กอบศักดิ์ หนุน ‘เงินดิจิทัล’ กู้ผ่าน พ.ร.บ. ชี้ รัฐเดินถูกทาง เชื่อดึงจีดีพีปี’67 โต 3-4% ยันไม่กระทบเชื่อมั่น
เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ (BBL) กล่าวถึงนโยบายการแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท (Digital wallet) ว่า การที่รัฐบาลจะนำเงินงบประมาณ 6 แสนล้านบาท มาใช้จ่ายในนโยบายนี้ ตามที่ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้แถลงข่าวไปนั้น โดยจะออกเป็นพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) เงินกู้วงเงิน 500,000 ล้านบาท ซึ่งจะส่งให้คณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาตีความถึงความเป็นไปได้ ถือเป็นเรื่องที่เดินมาถูกทางและเป็นไปตามกฎหมาย
เพราะหากย้อนกลับไปที่รัฐมีการพูดถึงการทำว่าจัดการดังกล่าวอาจจะไปกู้เงินจากธนาคารเป็นความกังวลใจ เพราะการไม่ออก พ.ร.บ. จะทำให้มีปัญหาตามมา เนื่องจากรัฐบาลจะใช้เงินจำนวนมากโดยที่ไม่ผ่านความเห็นจากสภา และไม่มีการขออนุญาต รวมถึงจะเอาอำนาจใดมาใช้ นั่นไม่ใช่เรื่องดี
“เมื่อนายกรัฐมนตรีตัดสินใจใช้ พ.ร.บ. เป็นทางเลือกที่ดี เมื่อนำเรื่องเข้าสภาเรียบร้อย การดำเนินงานเช่นนี้จะปกป้องตัวรัฐบาลเอง ซึ่งคิดว่าเป็นทางที่ใช่ แต่เพียงแต่ว่าอาจต้องอดทนเล็กน้อย” นายกอบศักดิ์กล่าว
ทั้งนี้ เมื่อทำนโยบายแล้วจะเกิดอะไรขึ้นนั้น ยังต้องรอดูก่อน จากวันนี้จนถึงวันที่ออก พ.ร.บ. จะใช้ระยะเวลาหนึ่งเพื่อรอความชัดเจน เพราะอาจจะมีเงื่อนไขที่ต้องเปลี่ยนแปลงได้อีก ซึ่งเงื่อนไขขณะนี้ คือ 1.เงื่อนไขจะแจกเงินต้องเป็นคนไทยอายุ 16 ปีขึ้นไป 2.ไม่มีรายได้เกินเดือนละ 70,000 บาท 3.ไม่มีเงินฝากในบัญชีธนาคารรวมกันเกิน 500,000 บาท
“ยังมีเวลา เพราะเดี๋ยวต้องทบทวน และตัดสินใจอีกครั้งในตอนที่นำเรื่องนี้เข้าสภา และตัดสินใจว่าจะเป็นตัวเลขประมาณไหน แต่อย่างน้อยเห็นชัดเจนว่านโยบายถอยจากแจกเงินทุกคน เหลือเพียงแจก 50 ล้านคน” นายกอบศักดิ์กล่าว
นายกอบศักดิ์กล่าวว่า นโยบายนี้ควรจะทำหรือไม่ จากมุมมองเศรษฐกิจโดยการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) ปี 2566 คาดจะอยู่ที่ 3% และปี 2567 คาดว่าจะเติบโตที่ 3-4% ซึ่งได้รวมนโยบายดิจิทัลวอลเล็ตแล้ว ซึ่งเพิ่มมา 1% กว่า โดยจะมาเติมจีดีพีที่หายไปจากท่องเที่ยว ฟื้นจาก 28 ล้านคน เป็น 35 ล้านคน ส่งออกยังเชื่อว่าทรงตัว เพราะเศรษฐกิจโลกยังซึม ด้านลงทุนยังไม่มาก การบริโภคในประเทศแค่ประคองตัว
อย่างไรก็ตาม ยังไม่แน่ใจว่าจะทำให้การหมุนของเม็ดเงินจะได้กี่รอบ และยังไม่คิดว่าจะหมุนได้หลายรอบ อย่างน้อยนโยบายนี้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ ขณะเดียวกัน ผลกระทบจากการทำนโยบายดังกล่าว ทำให้หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น 2-3% ส่งผลให้หนี้ภาครัฐเพิ่มขึ้น 62-63% จากเดิมอยู่ที่ 61% ทางด้านอันดับความเชื่อมั่น (เครดิตเรทติ้ง) ยังไม่มีผลต่อการปรับอันดับความน่าเชื่อถือ
“ถ้ารัฐบาลทำเรื่องโครงสร้างพื้นฐานเยอะ ทำเรื่องดีๆ ซึ่งการทำงานผ่านมา 2 เดือน คิดว่านายกฯทำเรื่องธุรกิจดี เพราะมีความเข้าใจเรื่องธุรกิจ สามารถทำให้เศรษฐกิจหมุนไปข้างหน้าได้ เช่น ฟรีวีซ่าเอกชนขอมานานแล้ว การลดค่าไฟ ค่าน้ำมันก็ทำได้ รวมถึงการเดินทางไปเจรจาต่างประเทศเพื่อเชื่อมต่อธุรกิจ” นายกอบศักดิ์กล่าว

