ธุรกิจและประชาชน นำนโยบายเชิงรุก บุกไปดึงการค้าการลงทุนในต่างประเทศ อย่างประเทศจีน เป็นจุดตลาดสำคัญ ด้วยเรามีความสัมพันธ์ที่ดีกับจีนอยู่แล้ว จีนเป็นตลาดใหญ่มีประชากรกว่า 1 พันล้านคน แต่ละมณฑลประชากรต่ำๆ ก็ 80 ถึง 150 ล้านคน การรุกตลาด ทำคู่กันทั้ง ภาพใหญ่ และภาพเล็ก เจาะรายมณฑล อย่างระดับผู้นำที่มีนายกรัฐมนตรีไปเยือนและพบปะแล้ว เราจะต่อยอดจากนั้น
ล่าสุด ผมพร้อมด้วย ดร.นลินี ทวีสิน ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีและผู้แทนการค้าไทย ดร.ภัณฑิล จงจิตรตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรี ศ.ดร.ปาริชาต สถาปิตานนท์ ที่ปรึกษารัฐมนตรี และผู้บริหารของกระทรวงพาณิชย์ ไปเยือนนครเซี่ยงไฮ้ วันที่ 4-6 พฤศจิกายนที่ผ่านมา กิจกรรมหลัก ได้แก่ เข้าชมงานแสดงสินค้า China International Import Expo ครั้งที่ 6 หรือ CIIE 2023 งานมหกรรมแสดงสินค้านำเข้านานาชาติประจำปีที่มีความสำคัญลำดับแรกของจีน มีตัวแทนจาก 100 ประเทศร่วมงาน อีกกิจกรรมคือพบหารือผู้บริหารระดับสูงของจีน นายหวัง เหวินเทา รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์จีน เพื่อกระชับความสัมพันธ์ด้านการค้าไทย-จีน ตลอดจนได้พบปะหารือและรับฟังข้อเสนอแนะจากนักธุรกิจไทยและจีนหลากหลายกลุ่ม จากหลากหลายมณฑล อาทิ เซี่ยเหมิน ซานซี และเฮยหลงเจียง เป็นต้น และกิจกรรมเปิดงาน Thai Food Festival โปรโมตสินค้าไทยด้วย
สำหรับงาน CIIE 2023 พิธีเปิดโดยนายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีจีน เป็นประธาน ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษเน้นย้ำว่าจีนพร้อมเปิดกว้างทางเศรษฐกิจ ตั้งเป้าหมายนำเข้าสินค้าจากทั่วโลกมูลค่า 17 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ในอีก 5 ปีข้างหน้า เป็นโอกาสทองของสินค้าไทย ในงานครั้งนี้ ไทยได้แสดงศักยภาพด้านอาหาร ภายใต้ธีมประเทศไทย ขับเคลื่อนธุรกิจเพื่อความยั่งยืน ทั้งนำสินค้าไปจัดแสดง อาทิ ผลไม้แปรรูป เครื่องแกงเครื่องปรุงรส อาหารทะเล ขนมขบเคี้ยว เป็นต้น และ Thailand Pavilion ประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์ประเทศไทยผ่านสินค้า บริการ และซอฟต์เพาเวอร์ของไทย เช่น ตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ร้านอาหารที่มีรสชาติไทยแท้ การจัดแสดงเครื่องหมายสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) เครื่องหมาย Thailand Trust Mark ของสินค้าไทย แพลตฟอร์มพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ thaitrade.com การสาธิตทำเมนูอาหารต้มยำกุ้ง ในงานยังมีการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยเผยแพร่แหล่งท่องเที่ยวของไทย และคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนให้บริการข้อมูลการลงทุนในไทย อีกทั้งยังได้พบภาคเอกชนรายใหญ่ของไทย เพื่อหาช่องทางการตลาดให้กับสินค้าไทย อาทิ ซีพี กระทิงแดง ชาตรามือ ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก (โออาร์) คาเฟ่อเมซอน ดอกบัวคู่ และธนาคารกสิกรไทย
ที่สำคัญได้พบนักธุรกิจ นักลงทุน ผู้นำเข้ารายใหญ่ของจีน กว่า 20 บริษัท โดยเฉพาะอุตสาหกรรมไฮเทค ยานยนต์ไฟฟ้า AI พลังงานสะอาด และบันเทิง ได้หารือกับบริษัท SINOPEC เพื่อหาช่องทางกระจายสินค้าไทยในซุปเปอร์มาร์เก็ตและร้านค้าปลีกของ SINOPEC ที่มีกว่า 20,000 สาขาทั่วประเทศจีน โดยจะผลักดันให้มีโชว์รูมหรือเชลฟ์วางจำหน่ายสินค้าไทยในสาขาของเขาต่อไป เปิดงาน Thai Food Festival ในซุปเปอร์มาร์เก็ตโอเล่ สาขาจิ้งอัน จัดประชาสัมพันธ์อาหารไทย และตราสัญลักษณ์ Thai SELECT เป้าสร้างภาพลักษณ์และกระตุ้นยอดขายสินค้าไทยในนครเซี่ยงไฮ้ โดยจะผลักดันให้จัดทำเป็นเชลฟ์ประเทศไทย สำหรับโชว์สินค้าศักยภาพไทยเพื่อให้คนจีนได้เข้าถึงสินค้าไทยได้ง่าย มีกว่า 2,000 รายการ จะจัดตั้งขึ้นในห้างโอเล่ ที่มีสาขากว่า 200 สาขา ใน 11 เมืองใหญ่ของจีน
ผมมีเป้าหมายเจาะรายมณฑลอย่างน้อยก็ 5 มณฑล คือ กว่างซีจ้วง เจ้อเจียง ฝูเจี้ยน (เมืองเซี่ยเหมิน) ซานซี เฮย์หลงเจียง เป็นต้น ได้มอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์จัดตั้งคณะทำงานทีมพาณิชย์ เพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การผลักดันการค้าเชิงรุกรายมณฑลทำงานร่วมใกล้ชิดรัฐ-เอกชน วันที่ 17 พฤศจิกายนนี้ ผู้บริหารระดับสูงจากจีนจะมาเยือนไทยและพบปะกับผม เพื่อหารือด้านขยายการค้าและอื่นๆ ปัจจุบันรัฐบาลจีนส่งสัญญาณว่า จีนเป็นตลาดของเพื่อนมิตรทั่วโลก เปลี่ยนจากสถานะโรงงานของโลก เป็นตลาดอาหารโลก เดิมผลิตแล้วส่งออกไปทั่วโลก แต่วันนี้เปิดนำเข้ามากขึ้น เป็นประโยชน์ต่อประเทศต่างๆ ที่มีความสัมพันธ์ที่ดี
ปัจจุบันจีนเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของไทย มีมูลค่าการค้าระหว่างกันสูงที่สุดกับไทยเป็นเวลาติดต่อกันถึง 11 ปี ตั้งแต่ปี 2556 ในปี 2565 ไทยส่งออกไปจีน 1.19 ล้านล้านบาท นำเข้าจากจีน 2.48 ล้านล้านบาท และช่วง 9 เดือนแรกปี 2566 ไทยส่งออกไปจีน 898,456 ล้านบาท และไทยนำเข้าจากจีน 1.81 ล้านล้านบาท สินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ ผลไม้ ผลิตภัณฑ์ยาง เม็ดพลาสติก ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง คอมพิวเตอร์ สินค้านำเข้าสำคัญ ได้แก่ เครื่องจักรไฟฟ้า เครื่องจักรกล เคมีภัณฑ์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และเครื่องคอมพิวเตอร์ และส่วนประกอบ
ที่ผมตั้งทีมพาณิชย์ เพื่อรองรับที่นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี จะประชุมทีมไทยแลนด์ นายกรัฐมนตรีสั่งให้เรียกประชุมทูตต่างประเทศทั่วโลก ทูตพาณิชย์ทั่วโลกมาประชุมพร้อมด้วยคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ภาคธุรกิจ อาทิ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาผู้ส่งออกทางเรือ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อมอบนโยบายและบูรณาการการรุกต่างประเทศ
ดังนั้นเราต้องเตรียมคน จึงสร้างทีมพาณิชย์เพื่อประสานการทำงานกับทีมไทยแลนด์ นายกรัฐมนตรีจัดประชุมทีมไทยแลนด์ 21 พฤศจิกายน จากนั้นแยกกลุ่มสลับขั้วการประชุมระหว่างทูตและเอกชน ต่อในวันที่ 22-23 พฤศจิกายน จะใช้โอกาสนี้ให้เชื่อมโยงทั้งระบบบริหารและระดับปฏิบัติการ โยกย้ายบุคลากรให้เหมาะสมกับงานและความสามารถ อยากให้ข้าราชการทุกคนมีความหลากหลายในการทำงานและเชี่ยวชาญในหลายด้าน
การเพิ่มรายได้ที่กำลังดำเนินการ อย่างโครงการแทรกแซงราคาข้าวเปลือกโดยการชะลอการขายนั้น ครม.เห็นชอบมาตรการด้านสินเชื่อเพื่อลดต้นทุนและกำหนดราคารับซื้อเป็นราคานำตลาด อย่างข้าวเปลือกหอมมะลิฤดูการผลิต 2566/67 กำหนดราคาตันละ 12,000 บาท และช่วยเหลือชดเชยอัตราดอกเบี้ยสำหรับการชะลอการขายในระยะ 3-5 เดือน เพื่อลดปัญหาออกสู่ตลาดพร้อมกันจนกระทบต่อราคาข้าวในช่วงสั้น นอกจากนี้ คณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) เห็นชอบจ่ายเงินช่วยค่าจัดการ เช่น เก็บเกี่ยวให้กับชาวนา ตันละ 1,000 บาทต่อไร่ รายละไม่เกิน 20 ไร่ หรือไม่เกิน 20,000 บาทต่อราย ส่วนนี้จะใช้เงินประมาณ 5.6 หมื่นล้านบาท จะเข้า ครม.พิจารณาสัปดาห์นี้ ปีถัดไปส่วนนี้จะไม่มีแล้ว แต่จะปรับช่วยเหลือเป็นแบบเพิ่มผลผลิตและเพิ่มมูลค่าแทน โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไปดำเนินการ
⦁เป้าหมายผลงานเมื่อครบ 100 วันแรก
ในระยะ 100 วันของรัฐบาลใหม่ กระทรวงพาณิชย์จะประกาศการยกร่างกฎหมายใหม่ 4 ฉบับ มุ่งเพิ่มอำนวยความสะดวกการทำธุรกิจ ลดอุปสรรคการค้า เพิ่มศักยภาพ สอดคล้องกับรัฐบาลให้รีวิวกฎหมายต่างๆ ที่มีอยู่ อะไรเป็นข้อจำกัด อะไรเป็นปัญหา ให้เสนอปรับปรุง เพราะหากเราสั่งการให้ปฏิบัติ แต่ยังติดกฎระเบียบเดิม ทำให้ข้าราชการหรือคนทำงานไม่กล้าทำ ไม่รู้ว่าทำแล้วจะเจอโทษอะไร ในกระทรวงพาณิชย์ผมมีทีมผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย 5 คน ประชุมกับทุกกรมในกระทรวงพาณิชย์ พบว่ามีกฎหมายหลายอย่างนานมาแล้ว หลายอย่างที่ดีแต่ไม่เคยนำมาใช้ ก็ต้องบูรณาการ ให้ได้ข้อสรุปและประกาศภายในวันที่ 31 ธันวาคมนี้ ครบ 100 วันก็จะประกาศให้รู้ว่ากฎหมาย 4 ฉบับ เสนอเป็นกฎหมายเข้า ครม.มีอะไร ต้องใช้เวลาเพราะต้องผ่านสภา ไม่กังวลเท่าไหร่ เพราะเราเป็นฝ่ายรัฐบาล เชื่อว่ามีเหตุผลเพียงพอ แม้ฝ่ายค้านศึกษากฎหมายที่เสนอ ก็จะเห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ พร้อมกันนี้ ให้บูรณาการทำงานตามนโยบายรัฐบาล และผลักดันโครงการที่ทุกฝ่ายให้ความสำคัญเป็นเรื่องเดียวกัน ผ่านความร่วมมือและรวมการใช้งบประมาณ อาจให้รวมใช้งบประมาณด้านประชาสัมพันธ์แต่ละกรมมาอยู่ในส่วนสำนักปลัด และใช้ทำยุทธศาสตร์ระดับกระทรวงเสริมจากระดับกรม เช่น ผลักดันสัญลักษณ์ Thai SELECT จะให้เหมือนมิชลิน ทุกฝ่ายในกระทรวงก็ต้องร่วมกันทั้งการทำงานและงบประมาณด้านประชาสัมพันธ์ให้เป็นโครงการที่มีอิม
แพกต์ เรื่องนี้ก็ให้ทูตพาณิชย์คัดร้าน Thai SELECT ระดับท็อปไฟว์ เพื่อวางแผนต่อยอดต่อไป จากนี้จะเห็นการทำงานร่วมของทูตพาณิชย์และพาณิชย์จังหวัดในด้านต่างๆ ทั้งการบ้านทูตพาณิชย์ทั่วโลก เร่งมือการทำงานผลักดันส่งออกและต่อยอดให้กับสินค้าไทย มีเคพีไอวัดการทำงาน หากใครดูเมืองเล็ก เมื่อทำได้ดีกว่าเป้าหมายมาก ก็อาจโยกไปเมืองใหญ่ขึ้น ไม่ต้องรอให้ครบเทอม 4 ปี ทำดีแค่ 2 ปีก็โยกได้ ปีหน้าอย่าวางใจ เพราะเราต้องการให้เห็นประสิทธิภาพการทำงานมากขึ้นๆ
เรื่องการลดค่าใช้จ่าย ก๊อกสอง สำหรับเป็นของขวัญปีใหม่นี้ จะจัดลดราคาสินค้าและบริการครั้งใหญ่ ลดในอัตราสูงขึ้นและจำนวนรายการมากที่สุด เปิดตัวที่เมืองทองธานี จะมีผู้ผลิตและค้าปลีกทั่วประเทศรวมจัดงาน การจัดเฟสติวัลเพื่อกระตุ้นกำลังซื้อและลดค่าใช้จ่ายยังนำต่อเนื่อง
สิ่งที่จะเกิดใน 100 วันของการทำงานแรก จะเห็นผลของการทำงานเชิงรุก คำนึงถึงลดค่าใช้จ่าย ลดภาระค่าครองชีพ เพิ่มรายได้ เพิ่มช่องทางใหม่ๆ การทำงานที่มีบูรณาการ ลดกฎระเบียบไม่ทันสมัย ผมเห็นว่ากฎระเบียบมนุษย์เป็นผู้สร้างขึ้น ต้องไม่เป็นอุปสรรคยกเลิกได้ มนุษย์สร้างกฎระเบียบไม่ได้สร้างพันธการตนเอง ปลายปีนี้ก็จะเห็นแนวทางการปรับลดกฎระเบียบและออกกฎหมายใหม่ๆ หลายเรื่องรัฐบาลจะทำจากนี้ ไม่ว่าจะปรับขึ้นค่าแรงงาน ปรับเงินเดือนข้าราชการ หรือดิจิทัลวอลเล็ต การออกไปโรดโชว์ดึงทุนต่างประเทศและเพิ่มการค้า เพื่อให้บรรลุเป้าเศรษฐกิจไทยโตได้ปีละ 5%
⦁ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ
ปัจจัยภายนอก ถือว่าเป็นปัจจัยน่าวิตกมากกว่าปัจจัยในประเทศ ได้แก่ สงครามอิสราเอลและฮามาส ยังไม่ชัดเจนว่าจะคลี่คลายเมื่อไหร่ การเจรจาจะคืบหน้าไหม ถ้าไม่มีคู่กรณีเพิ่ม จบได้เร็ว จะไม่กระทบมาก หากยืดเยื้อหรือพื้นที่สู้รบขยายวงจะกระทบต่อการค้าระหว่างประเทศและปัจจัยที่มีผลต่อการค้าโลกและส่งออกไทย แต่ผมคาดว่าไม่น่าจะรุนแรงถึงมีนิวเคลียร์ยิงกัน เชื่อว่าจะไม่มีอะไรรุนแรง
ส่วนปัจจัยในประเทศ ความวิตกต่อการเมืองคลี่คลายลงแล้ว เชื่อว่าไม่มีเรื่องขัดแย้งหนักๆ แล้ว ไม่น่าจะมีอะไร ที่ต้องติดตามก็คือ ดอกเบี้ย เงินเฟ้อ ราคาพลังงาน การท่องเที่ยวฟื้นได้ตามคาดการณ์

